โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน

เรื่องแนะนำ

Powered by
16 คะแนน
 
โดย fernezzo เป็นกระทงร้อน 3 เดือนที่แล้ว
เฮ้อ..เปลี่ยนรุปได้ซะที...
 
หลายๆคนคงจะเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Jumper กันมาบ้างแล้ว ท่านผู้อ่านเคยสงสัยมั้ยครับว่า ไอ้คนที่มีความสามารถเทเลพอร์ตไปได้ทุกที่เนี้ย มันจะมีอยู่จริงมั้ยว้า!? อาวล่ะครับ วันนี้ผมมีคำตอบมาบอก ตามผมมาเลยครับ ^_<
คะแนน: 16 ชอบ, 0 ไม่ชอบ

tag: จั๊มเปอร์ ล่องหน เทเลพอร์ต

ประเภท: ไม่ธรรมดา
20 บทวิจารณ์  |  1,955 คนอ่าน
 
คำสั่ง
Share เว็บฝรั่ง
Share เว็บไทย
Exteen
ภาพประกอบ

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

 

ล่องหน เทเลพอร์ต (Teleport)



คำว่าล่องหนนั้น ฟังดูอาจคุ้นหูหลายๆ คนที่ชอบอ่านนิยายวิทยาศาสตร์หรือภาพยนตร์มาบ้าง.........โดยคำว่าล่องหนถูกบัญญัติศัพท์ครั้งแรกโดย ชาร์ลส์ ฟอร์ท ค.ศ. 1931

ฟอร์ทนั้นเชื่อว่าบนโลกนี้อาจมีพลังลึกลับชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายสสาร วัตถุ หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตไปมาระหว่างสองจุดโดยไม่ต้องผ่านระยะทางตรงหว่างกลางทั้งยังบังคับได้จากระยะไกลด้วย ถ้าหากพลังงานนี้มีจริง เราก็สามารถอธิบายปริศนาเรื่องคนหายวับต่อหน้าเราต่อหน้าตาต่อเราได้ นอกจากนั้นเรายังมีคำอธิบายกลไกเบื้องหลังเหตุการณ์พิสดารอื่นๆ ด้วย

ใครนึกภาพไม่ออกก็ให้นึกถึงเหล่าจั๊มเปอร์ในเรื่อง The Jumper นะครับตอนที่พวกนั้นวาร์ปในพริบตานั้นแหละใช่เลย....

กฎวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน “การล่องหนและเทเลพ็อต”  ไปยังที่ต่างๆ นั้นไม่สามารถเป็นไปได้ แต่เหตุการณ์ทำนองแบบนี้ดันเคยอุบติจริงบนโลกใบนี้!!

เอ่อ.....จากหลักฐานในประวัติศาสตร์หลายศตวรรษนั้นได้บันทึกไว้ว่า บางครั้งมนุษย์และวัตถุสามารถเดินทางไปไกลแสนไกลภายในพริบตา

เรื่องเล่าเก่าแก่ที่ปรากฏออกมาเป็นเรื่องของชาวสเปน ที่มีมานานกว่าสี่ศตวรรษ เล่าว่า ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1593 ทหารหนุ่มรายหนึ่งพลัดจากประเทศฟิลิปปินส์แล้วไปหลงอยู่ในเม็กซิโกซิตี้ (ระยะทางกว่า 15,000 กม.) ชุดเครื่องแบบที่เขาสวมใส่นั้นดูประหลาดสำหรับชาวเมืองมาก เขาถูกสอบสวนเขาบอกว่าก่อนที่จะโผล่มาที่นี้เขายืนรักษาการณ์อยู่ที่ทำ ทำการราชการจังหวัดในกรุงมนิลา เมืองหลวงฟิลิปปินส์ เขาบอกว่าผู้ว่าท่านนี้ถูกลอบสังหารส่วนเขาก็หลงมาที่เม็กซิโกได้ยังไงก็ไม่ทราบ หลายเดือนต่อมามีเรือจากฟิลิปปินส์ ได้ยินยันว่าข่าวลอบสังหารผู้ว่าเป็นเรื่องจริง และตรงกับรายละเอียดของทหารคนนั้นเล่าทุกประการ

เรื่องนี้ต่อมาได้รับอิทธิพลให้นักเขียนแนวลึกลับนาม เอ็ม. เค. เจสอัพ เอาไปเขียนในเวลาต่อมา


นอกจากนี้ยังมีหลายเรื่องที่เขียนเกี่ยวกับล่องหน โดยเวลเลสลีย์ ทิวเดอร์ โพล เขียนไว้ในหนังสือ The Silent Road (1962) ว่า “ในคืนที่ชุ่มโชกและพายุกระหน่ำในเดือนธันวาคม ปี 1952ผมพบตัวเองอยู่ที่สถานีรถไฟห่างจากบ้านของผมออกไปราวสองกิโลกว่า รถไฟจากลอนดอนมาช้ากว่ากำหนด รถประจำทางเพิ่งออกไป และแท็กซี่ก็ไม่มี ฝนตกหนักไม่ขาดสาย ขณะนั้นเป็นเวลา 17.55 น. ผมกำลังเตรียมตัวรอรับโทรศัพท์ทางไกลจากต่างประเทศซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยมาถึงตอนหกโมงเย็น ซ้ำร้ายโทรศัพท์สาธารณะที่สถานีดันเสียขึ้นมาอีก ผมนั่งอยู่ในห้องพักของผู้โดยสารด้วยความรู้สึกสิ้นหวังแบบไม่มีอะไรทำ ผมจึงเทียบเวลานาฬิกาข้อมือของผมกับนาฬิกาของสถานี เวลานั้นคือ 17.57 น. สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาผมไม่รู้ตัวเลย

ผมพบตัวเองยืนอยู่ตรงทางเดินในบ้าน ซึ่งต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 20 นาทีจากสถานีรถไฟขณะนั้นนาฬิกากำลังตีเวลาหกโมงเย็น ไม่กี่นาทีต่อมาเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หลังจากพูดคุยธุระเสร็จ ผมถึงตะหนักว่าได้เกิดเหตุการณ์พิลึกพิลั่นขึ้นเสียแล้ว หลังจากนั้นผมก็ประหลาดใจอีกเมื่อรองเท้าของผมแห้งสนิท ไม่มีคราบโคลนเปรอะเปื้อนเลย เสื้อผ้าไร้รอยเปียกชื้นหรือเลอะเทอะที่ตรงไหนสักจุดเดียว”



แฮร์รี ไพรซ์ นักศึกษาด้านจิตวิญญาณผู้โด่งดัง ได้บันทึกเรื่องราวน่าเหลือเชื่อมากมายลงใน Politergeist Over England (1945) ดังตัวอย่าง

“เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 1871 นางกับพีได้ล่องหนจากบ้านของเธอที่ไฮร์บูรี(กรุงลอนดอน) มาปรากฏตัวอยู่บ้านหลังหนึ่งบนถนนแลมบ์ส คอนดูอิท ไกลออกไปประมาณ 5 กม. เธอหล่นมาตรงกลางวงเลยทีเดียวโดยมีเพียงชุดชั้นในปิดร่าง”


การล่องหนอันน่าอัศจรรย์กว่าได้เกิดขึ้นกับนักบุญแมรี่แห่งอะเกรดา แม้ว่าเธอไม่เคยย่างกรายออกจากสำนักแม่ชีในสเปนเลยแม้แต่ก้าวเดียว แต่มีหลักฐานอย่างเป็นทางการว่า แม่ชีแมรี่ได้เดินทางข้ามแอตแลนติกไปอเมริกามากกว่า 500 เที่ยว ในระหว่างปี 1620 ถึง 1631 เพื่อเทศน์สั่งสอนให้ชาวอินเดียนแดงเผ่าจูมาโนในนิวเม็กซิโกกลับใจมานับถือคริสต์ ซึ่งทีแรกฝ่ายศาสนาจักรคาทอลิคพยายามกดดันให้แมรี่ปฏิเสธเรื่องนี้

แต่แล้วในปี 1622 สาธุคุณอลอนโซ เดอ เบนาวีเดส ได้มาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ที่นิวเม็กซิโก และเขียนจดหมายถึงโป๊ป เออร์บันที่ 8 และพระเจ้าฟิลิปที่ 4 ของสเปน เพื่อไต่ถามว่าใครส่งมาที่นี่ก่อนเขา เนื่องจากชาวจูมาโน่อ้างว่าพวกเขารู้ในเรื่องคริสต์ศาสนามาจาก “หญิงในชุดน้ำเงิน” เป็นแม่ชีจากยุโรป และได้มอบไม้กางเขนลูหประคำ และถ้วยอาหารไว้ในพิธีมิซซาแก่พวกเขา เชื่อกันว่าลูกประคำเส้นดังกล่าวมาจากสำนักชีของแมรี่ที่อะเกรดา

จวบจนกระทั้งปี 1630 เมื่อสาธุคุณเบนาวิเดสกลับสเปนแล้วเขาได้ยินเรื่องของแม่ชีแมรี่กับความเชื่ออัศจรรย์ของเธอที่ว่า เธอได้เผยแพร่พระวจนะแก่ชาวอินเดียนแดงเผ่าจูมาโน เขาขออนุญาตเดินทางไปสอบสวนเธออย่างใกล้ชิด และได้รับรู้เรื่องราวการไปเยือนชนเผ่าอินเดียแดงอย่างพร้อมมูล รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวรูปร่างลักษณะและธรรมเนียมประเพณีของชนเผ่านี้ แมรี่ได้เขียนประสบการณ์เหล่านี้ลงบันทึกประจำวัน แต่ภายหลังได้ตัดสินใจเผาทิ้งตามคำแนะนำของบาทหลวงท่านหนึ่ง


ในหน้าบันทึกมีบรรยายรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับการเดินทางของเธอรวมถึงภาพทิวทัศน์ของโลกในขณะกำลังหมุนไปรอบๆ ในหนังสือ Life of the Venerable Mary of Agreda ของ เจมส์ เอ. คาร์โก สรุปว่า “เรื่องแม่ชีแห่งอะเกรดาได้ไปเยือนอเมริกาหลายครั้งหลายหนโดยการล่องหนนั้น ได้รับการตรวจสอบยืนยันกับบันทึกการเดินทางของบรรดานักล่าอาณานิคมชาวสเปน นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ตลอดจนจารึกของชาวอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ ในประวัติศาสตร์ตะวันตกเฉียงติของเอเมริกาล้วนมีการบันทึกปรากฏการณ์ประหลาดลึกลับนี้ ซึ่งกลายเป็นเรื่องโดดเด่นอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์โลก”

สาธุคุณเบนาวิเดสได้ถ่ายทอดเรื่องเล่าอันเหลือเชื่อดังกล่าวออกมมาเป็นผลงานขายดีของสมัยนั้น พร้อมระบุว่าแม่ชีแมรี่ให้หลักฐานมากมายที่พิสูจน์ว่าได้ท่องไปในอเมริกา โดยมีนักบุญมิคาเอลและฟรานซิสคอยโอบอุ้มประคองลอยล่องไป จริงๆ แล้วตามที่ปรากฏในบันทึกซึ่งไม่ได้รับตีพิมพ์ แมรี่ไม่เคยยืนยันตรงๆ ว่าได้ล่องหนหายไปทั้งตัว ในสมัยเธอยังเยาว์ เธอรอดพ้นจากการจับกุมในโทษฐานประพฤติตัวเยี่ยงแม่มดอย่างหวุดหวิด ฝ่ายศาสนจักรมักตำหนิเธอสำหรับความสามารถเหาะเหินอันน่าทึ่ง(อย่าลืมว่าแม่ชีแมรี่ได้รับแต่งตั้งเป็นนักบุญซึ่งถือกันว่ามีความบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์อยู่ในระดับสูง) แมรี่เหนื่อยหน่ายในการอธิบายเธอเหมือนถูกบังคับให้ต้องเลือกใช้คำอย่างชาญฉลาด จนในที่สุดเธอก็ตอบ(เดา)เอาว่า ทูตสวรรค์มารับเธอ

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนไปอีกก็คือว่า ขณะที่แมชีแมรี่ทำสมาธิอยู่ในห้องเพียงลำพัง บรรดาแม่ชีคนอื่นๆ มักบอกแขกที่แวะมาหาเธอว่า “แม่ชีไปหาพวกชนเผ่าอินเดียนแดง”

ฉากการเดินทางของแมรี่ด้วยวิธีเหาะเหินเดินอากาศซึ่งดูเหมือนฝันนั้นช่างคล้ายกับผู้มีอำนาจวิเศษที่สามารถลอยตัวได้อย่างไรอย่างนั้น การสอดคล้องกันระหว่างบันทึกการมาเยือนของแม่ชีกับภาพต่างๆ ของชนเผ่าอินเดียนแดงที่แมรี่บรรยายได้ราวกับมีตาทิพย์ฟังดูแล้วไม่อาจปฏิเสธเรื่องเหลือเชื่อนี้ไปได้ทั้งหมด บันทึกความทรงจำฉบับหนึ่งของแมรี่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่อาจทำให้หลายคนที่ชอบเรื่องลึกลับเชื่อไปตามๆ กัน


บ่อยครั้งการล่องหนโดยไม่รู้ตัวนั้น อาจมีกรณีอื่นเช่นการจู่โจมจากผู้ที่มองไม่เห็น

ในคดีที่เรียกว่า “พูน่า” เรื่องนี้กล่าวถึงพอสมควร โดยแฮรี่ ไพรซ์ ลงบันทึกว่า มีการพบเห็นเด็กชายคนหนึ่งลอยขึ้นกลางอากาศและหายตัวไปโผล่ที่อื่น ในระหว่างปี 1928-1929 ไพรซ์และเพื่อนหญิงชื่อ เอช.คอห์น ช่วยกันรวบรวมเหตุการณ์นับร้อยๆ กรณี ที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวนี้


กรณีที่โด่งดังอีกเรื่องคือเดือนธันวาคม ปี 1761 ที่เมืองบริสตอล ลูกๆของ ริชาร์ด กิลล์ ต่างทนทุกข์เมื่อพวกเขาพบว่ากำลังตกเป็นเป้าของผู้มองไม่เห็น ที่พยายามก่อกวนโดยฉุดกระชาก ทุบตี ทุ่มโยน หยิก บีบคอ ตลอดจนทิ่มแทงด้วยเข็มมีอยู่หนหนึ่ง ชายหลายคนยังไม่อาจช่วยกันดึงร่างของพวกเด็กๆ ลงมาข้างล่างได้ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้มีพยานเห็นด้วยหลายคน


เฮนรี่ เดอร์บัน ผู้เคร่งศาสนาได้บันทึกเรื่องราวพิสดารนี้ด้วย

ในวันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน กันยายน 1762 ด็อบบี้ ลูกสาวคนเล็กของกิลส์ได้หายวับไปจากห้องครัวต่อหน้าต่อตาคนถึง 5 คน ไม่ว่าจะตามหาอย่างไรก็ไม่เจอ อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมากก็พบร่างของเธอสลบไสลอยู่ใต้เตียงซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนของบ้าน ทั้งๆ ที่ประตูห้องลงกลอนอยู่

การล่องหนหายตัวมักเกิดขึ้นเองโดยไม่รู้ตัวตามธรรมชาติ และไม่อาจต้านทานได้ แต่กระนั้นยังมีกรณีตัวอย่างคนที่สามารถล่องหนให้มันเกิดขึ้นได้ตามที่ต้องการ เช่นในโปรตุเกสปี 1655 ชายคนหนึ่งล่องหนจากเมืองเกาไปโปรตุเกส แต่ต่อมาเขาถูกเผาทั้งเป็นข้อหาต้องสงสัยว่าใช้เวทมนต์ คาถาของลัทธินอกรีต



เรื่องของการล่องหนก็มียังอีกเยอะนะครับ ถ้าเราไปค้นประวัติศาสตร์ ตำนานเกี่ยวกับพ่อมด หมอผีละก็ เราจะพบอะไรที่เกี่ยวกับการล่องหนมากกว่านี้อีก

 

.

เรื่องแนะนำ:



 
บทวิจารณ์
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย พังพวย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
อย่ามองชีวิต ให้เป้นเรื่องยาก
ดึกๆมาอ่าน คนแรก เย้ๆ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย ShiNbii เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
รัฐบาลประเทศมหาอำนาจต่างๆพยายามปกปิดความลับของดาวปริศนาที่กำลังจะโคจรมาใกล้โลกในปี2012พร้อมกับหายนะอันใหญ่หลวง พวกประเทศเหล่านั้นได้เริ่มโคลงการอุโมงใต้ดินหลบภัยกันแล้ว!!~หากประเทศไทยยังนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้อยู่ละก็ ผมว่ามันน่าเศร้ามากทีเดียว!!
เจ๋งครับ ได้ข่าวว่ามนุษย์พิเศษที่มีความสามารถกว่ามนุษย์ทั่วไปมักจะมีหลายแบบหลายชนิดช่ายปะครับ? อย่างมนุษย์ไฟฟ้า มนุษย์น้ำแข็ง มนุษย์ไฟ นี่ก็เรียกว่า natural master human ช่ายป่ะครับ เพราะพวหเขาสามารถควบคุมพลังธรรมชาติได้ คนที่วาร์ปได้ก็เรียกว่า จัมเปอร์ หรือเทเลพอตเตอร์ช่ายมะ ยังมีอีกมากมายเลยล่ะครับที่ผมเคยได้ยินมาเหมือนกัน แต่รวมๆแล้วพวกนี้ทั้งหมดจะถูกเรียกว่า Indigo Human หรือมนุษย์อินดิโก้ใช่มั้ยครับ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย ShiNbii เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
รัฐบาลประเทศมหาอำนาจต่างๆพยายามปกปิดความลับของดาวปริศนาที่กำลังจะโคจรมาใกล้โลกในปี2012พร้อมกับหายนะอันใหญ่หลวง พวกประเทศเหล่านั้นได้เริ่มโคลงการอุโมงใต้ดินหลบภัยกันแล้ว!!~หากประเทศไทยยังนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้อยู่ละก็ ผมว่ามันน่าเศร้ามากทีเดียว!!
ลองเซิร์จในกุเกิ้ลดูอะ Indigo Human, มนุษย์อินดิโก้, เด็กอินดิโก้ ขึ้นมาเพียบเยย *0*
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย dearz เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
Happy old year
ชอบอ่านครับ ขอบคุณครับ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย เพชรน้อย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
ถอดเสื้อคนละสีทิ้งออกไป ก็เหลือแต่คนไทยด้วยกัน
เหมือนวิชาเคลื่อนย้ายในพริบตา ที่ได้มาเมื่อครั้งสู้กับฟรีสเซอร์เลย ชอบอ่านครับ มีก้อเอามาลงอีกนะครับ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย First007 เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
อิอิ
เป็นเรื่องที่ลึกลับดีอะ ชอบมากเลยครับ +
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย Krue เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
คุณ - หมูแดง - ครับ.....ช่วยจำกัดตัวอักษรของ TWEETER ได้มั๊ยครับ.....บางครั้งมันรำคาญมาก.....ขอบคุณครับ......46
อยากทำได้มั่ง
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย มอส เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
ชาตินี้ชาติหน้าข้าขอเกิดเป็นคนไทยสีขาวน้ำเงินแดงจะอยู่ในใจตลอดไป
ผมก็เหมือนจะเคยมีพลังวิเศษบ้างเหมือนกันนะผมจะเล่าไห้ฟัง(เรื่องจริงเลยอันนี้) ตอนนั้นผมไปกินเหล้ากับเพื่อนพอตี3เกือบจะ4ระผมได้ขอตัวกับบ้านกลัวพ่อจะกลับบ้านก่อนพอขับรถไปได้ซักพักก็เกิดไรขึ้นมาไม่รู้ดังป้างงงแล้วพอผมลุกขึ้นตื่นมาอีกทีผมก็นอนอยู่โรงบาลโดยไม่รู้เลยว่าผมมาได้ยังไง(ผมมีพลังวิเศษแน่ๆเลยแต่ผมคุมพลังวิเศษนั้นไม่เปงอะดิกำๆๆ) ปล.ที่เล่าไห้ฟังเป็นเรื่องจริง100%สาบานได้เลย
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย พังพวย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
อย่ามองชีวิต ให้เป้นเรื่องยาก
้ ถึงคุณ มอส ผมก็เคยเช่นกันเพื่อนผมเมาขับมอเตอร์ไซน์มารับผมที่บ้าน ว่าจะออกไปดื่นแค่ปากซอยด้วยกัน ได้ไม่ต้องเอารถไปเอง จำได้ว่าออกไปได้ครึ่งทาง แล้ว ผมก้ไปตื่นดรงบาล เหมือนนอนอยู่บ้านแล้วไปตื่นโรงบาลอะไรทำนองนั้น เคยเหมือนกัน งงตัวเอง
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย แบดบอย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล มาดูกันซิว่า พันทะมิด บุกยึดทำเนียบและสนามบินทั้ง 2 แห่ง จะถูกดำเนินคดีหรือไม่ แล้วจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะว่า พันทะมิด ประท้วงรัฐบาลสมชายเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ แล้วมันจะเป็นยังไงครับ พี่น้อง
เออ ไอ้มอส มันมีพลังวิเศษจริงๆ เชื่อว่ะ +ให้เลย
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย IndY_Emo เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
สวัสดี ปีใหม่ครับ

พยายาม อ่านจนจบ ok plus now
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย gotzira เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
รักตัวเองรักครอบครัวให้ได้ก่อนเห้อะ ก่อนที่จะไปรักประเทศชาติ
ผมเป็นมนุษย์หาเช้ากินคำ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย fufufufufufufufufufufu yak.... เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เวล 7 แล้วขอบคุณครับ
ผมมีแต่ลางสังหรณ์อ่ะนะ มันแว๊บเข้ามาในหัวแล้วก็สงสัยว่าไปเก็บเอาความคิดนี้หรือเหตุการณ์นี้มาจากไหนเลยจำ แต่อีกไม่กี่วันเหตุการณ์นั้นก็เกิด ซึ่งตรงกับที่เคยแว๊บมาเลย ยังงตัวเองอยู่ว่ามีสัมผัสอะไรเปล่า แต่หลายครั้งมาก โดยเฉพาะตอนเด็ก แต่ตอนนี้โตแล้วไม่ค่อยมี อืม อีกอย่างเมื่อก่อนคล้องเสด็จพ่อ ร.5 เคยโดนรถชนแต่ไม่เป็นไร ก่อนถูกชนนึกถึงแต่ ร.5 ที่คล้องที่คอตลอดแล้วก็ตู้ม!! ลอยล่ะลิ่วล่วงมากระแทกกระโปรงหน้ารถเก๋งรองเท้าหายรถพัง แต่ไม่มีรอยแม้แต่ข่วนเลย อิอิ พอและโม้มากไปไม่ดี
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย ตะพาบน้อย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เซ็งเป็ด - -*
น่าสนใจดี... + ให้ฮะ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย nuyty เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
ฉาน ผิด อา ไร...
ใส่คลิป ผีเสื้อ ก็เทเลพ็อตได้แย้วนะ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย sunnylander เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
รับฝากซื้อเครื่องสำอางจากเกาหลีทุกแบรนด์ บินทุกเดือน www.koreachillout.com
มนุษย์เงินเดือน
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย -NOTORIOUS- เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
ขออภัยในบางลีลา
ของไทยก้อมีครับ สมเด็จพุฒธาจารย์ไงครับ เกจิท่านอื่นๆก้อมีนะลองไปหาอ่านดูได้
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย แหล่ม เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
โพสมาไม่ต้องห่วง เด๋วป๋าดันให้
อันนี้จากประสบการณ์การจริงๆของผมนะคับ เมื่อ 10 ปี ก่อนผมกำลังทำงานอยู่โรงแรมแห่งหนึ่ง ตอนนั้น พอเลิกงานเสร็จ เพื่อนชวนไปแดนซ์ แถว ๆ ผลับ ชื่อดังในเชียงใหม่ ไปกัน 3 คน เพื่อน อีก 2 คน เป็นคนหน้าตาดี แล้วใน ผลับนั้น สาวๆ เยอะ มาก พวก มันก็เข้าไปจีบ อะไร ประมาณนั้นของไวรุ่น ผมก็นั่งอยู่ ที่โต๊ะคนเดียว เจียมตัวเพราะว่าหน้าตาไม่หล่อ แล้วผมก็สังเกตุ เห็น ไวรุ่นกลุ่ม นึง จ้องมองไปที่ เพื่อนผม ในตอนนั้นผมไม่คิดไร ก็ นั่งดื่ม ไปเรื่อยๆ จนเวลา ประมาณ ตี 4 ผลับ ก็ปิด เพื่อนผม ก็หม้อสาวจน นัดแนะ จะไปทำกิจกรรม อย่างอื่น ส่วนผมนั้นก็จะกลับบ้าน เพราะต้องเข้างานเช้า แต่ขออธิบายก่อนว่า ผมแต่งตัว กางเกง ซเลค เสื้อยืดสีดำ ใส่เสื้อกันหนาว ทับ 1ตัว นาฬิกา ข้อมือ 1เรือน แล้วก็ สร้อยเงิน ใหญ่ๆ 1เส้น พอเสร็จสับ จะกลับกัน ตอนมานี่คือ ซ้อน 3 มอไซ ขากลับ ก็ต้อง ซ้อน 3 เหมือนเดิม เพื่อน อีก2 คน ก็คุยกับ สาวๆ เพื่อที่จะไปเที่ยวกันต่อ ส่วน ผมก็เดินไปเอามอไซ มารอ พอผมสตาร์ท เครื่อง ปุ๊บ เพื่อนอีกคน ก็พูดว่า "มาๆฮา ขับ เอง" เพื่อนคนก็ซ้อนกลาง ผมก็ได้นั่งหลังสุด สภาพ มอไซ นี่เป็น ฮอนด้า ดรีม เอกซเซล พอขับออกมาได้ประมาณ 50 ม. มีวัยรุ่น กลุ่ม นึง ผมประมาณว่า สัก 50-60 คน <ผมไม่เมานะคับยังพอมีสติ> เรียงกัน ผมก็ไม่เอะใจอะไร พอขับรถผ่านไปอีก 20 ม. อธิบายอีกที ถนนตรงนั้นเค้าเรียกว่า ถนนคูเมือง รถวิ่ง เลนเดียว พอผ่าน 20 ม. ปุ๊ป ผมได้ยินเสียง ขวดแก้ว แตกจากนั้น ก็เห็น ขวดและก้อนหิน ลอยเข้ามาที่ มอไซพวกผม ผมก็คิดในใจ "เอาแล้วงานนี้ต้องมีเข้าโรงบาล" ตัวผมก็เริ่มสั่นๆ แบบบอกไม่ถูก จากนั้นเห็นวัยรุ่นสัก 3-4 คนวิ่งเข้ามาที่รถโดยที่ ถือไม้ แล้ว ดาบซามูไรวิ่งกลู กันเข้ามาที่รถผม โดยวัยรุ่น คนนึงเอาไม้ที่ถือมาฟาด เข้าที่หน้าคนขับบริเวณ คิ้ว ส่วนคนที่ซ้อน ตรง กลางโดน ดาบซามูไร ฟันเข้าที่หัวไหล่ ส่วนผมนั้น เบาหน่อยโดนถุงผ้าใส่ขวดแก้วเศษแก้ว ฟาดเข้าที่บริเวณหลังและส่วนหัว แต่ต้องขอชมคนขับว่ายังมีสติ สามารถขับรถผ่านช่วงที่ถูก รุมนั้นมาได้โดยรถไม่ล้ม พอขับ มาสัก 30ม. ผ่านทางโค้งคูเมือง ผมได้ยินเสียงรถมอไซตามหลังมา 3 คัน ซึ่งแต่ละ