|
ขณะที่ พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด กล่าวว่า แก๊สน้ำตาที่ใช้มี 3 แบบ
คือ 1.รุ่นที่สั่งซื้อจากสหรัฐราคาแพง เมื่อยิงจะไม่มีการระเบิด ไม่มีลูกไฟ มีเพียงควันซึมออกมาเท่านั้น เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้สาธิตสื่อมวลชน 2.รุ่นที่สั่งซื้อจากประเทศจีน ราคาถูก มี ความยาว 6 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2 ขีด เมื่อยิงออกไปและตกกระทบ หรือชนกับวัตถุอื่นจะระเบิดเสียงดัง เพื่อให้ควันแตกตัวออกจากพลาสติคที่เป็นทุ่นห่อหุ้ม การระเบิดดังกล่าวมีอันตรายต่อผู้ที่อยู่ใกล้จุดระเบิดได้ เพราะการยิงต้องใช้ความเร็วสูง ประมาณ 200 ฟิตเปอร์เซ็นต์ มีแรงโมเมนตัมมหาศาล และ 3.แก๊สน้ำตาแบบขว้าง จะมีกระเดื้องระเบิดติดอยู่ด้วย เมื่อใช้ต้องดึงกระเดื้องออกแล้วปาใส่พื้นที่เป้าหมายทำให้ระเบิดแล้วควันแตกตัว
|
เกิดจากการที่ราชการเราไปซื้อของจีนแดงลดราคามานี่เอง
คราวนี้ไม่ต้องเถียงแล้วนะ ว่าประชาชนไม่ได้โดนระเบิด
ใครที่คิดว่าไม่น่าจะเจ็บ ขอให้ไปลองโดนเอง จะได้รู้มั่ง
มันไม่มีแรงขนาดนั้นนะครับ
ถ้าโดนจะเป็นแค่แผลไฟ้ใหม้ครับ
ศัลยแพทย์ฉะเละตร.ยิงปืนแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมระยะประชิด
ชี้อานุภาพรุนแรงทำอวัยวะฉีกขาดได้
เมื่อเวลา 8.30 น.ที่ห้องพาหุรัด อาคารสิรินธร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กลุ่มศัลยแพทย์จาก 3 สถาบันได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และวิทยาลัยการแพทย์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล ได้จัดการประชุมวิชาการสรุปการรักษาพยาบาลจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของ เจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 7 ต.ค. โดยมีการนำภาพผู้บาดเจ็บของทุกฝ่ายที่เข้ารับการรักษามาแสดงพร้อมวิเคราะห์ ถึงสาเหตุการบาดเจ็บและวิธีการให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีสภาพศพน.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ อายุ 27 ปีที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวมาแสดงและวิเคราะห์
รศ.นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านผู้ป่วยวิกฤต คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า จากการประมวลบาดแผลของผู้บาดเจ็บสาหัสทั้งหมด รวมถึงผู้เสียชีวิตด้วย พบว่า แผลโดนสะเก็ดระเบิด มีรอยดำไหม้ เขม่าฝุ่นปนเปื้อน ในบางรายทำให้กระดูกแตกละเอียด ซึ่งจากภาพเอ็กซเรย์พบว่า ไม่ได้เกิดจากการถูกของแข็งตีและไม่ใช่อาวุธธรรมดาที่ให้เป็นเช่นนี้ เพราะในรายหนึ่งลักษณะของกระดูกแตก บิด ผิดรูปร่างแบบไร้ทิศทาง ซึ่งปกติระเบิดแก๊สน้ำตาไม่สามารถทำให้เกิดบาดแผลเช่นนี้ ซึ่งอาวุธในการปะทะกันครั้งนี้ไม่น่าจะใช้แก๊สน้ำตาเพียงอย่างเดียว
“ผมเคยรักษาผู้ป่วยที่โดนระเบิด ซึ่งลักษณะแผลคล้ายคลึงกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม เพราะลักษณะบาดแผลฉีกขาด เนื้อหายไป และด้วยความรู้ของแพทย์ไม่สามารถบอกได้ว่า ผู้บาดเจ็บทั้งหมด โดยอาวุธอะไร และใครเป็นผู้กระทำ แต่ร่องรอยของบาดแผลที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิด เพราะรุนแรงเกินไป การพบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นกับประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจ ในฐานะอาชีพหมอไม่รู้ว่าใครถูกใครผิด เพราะเราต้องรักษาทุกคน แต่รู้สึกว่ารุนแรงเกินไปที่ไม่เหมาะสมใช้กับประชาชนทั่วไป และคนที่รับกรรมคือประชาชน และข้อมูลทั้งหมดมาจากแพทย์ที่ทำหน้าที่ในการรักษา แต่หน้าที่ในการตัดสินคือสังคม”รศ.นพ.รัฐพลี กล่าว
รศ.นพ.อัจฉริย สาโรวาท อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ในรายที่เสียชีวิตน.ส.อังคณาได้เสียชีวิตก่อนที่จะนำส่งถึงโรงพยาบาลแล้ว บาดแผลฉีกขาด เยื้อแก้วหูซ้ายฉีกขาด เนื้อเยื่อหน้าอกและเต้านมเว้าหายไปเป็นแผ่น ต้นแขนและช่วงอกด้านซ้ายแหว่งหายไป จากการชันสูตรทางนิติเวชของโรงพยาบาล พบว่า เลือดออกช่องปอด ซี่โครงซ้ายหักทุกซี่เกิดจากของแข็งกระแทก ความเร็วสูง บวกด้วยความร้อน ซึ่งอาจารย์แพทย์ทั้งหลายคงทราบกันดีว่าเกิดจากอาวุธอะไร นอกจากนี้ผู้ได้รับบาดเจ็บคนอื่นที่ได้รับสาหัสก็จะพบสะเก็ดระเบิดพลาสติก แต่ไม่พบโลหะ และในผู้บาดเจ็บรายหนึ่งยังพบว่ามีกระสุนยางฝังเข้าไปบริเวณหน้าแข้งด้วย
พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เปี้ยวนิ่ม หัวหน้าหน่วยนิติเวช คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการชันสูตรศพ น.ส.อังคณา ไม่พบว่ามีสะเก็ดระเบิด หรือชิ้นส่วนของวัตถุใดๆ ติดค้างอยู่ ต่างจากการชันสูตรศพที่โดนระเบิดอื่นๆ จากกรณีอื่น ที่จะพบเศษวัสดุติดอยู่ที่ศพอย่างชัดเจน หากเป็นการพกพาอาวุธ และเกิดการระเบิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ น่าจะมีเศษโลหะ หรือวัสดุที่เป็นชิ้นส่วนของระเบิดติดอยู่ ซึ่งในกรณีนี้ ไม่มีหลักฐานทำให้ไม่สามารถระบุชนิดของอาวุธได้
พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด กล่าวว่า แก๊สน้ำตาที่ใช้มี 3 แบบ คือ1.รุ่นที่สั่งซื้อจากสหรัฐอเมริกา มีราคาแพง ลักษณะการทำงานเวลายิงออกไป จะไม่มีการระเบิดไม่มีลูกไฟ ควันจะซึมออกมาเอง ซึ่งแก๊สน้ำตาประเภทนี้เป็นชนิดเดียวกับที่กรมพลาธิการ ได้จัดแสดงสาธิตให้สื่อมวลชนชมไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาและเป็นชนิดที่ประเทศอื่นๆ เช่นในการปราบจลาจล 2.แก๊สน้ำตาสั่งซื้อจากประเทศจีน มีราคาถูก โดยลูกแก๊สน้ำตา มีความยาว 6 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 38 มิลลิเมตร นำหนัก 2 ขีด ลักษณะการทำงาน เมื่อยิงออกไปสักพัก เมื่อไปตกกระทบ หรือ ชนกับวัตถุจะเกิดการระเบิดเสียงดัง เพื่อให้ควันแตกตัวออกมาจากพลาสติกที่เป็นทุ่นห่อหุ้มอยู่ ซึ่งการระเบิดดังกล่าวมีผลอันตรายต่อผู้ที่อยู่ใกล้จุดระเบิดได้ เพราะการยิงต้องใช้ความเร็วสูง ประมาณ 200 ฟิตเปอร์เซ็นต์ มีแรงโมเมนตัมมหาศาล และ3.แก๊สน้ำตาแบบขว้าง ซึ่งจะมีกระเดื้องระเบิดติดอยู่ด้วย การใช้ต้องดึงกระเดื้องออกจากลูกแก๊สน้ำตาก่อน และปาใส่พื้นที่เป้าหมาย ให้เกิดการระเบิดแล้วควันแตกตัวออกมา
“จากการสังเกตุการณ์และชมภาพข่าวการสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา เห็นว่าตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาทุกประเภท ทั้งแบบอเมริกาและจีน กับประชาชน ซึ่งแก๊สน้ำตาแบบขว้างและแบบที่สั่งจากจีน เป็นแบบที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัส ทำให้ขา แขนขาดได้ อาการบาดเจ็บไม่ต่างจากถูกประทัดยักษ์ระเบิดใส่มือ เท้า เพราะปืนที่ใช้ยิงแก๊สน้ำตามีความเร็วสูงเมื่อกระทบหรือชนอวัยวะใดของร่าง กาย เช่น ขา หรือแขน มีอานุภาพทำให้แขน ขา หักได้ทันที จากนั้น ก็จะเกิดการระเบิดขึ้น ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้อวัยวะขาด รุ่งริ่งได้ ซึ่งการเป็นระเบิดจากแก๊สน้ำตา จะพบสะเก็ดระเบิดที่เป็นเศษพลาสติกเท่านั้น จะไม่มีเศษโลหะอื่น หรือเศษแก้วปนอยู่” พล.ต.ท.อัมพรกล่าว
พล.ต.ท.อัมพรกล่าวว่า ส่วนกรณีของน.ส.อังคณา ไม่ได้เป็นคนตรวจชันสูตรศพเอง จึงไม่ทราบได้ว่าบาดแผลที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตเกิดจากอะไร ถูกระเบิดหรือแก๊สน้ำตา ซึ่งเรื่องนี้ตอบได้ยากมาก โอกาสเป็นแก๊สน้ำตาก็มีสูง เพราะมีอานุภาพทำร้ายล้างที่รุนแรงเช่นเดียวกับระเบิดอื่นๆ หากอยู่ใกล้กับจุดที่แก๊สน้ำตาระเบิดแตกตัว ซึ่งหาก ขณะเกิดเหตุมีการยิงแก๊สน้ำตาเข้า และ น.ส.อังคณา นอนหมอบทับแก๊สน้ำตาไว้ใต้อก ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้เสียชีวิตได้
ต่อข้อถามว่า จะสามารถทราบได้หรือไม่ว่าเป็นการพกระเบิดหรือการโยนใส่ พล.ต.ท.อัมพร กล่าวว่า ลักษณะบาดแผลไม่แตกต่างกันเพราะระเบิดมีอานุภาพทำลายล้างแบบไม่มีทิศทาง แต่หากเป็นระเบิดชนิดประดิษฐ์เอง ที่ศพน่าจะมีหลักฐานคือ เศษวัสดุของระเบิดชนิดๆนั้นอยู่ หากดูตามลักษณะบาดแผลที่หัวเข่ากระจุย หรือบาดแผลอื่นๆ จะเป็นการพกมาเอง ด้วยการหนีบที่รักแร้ หรือ หัวเข่า เชื่อว่า ประชาชน มีสติสัมปชัญญะเหมือนกันที่จะวิเคราะห์ได้ หากเป็นคุณ คุณจะหนีบไว้หรือไม่
พล.ต.ท.อัมพร กล่าวว่า วีธีที่จะทราบได้ว่าผู้บาดเจ็บถูกแก๊สน้ำตาหรือระเบิดได้นั้น จะต้องเก็บชิ้นส่วน เศษวัสดุที่เกิดเหตุ หรือชิ้นส่วนเสื้อผ้า และเศษวัสดุ สะเก็ดที่ติดตามบาดแผล หรือร่างกายของผู้ป่วย ที่สำคัญคือ คราบเขม่า สามารถวิเคราะห์ชนิดของอาวุธได้ชัดเจน ซึ่งต้องมีการส่งให้สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ สตช. ตรวจสอบ แต่เชื่อว่าคงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ เพราะไม่มีทั้งบุคลากรและเครื่องมือ หากไม่มั่นใจในการทำงานของตำรวจ เพราะเป็นคู่กรณีกัน ก็สามารถส่งให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่เป็นกลางตรวจสอบได้
“มาตรการการปราบฝูงชน มีหลักเกณฑ์การยิงแก๊สน้ำตา คือ ยิงขึ้นฟ้าเท่านั้น ส่วนการยิงปืนกระสุนพลาสติกเพื่อใช้ข่มขู่ จะยิงลงพื้นดินที่ว่างเพื่อให้กระสุนกระเด็นขึ้น แต่จะไม่มีการยิงโดยตรงไปที่คนอย่างแน่นอน ซึ่งวิธีการนี้นี้หากเป็นตำรวจที่ผ่านการอบรมหลักสูตรปราบฝูงชนมาก็รู้วิธี การยิงที่ถูกต้อง แต่ตำรวจที่ยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปที่ฝูงชนในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอ่อนซ้อม หรือเป็นการจงใจยิงก็ได้ เป็นเรื่องสุดที่จะกล่าวจริงๆ แต่ที่แน่ๆ คือ คนที่มีความรับผิดชอบเขาไม่ยิงคนกันแบบนั้น” พล.ต.ท.อัมพรกล่าว
นพ.อธิศพันธุ์ จุลกทัพพะ อ.ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาฯ กล่าวว่า เก็บปลอกของแก๊สน้ำตาได้จากบริเวณการชุมนุม โดยพบว่ามีคำเตือนเป็นภาษาอังกฤษ ว่า อย่ายิงตรงตัวบุคคล เพราะจะทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ แต่ไม่ทราบว่าตำรวจผู้ยิงอ่านคำเตือนออกหรือไม่
ส่วน อันนี้ที่มาครับ ขออภัยที่ข้อความช่วงแรกหายไป คงเป็นเพราะ ก็อปปี้ผิดพลาดครับ
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_newsonline.php?newsid=TVRJeU16VTBOalF3TlE9PQ==
ห้ามยิงกัน ในระยะ 5 เมตร หรือน้อยกว่านั้น
สรางความเดือดร้อน
พวกทำลายชาติ โดนซ่ะ.....สม
*-
เจ้าของกระทงช่วยหาภาพหรือข้อมูลที่เป็นทางการของกระสุนแก๊ซน้ำตาแบบจีนแดงมายืนยันด้วยได้มั้ยครับ ผมอยากรู้ว่ากระสุนแก๊ซน้ำตามีแรงระเบิดมากขนาดใหน
ไม่ใช่ว่าไปเจอข้อความที่ใหนก็จะเชื่อหมดเลย ไม่ได้นะครับ เราต้องมาสืบค้นหาความจริงด้วยตัวเองให้ชัดเจนก่อนครับ