โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน

เรื่องแนะนำ

Powered by
5 คะแนน
 
โดย MASTURBATE69 เป็นกระทงร้อน 2 เดือนที่แล้ว
【おたく】ロリコン らき☆すた, 萌え卐 Otaku Lolicon's Lucky star MOE 卐
 
คัมภีเต้า เต๋อ จิง นี้ได้ถูกค้นพบโดนนักปราช เล่า จื๊อ จากการสังเกตุสิ่งรอบตัว ธรรมชาติ สิ่งที่กรทำและผลที่ตามมา ทำให้ท่านได้เขียนเป็นคัมภีทั้ง81บทนี้ขึ้นมา
คะแนน: 5 ชอบ, 0 ไม่ชอบ

tag: 81บท ความเชื่อ คัมภี บทความ ลัทธิ ศาสนา เต้าเต๋อจิง เต๋า

ประเภท: สังคมศาสนา

คลับ: คลับ ศาสนาพุทธ*

5 บทวิจารณ์  |  963 คนอ่าน
 
คำสั่ง
Share เว็บฝรั่ง
Share เว็บไทย
Exteen
ภาพประกอบ

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
บทที่ 1 ประตูสู่ความลี้ลับทั้งมวล

"เต๋า" ที่ใช้ถ้อยคำภาษาบอกเล่าได้
มิใช่เต๋าอันเป็นอมตะ
"นาม" ที่ใช้ถ้อยคำภาษามาแสดงได้
ก็มิใช่นามอันอมตะ
"ไม่มี" คือนามที่เรียกขานระหว่างก่อนฟ้าดินอุบัติ
"มี" คือนามที่เรียกขานเมื่อสรรพสิ่งก่อกำเนิดแต่แรกเริ่ม
อยู่ในอาณาจักรเลิศล้ำมหัศจรรย์สุดหยั่งแห่งความว่างเปล่าเสมอ
สามารถสำรวจความลี้ลับแห่งการสร้างสรรค์ของสรรพสิ่ง
อยู่ในอาณาจักรที่มีวัตถุดำรงอยู่จริงเสมอ
สามารถสำรวจปั้นปลายแห่งวิถีธรรมชาติ
ทั้งสองประการนี้มีที่มารากเหง้าเดียวกัน แต่ขานนามต่างกัน
ทว่าต่างแฝงความหมายลึกซึ้งยาวไกล
การเสาะแสวงสืบค้นอย่างต่อเนื่อง จากลุ่มลึกสู่ความลุ่มลึกมากขึ้น
นั่นก็คือประตูสู่การรับรู้ความลี้ลับทั้งมวลในธรรมชาติ

บทที่ 2 มีกับไม่มีก่อเกิดซึ่งกันและกัน

เมื่อคนทั่วหล้าทราบดีว่า อย่างไรคือความงาม
ครั้นแล้วความอัปลักษณ์ก็อุบัติขึ้น
คนทั่วหล้าต่างทราบดีว่า อย่างไรคือความดี
ก็เพราะมีความชั่วดำรงอยู่
"มี" กับ "ไม่มี" คือสองสิ่งตรงกันข้ามที่ก่อเกิดซึ่งกันและกัน
"ยาก" กับ "ง่าย" ประกอบขึ้นจากสองสิ่งตรงกันข้าม
"ยาว" กับ "สั้น" แสดงให้เห็นจากการเทียบเคียงของสองสิ่งตรงกันข้าม
"สูง" กับ "ต่ำ" คือสองสิ่งตรงกันข้ามที่ดำรงคงอยู่
"เสียงร้อง" กับ "เสียงสะท้อน" คือคู่เสียงที่ประสานกลมกลืน
"หน้า" กับ "หลัง" คือสองสอ่งตรงกันข้ามและปรากฎให้เห็นเป็นลำดับ
เหล่านี้เป็นสิ่งอมตะ
ด้วยเหตุนี้ ปรัชญาเมธีกุมกฎเกณฑ์เหล่านี้ไว้
ทำให้การอบรมศึกษากลายเป็นเรื่องมุมานะปฎิบัติด้วยตนเองอันเป็นพลัง
แบบอย่างที่ไร้วาจา
คล้อยตามธรรมชาติ
ปล่อยสรรพสิ่งเจริญพัฒนาตามสัญชาตญาณธรรมชาติโดยไม่ก้าวก่าย
ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งโดยไม่ครอบครองเป็นส่วนตน
ช่วยเหลือเอื้อสรรพสิ่งเต็มกำลัง โดยไม่คิดหวังผลตอบแทน
เมื่อภารกิจสัมฤทธิ์ผล ไม่แสดงตนเป็นเจ้าของ
ด้วยเหตุมีเกียรติคุณ ไม่ถือครอง
ดังนั้น ผลงานและเกียรติคุณท่านจึงไม่สูญสลาย

บทที่ 3 ใช้หลักอกรรมให้เป็นประโยชน์ได้อย่างชาญฉลาด

หากผู้ปกครองไม่อิงเจตนาตนยกย่องผู้ปรีชาสามารถ
ประชาชนก็จะไม่แก่งแย่งเพื่อชื่อเสียงลาภยศ
หากผู้ปกครองไม่แสวงหาสิ่งล้ำค่าหายากตามกระแสนิยม
ประชาชนก็จะไม่พิสมัยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนกลายเป็นโจรผู้ร้าย
เมื่อไม่ปรากฎสิ่งยั่วยุพาให้ว้าวุ่นฟุ้งซ่าน
ประชาชนก็ไม่มีเจตนาคิดการร้าย
ดังนั้น วัตถุประสงค์การบริหารปกครองประเทศของอริยบุคคล
คือทำให้อ่อนน้อมคล้อยตาม
ใส่ใจให้มีชีวิตความเป็นอยู่ปานกลางและมีความอบอุ่น
ให้ทุกคนพึงพอใจชีวิตอยู่เย็นเป็นสุขตามความต้องการที่เป็นจริง
ลดความทะยานอยากของประชาชนที่มุ่งเพื่อผลประโยชน์ ฐานะตำแหน่ง
ชื่อเสียง เกียรติยศ และเพื่อเป็นที่โปรดปราน
เสริมสุขพลานามัยทั้งกายใจ
ทำให้ประชาชนอยู่ในภาวะไร้ทุกข์ไร้ห่วง มีสุขเป็นนิตย์
แม้คนจำพวกอวดตัวว่าชาญฉลาด
ก็มิอาจหาญบุ่มบ่ามยอมสูญเสียชีวิตอันผาสุกของตนไปอย่างง่ายดาย
ไม่ว่าจะประกอบกิจการใด คล้อยตามธรรมชาติ
มีฤาโลกจะไม่สงบสุข

บทที่ 4 โครงร่างเต๋าว่างเปล่า

"เต๋า" คือความว่างเปล่าไร้รูป
ด้วยหยิน-หยางต่างขจัดและขัดแย้งทั้งกลมกลืนซึ่งก้นและกัน จึงสำแดงบทบาท
ยามสำแดงบทบาทกลับมิรู้หมดรู้สิ้น
ความลำลึกนั้นสุดหยั่ง! คล้ายต้นบรรพ์แห่งสรรพสิ่ง
มนุษย์ควรถนอมรักสรรพชีวิตในธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่
และควรถนอมรักมนุษยชาติด้วย
จำกัดขัดขวางความฮึกเหิมมุ่งทำลายต่อกัน
นำข้อพิพาทบาดหมางทั้งปวงแปลงเปลี่ยนเป็นอารยสัมพันธ์และผูกญาติสัมพันธ์
มนุษย์และสรรพสิ่งต่างเสพรับความอบอุ่นและแสงจากธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน
ต่างปรับตัวสอดรับสิ่งแวดล้อมการดำรงอยู่และต่างผสมผสานเสริมบทบาทกันและกัน
ณ ยามนี้ ฟ้าช่างบริสุทธิ์สดใส!
มนุษย์และสรรพสิ่งไม่แบ่งเขาแบ่งเรา
ไม่ต่อสู้ปะทะกันอีก ไม่บั่นทอนกันเอง
ในเวลาเดียวกันต่างก็หลบเร้นด้านลบอันเป็นสิ่งต่ำทราม ผุกร่อนและสิ่งโสมม
สะท้อนให้เห็นถึงคุณสมบัติดั้งเดิมดุจเดียวกับ "เต๋า" ร่วมกัน
โอ้! พลานุภาพ "เต๋า" ที่ยิ่งใหญ่นี้ อเนกอนันต์ไม่รู้หมดรู้สิ้น
ไม่มีการเริ่มต้นและอวสาร หมุนเวียนเป็นวัฎจักร
ข้ากล่าวมิได้ว่า "เต๋า" เป็นลูกหลานของผู้ใด

บทที่ 5 ไม่เอนไม่เอียง

ฟ้าดินไร้สิ่งที่เรียกว่า เมตตาธรรม
สุดแต่สรรพสิ่งเจริญพัฒนาตามธรรมชาติ
อริยบุคคลก็ไร้สิ่งที่เรียกว่า เมตตาธรรม
สุดแต่ประชาชนจะทำงานและพักผ่อน
ระหว่างฟ้ากับดิน
เหมือนกระบอกสูบลมมากมิใช่หรือ?
แม้ว่างเปล่า แต่กลับมิใช่ว่างไร้
ยิ่งมีการเคลื่อนไหวมากเท่าไร ยิ่งก่อเกิดลมไม่รู้หมดรู้สิ้นเท่านั้น
พูดมากคุยจ้อไม่หยุด รังแต่ทำให้ผู้คนมีจิตสับสน
มิสู้ไม่เอนไม่เอียงรักษาวิถึสายกลางอย่างเคร่งครัด

บทที่ 6 มูลรากฟ้าดิน

"เต๋า" เปลี่ยนแปลงมิได้หยุดนิ่งตลอดกาล
นี่เรียกว่า การเริ่มต้นชีวิตแห่งความลี้ลับ
แหล่งให้กำเนิดรูปลักษณะการเริ่มต้นชีวิตแห่งความลี้ลับ
เรียกว่า เต๋าธรรมชาติบันตาลบ่อเกิดพรสวรรค์แก่โลก (ฟ้าดิน)
ต่อเนื่องเนืองอนันต์ ดำรงอยู่เหมือนดั่งมีดั่งไม่มี
บทบาทนั้นอเนกอนันต์ชั่วนิจนิรันดร์

บทที่ 7 อยู่นอกเหนือวัตถุ

ฟ้าดินยืนยง ต่อเนื่องเนืองอนันต์
เหตุใดฟ้าดินจึงยืนยงเล่า?
เป็นเพราะฟ้าดินไม่แสวงหาการดำรงชีวิตอยู่เพื่อตน
ดังนั้น จึงมีชีวิตยืนยงได้
ด้วยเหตุนี้ อริยบุคคลพาตนถอยหลังผู้อื่น
กลับได้รับสนับสนุนจากปวงชน
ไม่ใส่ใจความเป็นความตาย ผลได้ผลเสียของตน
กลับได้รับการปกป้องคุ้มครองจากประชาชน
นี่ใช่ว่าท่านเหล่านั้นไม่ทราบว่าชีวิตล้ำค่าและไม่ถนอมรัก
ตรงกันข้าม ท่านเหล่านั้นกลับพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์พูนพร้อม
ไม่ขาดตกบกพร่อง
ยังทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอีกด้วย

บทที่ 8 ใช้น้ำอุปมา "เต๋า"

คุณธรรมความประพฤติสูงสุดก็เฉกเช่นคุณสมบัติของน้ำ
น้ำหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งโดยไม่แก่งแย่งกับสรรพสิ่ง
อยู่ในฐานะต่ำต้อยที่สุดซึ่งผู้คนดูหมิ่นถิ่นแคลน
ดังนั้น คุณสมบัติของน้ำกับ "เต๋า" แทบไม่แตกต่างกัน
สุภาพชนผู้ดำเนินชีวิตอยู่ในฐานะต่ำได้
จิตวิญญาฯจะสงบนิ่งและว่างเปล่ามาก
ต่อผู้คนก็ให้ความสนิทชิดเชื้อเปี่ยมด้วยไมตรีจิต
วาจาพาทีจริงใจ รักษาสัจจะ
การปกครองสันทัดการบริหารจัดการ
การดำเนินงานสามารถสำแดงจุดเด่นของตน
ในทางปฎิบัติสามารถกุมจังหวะจะโคน
เนื่องด้วยคุณธรรมความประพฤติดุจเดียวกับน้ำที่ถือกำเนิดจากธรรมชาตินั่นเอง
ทำตรเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยไม่แก่งแย่ง
ดังนั้น จึงไม่มีความผิดพลาด

บทที่ 9 ที่สุดของวัตถุย่อมย้อนกลับ

เอาเสียจนล้นปรี่
มิสู้เอาแต่พอดีแล้วหยุดยั้ง
มีดแหลมคมกริบ
มิอาจรักษาความคมไว้คงทนยาวนาน
มีหยกทองคำอยู่เต็มหอ
ใครฤาจักรักษาไว้ได้
มั่งมีสูงศักดิ์แล้วเย่อหยิ่งทะนง
รังแต่จะนำภัยพิบัติมาสู่ตน
เมื่อประกอบกิจประสบผลสำเร็จแล้วก็ถอนตัวจากเวที
นี่แหละเหมาะสมสองคล้องวิถีแห่งฟ้า (กฎเกณฆ์ธรรมชาติ)

บทที่ 10 อบรมบ่มเพาะคุณธรรมอันล้ำลึก

ความรู้สึกสองชนิดของจิตใจและอวัยวะสัมผัส
ทำให้ทั้งสองรวามเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่แยกจากกันได้หรือไม่?
ฝึกฝนท่วงทำนองตัวบุคคลจนบรรลุถึงภาวะอ่อนโยนนิ่มนวล
ดุจทารกน้อยไร้ทะยานอยากได้หรือไม่?
ชำระล้างจิตวิญญาณที่ไม่บริสุทธิ์จนไม่มีละอองมลทินได้หรือไม่?
รักชาติประชา ปกครองบ้านเมือง
คล้อยตามธรรมชาติโดยมิแต่งแต้มได้หรือไม่?
ความลี้ลับจักรวาลเปิดปิดเปลี่ยนแปลงมิหยุดยั้ง
ใช้ความสงบนิ่ง นิ่มนวลปฎิบัติต่อผู้คนดุจเดียวกับหยินสตรีเพศได้หรือไม่?
ผู้มีความคิดความสามารถล้ำเลิศย่อมกระจ่างแจ้งทุกแง่มุม
จะหลงระเริงลืมตัวแล้วใช้หลักอกรรมได้กระนั้นหรือ?
ให้สรรพสิ่งในโลกหล้าเจริญพันธุ์พัฒนา
สรรพสิ่งที่ธรรมชาติให้กำเนิด ฟูมฟัก ไม่ควรครอบครองเป็นของตน
ทำคุณให้สรรพสิ่งโดยไม่ใช้วิธีเผด็จอำนาจ
เหล่านี้เรียกว่า คุณธรรมความประพฤติอันล้ำลึกที่สอดคล้องกลมกลืน
กฎแห่งฟ้าดิน

บทที่ 11 "มีกับไม่มี" คือสองสิ่งตรงกันข้าม

ซี่ดุมล้อ 30 ซี่ รายล้อมรอบล้อรถ
ด้วยเพราะกลางดุมล้อมีส่วนที่ว่างกลวงว่าง
จึงบังเกิดบทบาทให้วงล้อหมุนเคลื่อนไปข้างหน้า
นวดดินปั้นเป็นภาชนะ
เพราะเครื่องภาชนะมีพื้นที่ว่าง
ภาชนะจึงบรรจุสิ่งของได้
เจาะประตูหน้าต่างสร้างบ้านเรือน
เพราะมีช่องว่างประตูหน้าต่างเหล่านี้
บ้านช่องห้องหอจึงมีอากาศแสงสีถ่ายเทและผู้อยู่อาศัยเดินเข้าออก
ดังนั้น "มี" แสดงประสิทธิภาพสรสร้างความสะดวกได้
ก็เพราะ "ไม่มี" ก่อบทบาทนั่นเอง

บทที่ 12 ละทิ้งฟุ่มเฟือยอยู่อย่างสมถะ

สีทั้งฟ้าดาดาษทำให้นัยตาพร่ามัว
เสียงทั้งห้าดังกังวานทำให้โสตประสาทแทบหนวก
รสเข้มข้นทั้งห้าทำให้ลิ้นไม่รู้รส
เที่ยวล่าเนื้อตามอำเภอใจทำให้คนย่ามใจ
สิ่งของหายากและมีน้อย ทำให้ผู้คนคิดเสียดายเกิดพฤติกรรมละเมิดกฎหมาย
ด้วยเหตุนี้ อริยบุคคลใส่ใจแต่กินอยู่อบอุ่นเท่านั้น
ไม่ใฝ่หาสีกลิ่นเสียกลิ่นรสเป็นเลิศแห่งความสุข
ดังนั้น จึงควรละทิ้งสิ่งข้างต้น เลือกหาสิ่งหลัง
ธำรงไว้ซึ่งชีวิตที่สงบสุขถาวร

บทที่ 13 โลกดั่งครอบครัวตน

ได้รับการโปรดปรานและถูกเหยียดหยามดูแคลน จักทำให้รู้สึกหวาดผวา
ได้รับความเคารพนับถือและก่อภัยพิบัติมหันต์ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวเราเอง
เหตุใดจึงกล่าวว่า ได้รับการโปรดปานและถูกเหยียดหยามดูแคลน
จักทำให้รู้สึกหวาดผวาเล่า ?
เพราะว่า ได้รับการโปรดปราน เดิมทีเป็นิสิ่งต่ำต้อย
เป็นการอาศัยเจ้านายปูนให้เป็นพิเศษ
ได้มาจึงหวาดหวั่นพรั่นใจ
ดังนั้น ได้รับการโปรดปรานและถูกเหยียดหยามดูแคบน ต่างทำให้หวาดหวั่น
เหตุใดจึงกล่าวว่า ได้รับความเคารพนับถือและก่อภัยพิบัติมหันต์ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวเราเองเล่า ?
เหตุที่ข้าประสบภัยมหันต์ใด ๆ
ก็เพราะข้ามีตัวตนดำรงอยู่
จนกว่าข้าไม่มีตัวตนนี้แล้ว
ก็จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ภัยพิบัติมหันต์ใด ๆ
ด้วยเหตุนี้ ได้รับความเคารพนับถือจึงสมควรอุทิศตรให้แก่โลกมนุษย์
ผู้กระทำเช่นนี้ จึงจะฝากโลกให้เขาดูแลได้
ผู้ที่ใช้ความรักทะนุถนอมชีวิตคนไปรักทะนุถนอมชีวิตคนทั้งโลก
บุคคลเช่นนี้จึงจะฝากฝังโลกให้เขาดูแลได้

บทที่ 14 รูปลักษณ์เต๋าเหมือนมีเหมือนไม่มี

นัยน์ตามองไม่เห็นเรียกว่า "ไร้รูปลักษณ์"
หูสดับฟังไม่ได้ยินเรียกว่า "ไร้เสียง"
คลำสัมผัสไม่พบเรียกว่า "ไร้ตัวตน"
ทั้งสามประการนี้มิอาจแยกจำแนกให้ถึงที่สุด
ความจริงก็คือ เมื่อรวมกันแล้วเป็นหนึ่งเดียวนั่นเอง
เบื้องบนของมันปราศจากแสงสว่าง
เบื้องล่างของมันก็ไม่เหลือแม้แต่เงาดำเช่นกัน
มันคือองค์รวมที่หมุนเวียนไปมาต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต สุดวิสัยที่จะขนานนามให้
สรุปคือ ย้อนกลับไปมาสู่สภาวะบรรพกาลที่ไร้สรรพสิ่ง
นี่ก็เรียกว่า สภาวะที่ไร้สภาวะ
ภาพที่ปรากฎในสมองไม่อาจพรรณนาด้วยภาพวัตถุใด ๆ
นี่เรียกว่า เหมือนดั่งมี เหมือนดั่งไม่มี
เมื่อประจัญหน้า มองไม่เห็นส่วนหัว
เมื่อตามหลัง ก็มองไม่เห็นส่วนท้าย
อิงตามต้นกำเหนิดก่อนจักรวาลอุบัติ
มาควบคุมโลกสรรพสิ่งทุกวันนี้
การที่สามารถรับรู้ปฐมกาลของจักรวาล
นั่นแล กฎเกณฑ์แห่งเต๋า

บทที่ 15 นอบน้อมถ่อมตนคือ "เต๋า"

ผู้สัดทัดปฎิบัติตาม "เต๋า" นับแต่โบราณกาลมา
เป็นผู้มีความคิดความอ่านลึกล้ำเข้าใจหลักเหตุหลักผลลึกซึ้งจนมิอาจหยั่งถึง
ก็เพราะยากที่จะหยั่งถึงนี่เอง
ดังนั้น จึงจำต้องฝืนพรรณาด้วยอักษรแสดงให้เห็นรูปลักษณ์ภายนอกพอสังเขป
รอบคอบระมัดระวัง ประหนึ่งเดินข้ามธารน้ำแข็งในฤดูหนาว
กระทำเชื่องช้า ประหนึ่งกริ่งเกรงรบกวนรอบข้าง
ท่วงท่าสง่า เคร่งขรึม ทำตัวประหนึ่งเป็นอาคันตุกะ
ร่างกายผ่อนคลาดสบาย ประหนึ่งภูเขาน้ำแข็งกำลังจะละลาย
เมตตาอารีย์ซื่อสัตย์ ประหนึ่งไม้ที่ยังมิได้สลักเสลา
จิตใตกว้างขวาง ประหนึ่งหุบเขาที่ว่างเปล่า
ภายนอกแลดูโง่เขลาไร้เดียงสา ความจริงคมในฝัก
คอยประสานความต่างของผู้คน ประหนึ่งสายน้ำที่ขุ่นข้น
ผู้ใดสามารถสงบมั่นคงท่ามกลางภาวะขุ่นมัว แล้วค่อย ๆ ทำให้ใสสะอาด
ผู้ใดสามารถสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางภาวะเคลื่อนไหวเป็นเวลายาวนาน
แล้วค่อย ๆ ทำให้เกิดความมีชิวิตชีวาขึ้น
อีกทั้งปกป้องรักษา "เต๋า" นี้ไว้และมีจิตใจว่างเปล่าดุจห้วย
มีแต่ผู้ได้รับโดยไม่เย่อหยิ่งทะนงตน
จึงจะไม่ถูกความเสื่อมโทรมบดบังและได้รับความสำเร็จใหม่ด้วยดี

บทที่ 16 ว่างเปล่าสงบนิ่งย้อนคืนสู่มูลฐาน

ทำให้จิตวิญญาณเข้าถึงสุดขั้วแห่งความว่างเปล่า
รักษาความสงบนิ่งจนถึงภาวะที่แท้จริง
โลกสรรพสิ่งกำลังเจริญพัฒนา
สายน้ำภูผาผืนแผ่นกำลังแปลงเปลี่ยน
ข้ำแลเห็นหลักเหตุผลของการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเป็นวัฎจักร
เหล่าสรรพสิ่งที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูเป็นพิเศษ
ทว่าในที่สุดต่างก็ย้อนคืนสู่ต้นกำเนิดดั้งเดิมของตน
การย้อนคืนชีวิตดั้งเดิมเรียกว่า สงบนิ่ง
เมื่อว่างเปล่าสงบนิ่งแล้วก็ดูแลฟูมฟักชีวิตใหม่อีก
การดูแลฟูมฟักชีวิตขึ้นใหม่เรียกว่า กฎเกณฑ์อันเป็นนิรันดร์
เมื่อรับรู้กฎเกณฑ์นี้จึงเรียกว่า เข้าใจแจ่มแจ้ง
ไม่รับรู้กฎเกณฑ์นี้ ซ้ำยังกระทำบุ่มบ่าม
จะนำสู่หายนะได้
รับรู้กฎเกณฑ์ข้อนี้จึงรอบรู้สิ่งทั้งปวงและรู้อภัยใจกว้าง
เมื่อรอบรู้สิ่งทั้งปวงและรู้อภัยใจกว้าง คนทั่วโลกทำเพื่อส่วนรวม
จึงรอบด้านและทั่วถึง
คนทั่วโลกทำเพื่อส่วนรวม ก็คือ ฟ้าคนเป็นหนึ่งเดียว
ฟ้าคนเป็นหนึ่งเดียวจึงสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ธรรมชาติ
สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ธรรมชาติจึงรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ "เต๋า"ได้
เมื่อรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ "เต๋า" บ้านเมืองจึงสงบร่มเย็นยาวนาน
ชั่วชีวิตไม่มีภยันตรายใด ๆ มาแผ้วพาน

บทที่ 17 ข้าคือธรรมชาติ

ธรรมชาติวิถีแห่งฟ้าสุดล้ำเลิศ
ประชาชนเบื้องล่างต่างทราบดีว่ามันดำรงอยู่จริง
บุคคลที่ดีรองลงมาจักเปี่ยมด้วยจิตใจเคารพ สนิทสนมและยกย่องสรรเสริญมัน
บุคคลที่ดีรองลงมาอีกชั้นกลับรู้สึกกริ่งเกรงและหวาดกลัวมัน
บุคคลที่ต่ำชั้นลงมาอีกจะเบนไปในทางดูแคลนและเหยียดหยามมัน ขาดความเชื่อถือมัน
ดังนั้น มันจึงไม่ตรวจสอบเพื่อยืนยันความถูกต้อง
ปล่อยอารมณ์ตามสบายเถิด !
สำรวมตน ไม่พูดจาเหลวไหล ว่างเปล่าสงบนิ่งสุขุมสำรวจ
รอจนภารกิจสำคัญสัมฤทธิ์ผล การงานราบรื่นสมปรารถนา
แม้แต่ชาวบ้านยังพากันกล่าวว่า
ธรรมชาติวิถีแห่งฟ้ากับข้า จำเดิมคือ องค์รวมเดียวกัน
ธรรมชาติคือข้า ข้าคือธรรมชาติ

บทที่ 18 ทุกสิ่งกลับตาลปัตรเมื่อสูญเสียเต๋า

เมื่อ "เต๋า" ที่ยิ่งใหญ่ถูกละทิ้ง
คุณสมบัตรและอุปนิสัยธรรมชาติมาแต่กำเนิดของคนถูกบิดเบือน
จึงต้องส่งเสริมรักเมตตาและความยุติธรรม
ปัญญาและความฉลาดก็เกิดขึ้น
จึงเกิดสิ่งแปลกปลอมมากมาย
ความสัมพันธ์ทางเครือญาติทั้งหก พ่อลูก พี่น้อง สามีภรรยาแตกแยก
ครอบครัวขาดความปรองดอง
จึงเน้นกตัญญูรู้คุณและเมตตา
ยามที่ประเทศชาติเกิดจราจลมืดมนอนธการ
จึงเกิดขุนนางผู้ภักดีและวีรชนคนกล้า


บทที่ 19 ลดความทะยานอยาก

ยับยั้งความสามารถและสติปัญญาหลักแหลมที่ปลิ้นปล้อนจอมปลอม
ประชาชนจึงจะได้รับประโยชน์เป็นร้อยเท่าพันทวี
ยกเลิกคำสอนรักเมตตาและความยุติธรรม
ประชาชนจึงจะกลับไปสู่ความกตัญญูและเมตตาอันเกิดจากจิตสำนึก
ละทิ้งการใช้เล่ห์เหลี่ยมและกำลังปล้นชิงให้ได้มาซึ่งผละประโยชน์ส่วนตัว
โจรผู้ร้ายจึงไม่มี
ทั้งสามประการดังกล่าวขึ้นต้น บันทึกไว้เป็นคำประกาศยังไม่เพียงพอ
ดังนั้น จึงควรทำให้ประชาชนมีแหล่งที่พึ่งทางใจ
โดยแสดงออกซึ่งเรียบ ๆ ง่าย ๆ
ยืนหยัดในความเรียบง่าย
ลดความทะยานอยาก

บทที่ 20 หลุดพ้นด้วยตนเอง

หยุดยั้งสิ่งที่เรียกว่า วิชาความรู้
จึงไร้ห่วงไร้กังวล
คำ "ขอรับ" และประจบสอพลอ
แม้จริงมีอะไรที่แตกต่างกัน ?
ความดีและความชั่วห่างกันสักเท่าไหร่ ?
สิ่งที่ผู้คนหวาดกลัว
ข้าไม่หวาดกลัวก็ไม่ได้
ความทะยานอยากเฉกเช่นที่รกร้างว่างเปล่า
กว้างใหญ่ไพศาลดุจทะเลทราย
แสดงให้เห็นถึงลักษณะของความไม่มีที่สิ้นสุด
เนื่องจากผู้คนหลงไหลในเกียรติยศผลประโยชน์ พากันบันเทิงเริงร่า
เหมื่อนได้เสพมังสาหารในงานเลี้ยงที่ใหญ่โตโอฬาร
เหมือนได้ปีนขึ้นหอสูงชมทิวทัศน์ในวันวสันต์
ส่วนข้าเล่า ? ไม่ใฝ่หาลาภยศสักการอยู่ผู้เดียว
มิได้ส่ออาการแสวงหาความทะยานอยากแม้เท่ากระผีก
เหมือนทารกแรกเกิดที่บอกอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้
ปล่อยใจเคลื่อนไปตามสบาย
แม้จะไม่ยินดีปรีดา แต่ก็ไม่กลัดกลุ้มหงอยเหงาเศร้าซึม
เหมือนไร้ที่อยู่อู่พำนัก
ผู้คนต่างมีสิ่งของเหลือเฟือ
มีเพียงข้าผู้เดียวเหมือนสูญเสียสิ่งอะไรไป
ข้าช่างเหมือนดวงจิตผู้โง่เขลาจริง ๆ
ชาวโลกล้วนแล้วแต่ฉลาดหลักแหลมอะไรปานนั้น
มีแต่ข้าเลอะเลือนอยู่เพียงผู้เดียว
มวลชนต่างตื่นตัวรู้หลักการจำแนกแยกแยะ
มีแต่ข้าสับสนอยู่เพียงผู้เดียว
เลือน ๆ ลาง ๆ เอย
ประหนึ่งเดินมาถึงสถานที่มืดสลัว
เงียบงันโดดเดี่ยวเดียวดาย
เหมือนไร้แหล่งพำนักพักพิง
มวลชนต่างมีที่สำแดงความสามารถของตน
แต่ข้ากลับดื้อรั้นโง่งมและด้อยความรู้
มีเพียงข้าผิดแผกแตกต่างจากผู้อื่น
ซึ่งสนใจยึดมั่น "เต๋า" แหล่งให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง

บทที่ 21 คล้อยตามเต๋าเท่านั้น

รูปลักษณ์ "คุณธรรม" ที่ยิ่งใหญ่
ล้วนแต่ปฎิบัติตาม "เต๋า" โดยสิ้นเชิง
อัน "เต๋า" สิ่งนี้
เลือน ๆ ราง ๆ แปลงเปลี่ยนสุดหยั่ง
การแปลงเปลี่ยนสุดหยั่งเอย
แต่ในนี้มีร่องรอยส่อให้เห็น
เลือน ๆ ราง ๆ เอย
แต่ในนี้มีของจริง
ล้ำลึกยาวไกลเอย ไม่ชัดแจ้งเอย
แต่ในนี้มีแก่นสารพลังชีวิต
แก่นสารพลังชีวิตสิ่งนี้มีอยู่จริงแท้แน่นอนมาก
ในนี้มีสื่อให้พิสูจน์อ้างอิง
นับแต่โบราณจวบจนปัจจุบัน
นาม "เต๋า" นี้มิเคยลบเลือน
ใช้ "เต๋า" รับรู้ต้นกำเนิดสรรพสิ่งได้
ข้ารู้ต้นกำเนิดของสรรพสิ่งได้อย่างไร ?
ก็โดยอาศัย "เต๋า" สิ่งนี้

บทที่ 22 ต่างขจัดและส่งเสริมเพิ่มเติมซึ่งกันและกัน

ยอมกล้ำกลืนฝืนทนกลับรักษาความบริบูรณ์ไว้ได้
ปรับปรุงแก้ไขคดงอกลับยืดตรงได้
ที่ลุ่มต่ำกลับรองรับได้เต็มเปี่ยม
ทำสิ่งเก่ากลับสร้างสิ่งใหม่ได้
มักน้อยกลับได้มาก
มักมากกลับสูญเสีย
ดังนั้น อริยบุคคลจึงยึดมั่น "เต๋า" ไว้ทดสอบการบริหารปกครอง
ไม่ทิฐิยึดติดความเห็นของตน
เหตุนี้ ความถูกความผิดจึงกระจ่างแจ้ง
ไม่อวดอ้างตน
เหตุนี้ จึงสั่งสมคุณงามความดี
ไม่หยิ่งลำพองยกตนข่มท่าน
เหตุนี้จึงเด่นเหนือใครอื่น
เพราะว่าไม่ยื้อแย่งแข่งขันกับผู้ใด
ดังนั้น จึงไม่มีใครในโลกหล้าแย่งยื้อเหนือท่าน
คำโบราฯกล่าวว่า "ยอมกล้ำกลืนฝืนทนกลับรักษาความบริบูรณ์ไว้ได้" ไร้สาระกระนั้นหรือ ?
ไม่ไร้สาระสิ คือความจริงแน่แท้ทีเดียว
เป็นเรื่องประพฤติปฎิบัติกันได้ และย้อนคืนสู่ "เต๋า" ได้โดยสิ่นเชิง

บทที่ 23 เรียกหาคุณธรรมย่อมเข้าใกล้ "เต๋า"

พูดน้อย ๆ สอดคล้องเต๋าธรรมชาติ
ธรรมชาติไม่ชอบโต้แย้งแก้ตัวให้แก่ตน
ดังนั้น ลมพายุไม่อาจโหมกระหน่ำตลอดทั้งเช้าโดยไม่หยุด
พายุฝนไม่อาจตกตลอดทั้งวันโดยไม่ยั้ง
ผู้ใดสามารถควบคุมให้เป็นเช่นนี้ได้ ?
คือฟ้าดิน
ฟ้าดินยังมิอาจดลบันดาลให้ลมพายุและพายุฝนตกต่อเนื่อง เป็นเวลายาวนานได้
สำมะหาอะไรกับมนุษย์อย่างเรา ?
ดังนั้น บุคคลผู้ทำงานฝึกปฎิบัติ "เต๋า"
ปฎิบัติตามกฎเกณ์ "เต่า" ก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกับ "เต๋า"
กระทำตามผลอันเกิดจาก "คุณธรรม" ก็จะโดดเด่นร่วมกัย "คุณธรรม"
การดำเนินงานที่ละเมิดกฎเกณฑ์ "เต้าเต๋อ"
ก็เท่ากับสูญเสีย "เต๋า" ขาด "คุณธรรม"
บุคคลผู้มีคำพูดและการกระทำดุจเดียวกับ "เต๋า"
"เต๋า" ก็ยินดีช่วยเหลือท่าน
บุคคลผู้มีคำพูดและการกระทำดุจเดียวกับ "คุณธรรม"
"คุณธรรม" ก็ยินดีสรรเสริญเชิดดูท่านเช่นกัน
บุคคลผู้สูญเสียทั้งคำพูดและการกระทำ
นามที่ "สูญเสีย 'เต๋า' ขาด 'คุณธรรม' " ก็จะเป็นชนักติดตัวท่าน
ผู้เลื่อมใสศรัทธา "เต๋า" ไม่เพียงพอ
"เต๋า" ย่อมไม่เชื่อถือท่านเช่นกัน

บทที่ 24 เข้าใจว่าตนถูกต้องมิอาจจำแนกความถูกความผิด

ผู้ที่ยืนเขย่งปลายเท้าจะยืนได้ไม่นาน
ผู้ที่เดินสาวเท้ายาว ๆ จะเดินได้ไม่ไกล
ผู้ที่มองตนเองว่าสูงเด่น หูตาจะมืดบอด
ผู้ที่เข้าใจตนถูกต้อง จะมือาจจำแนกความถูกความผิด
ผู้ที่โอ้อวดตนเอง จะไม่ประสบความสำเร็จ
ผู้หยิ่งลำพองตน จะมิอาจเจริญก้าวหน้ายาวนาน
บรรดาพฤติกรรมเหล่านี้ พินิจพิจารณาด้วยบรรทัดฐาน "เต๋า"
อาจเรียกได้ว่า เศษเดนและเนื้อร้าย
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้คนรังเกียจ
ดังนั้น ผู้มี "เต๋า" จะไม่กระทำเช่นนี้

บทที่ 25 เต๋าเจริญรอยตามธรรมชาติ

มีสิ่งหนึ่งซึ่งได้ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวโดยมิอาจแบ่งแยก
อุบัติขึ้นก่อนฟ้าก่อนดินจะก่อตัว
เงียบงันไร้เสีย
ว่างเปล่าไร้รูป
ดำรงอยู่อิสระตามลำพัง มิแปรผันชั่วนิรันดร์
โคจรหมุนเวียนเป็นวัฎจักร มิเหนื่อยหน่ายตลอดกาล
กล่าวได้ว่า เป็นมารดดำผู้ให้กำเนิดและฟูมฟักสาพสิ่ง
ข้ามิทราบชื่อสิ่งนั้น
ขอเรียกส่งนั้นว่า "เต๋า"
ขอฝืนให้นามว่า "ยิ่งใหญ่"
"ยิ่งใหญ่" หมายความว่า ไม่มีที่สิ้นสุด ดำเนิไปทุกแห่งหน
"ดำเนินไป" หมายความว่า บรรลุซึ่งยาวไกล
"ยาวไกล" หมายความว่า ที่สุดย่อมย้อนกลับ
ดังนั้น จึงกล่าวว่าเต๋ายิ่งใหญ่ ฟ้ายิ่งใหญ่ ดินยิ่งใหญ่ มนุษย์ก็ยิ่งใหญ่
ในจักรวางมี 4 ยิ่งใหญ่
แบะมนุษย์อยู่ในฐานะ 1 ใน 4 ยิ่งใหญ่
มนุษย์ต้องปฎิบัติตามกฎเกณฑ์ของโลก
โลกต้องปฎิบัติตามกฎเกณฑ์การโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้า
การโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้า ต้องปฎิบัติตามกฎเกณฑ์ของ "เต๋า"
ส่วน "เต๋า" ปฎิบัติตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติผู้ให้กำเนิดตน

บทที่ 26 อบรมบ่มเพาะประมุข

ความหนักแน่นสุขุมเป็นรากฐานรองรับความประมาทเลินเล่อ
ความว่างเปล่าสงบนิ่งเป็นสิ่งบงการความหุหันพลันแล่น
ดังนั้น การประพฤติปฎิบัติประจำวันของอริยบุคคล
จึงไม่แตกต่างจากการเดินทางของรถบรรทุกสัมภาระอันหนักอึ้ง
แบกรับภาระหน้าที่ปลดเปลื้องความทุกข์ของสรรพสัตว์
แม้มีทิวทัศน์พฤกษางามอำนวยให้ท่องเที่ยว
เฉกเช่นฐานะเกียรติศักดิ์ของปวงมหาชนที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมไว้ให้อาลัยอาวรณ์
แต่ท่านก็ยังคงวางตนว่างเปล่าไม่สนใจใยดีลาภยศสักการ
ซื่อตรงประพฤติตนอยู่ในกรอบ อยู่เหนือปวงวัตถุ
ไม่ถูกชื่อเสียงลาภยศและความร่ำรวยสูงศักดิ์จนทำให้จิตใจตนอ่อนล้าว้าวุ่น
เหตุใดประมุขมหาประเทศที่มีผู้คนและขบวนรถม้ารายล้อมอารักขาแน่นหนาเหล่านั้น
กลับไม่รู้จักประมาณตน ปกครองแผ่นดินด้วยความประมาทเลินเล่อเล่า ?
หากประมาทเลินเล่อย่อมสูญเสียความว่างเปล่าสงบนิ่งสิ่งบงการนี้ไป
และแล้วก็สูญเสีย "เต๋า" ไปในที่สุด

บทที่ 27 จัดการปัญหาต้องดีเยี่ยม

ผู้สันทัดปฎิบัติการ จะไม่ทิ้งร่องรอยในการทำงาน
ดุจเดียวกับรถลา ไม่ทิ้งรอยล้อเมื่อแล่นผ่าน
ผู้สันทัดการพูดการจา จักไม่มีข้อผิดพลาดใดให้ตำหนิติฉิน
ผู้สันทัดการคำนวณ ไม่ใช่เครื่องมือช่วยคำนวณวางแผน
ผู้สันทัดการปิดบานประตู ไม่ต้องลั่นกลอนก็เปิดไม่ออก
ผู้สันทัดการผู้มัด ไม่ต้องแก้เชือกก็แก้ไม่ออก
ก็เพราะสาเหตุนี้ อริยบุคคลผู้บรรลุเต๋า
จึงสันทัดช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้คนเสมอ
ดังนั้น กล่าวสำหรับเขาแล้ว จึงไม่มีผู้ใดน่าทอดทิ้ง
ด้วยสันทัดช่วยสรรพสิ่งให้รอพ้นเสมอ
ดังนั้น กล่าวสำหรับเขาแล้ว จึงไม่มีผู้ใดน่าทอดทิ้ง
ด้วนสันทัดช่วยสรรพสิ่งให้รอดพ้นเสมอ
ดังนั้น กล่าวสำหรับเขาแล้วก็ไม่มีสิ่งใดน่าทอดทิ้งเช่นกัน
นี่เรียกว่า สืบสานการรู้เหตุรู้ผลและมองการณ์ไกลของ "เต๋า"
ดังนั้น ผู้สันทัดจัดการปัญหา
ย่อมเป็นครูบาอาจารย์ของผู้ไม่สันทัด
ส่วนผู้ไม่สันทัดจัดการปัญหา ย่อมเป็นกระจกส่องเปรียบเทียบตนหาบทเรียน
หากไม่เคารพครูบาอาจารย์เช่นนี้
ไม่รักทะนุถนอมกระจกส่องเปรียบเทียบตนหาบทเรียนเช่นนี้
แม้จะมีสติปัญญาเพียงใด ก็ไม่วายพาตนหลงทิศผิดทาง
ในที่นี้ มีเหตุมีผลที่ลุ่มลึกมหัศจรรย์มาก

บทที่ 28 คุณธรรมอันงดงามอมตะคืนสู่ความเรียบง่าย

เข้าใจความแข็งแกร่งของบุรุศเพศ
รักษาไว้ซึ่งความอ่อนโยนของสตรีเพศ
ดังนี้ จึงเหมือนธารน้ำไกลกลางหุบเขา
เป็นธารน้ำไหลกลางหุบเขา
คุณธรรมอันงดงามอมตะจึงคงอยู่
ย้อนคืนสูสภาวะทารกน้อยที่ไร้เดียงสาไร้ทะยานอยากได้
แม้จะรู้ว่าความขาวสะอาดนั้นแวววาวสดใส
แต่กลับรักษาคุณธรรมอันงดงามบนความสลัวมัวไร้สีสันสดใสไว้อย่างเหนียวแน่น
ดังนั้น จึงเป็นแม่แบบของชาวโลก
เป็นแม่แบบของชาวโลก
คุณธรรมอันงดงามอมตะจึงไม่แปรเปลี่ยน
จึงย้อนคืนสู่เต๋าซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดได้
แม้จะเข้าใจเกียรติยศและความมั่งคั่ง
แต่กลับรักษาไว้ซึ่งอ่อนน้อมถ่อมตนทนอัปยศอดสูดูแคลน
ดังนี้ จึงเหมือนหุบห้วยแก่งความว่างเปล่าของโลกที่รองรับสารพัดสิ่งและทุกสภาวะได้
เป็นหุบห้วยแห่งความว่างเปล่าของโลกที่รองรับสารพัดสิ่งและทุกสภาวะได้
คุณธรรมอันงดงามอมตะจึงท่วมท้นอยู่ในจิตวิญญาณ
จึงหวนคืนสู่ "เต๋า" ที่เรียบ ๆ ง่าย ๆ

บทที่ 29 ปกครองด้วยหลักอกรรม

หากคิดจะปกครองโลกแต่ใช้กำลังดำเนินการ
ข้าเห็นว่า ท่านไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ได้
เพราะว่าโลกอันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใบนี้
มิอาจใช้กำลังอำนาจตามอำเภอใจ
หากใช้ย่อมประสบความพ่ายแพ้แน่นอน
การยึดถือเจตจำนงทางอัตวิสัยมาปฎิบัติจักสูญเสียโลกแน่นอน
"อริยบุคคล" ไม่กระทำบุ่มบ่าม
ดังนั้น จึงไม่มีวันปราชัย
ไม่มีวันถูกทอดทิ้ง
เนื่องด้วยสรรพสิ่งบ้างเดินอยู่ข้างหน้า บ้างก็ติดตามอยู่ข้างหลัง
บ้างกระตือรือร้น บ้างเฉยเมยเย็นชา
บ้างแข็งแกร่ง บ้างอ่อนแอมาก
บ้างรีบสร้างความสำเร็จอย่างรวดเร็ว บ้างมุ่งบ่อนทำลาย
ดังนั้น อริยบุคคลผู้เฉลียวฉลาดปกครองโลก จักต้องละทิ้งความสุดโต่ง
ละทิ้งความฟุ่มเฟือย
ละทิ้งความสุขสำราญเกินเลย

บทที่ 30 วิถีการใช้ทหาร

ผู้ที่ใช้ "เต๋า" เสริมช่วยประมุขครองชาติบ้านเมือง
จักไม่ใช้กำลังทหารวางอำนาจบาตรใหญ่ไปทั่ว
เพราะว่าสงครามปล้นชิงโภคทรัพย์และแหล่งทรัพยากรนั้นไม่จีรังยั่งยืน
ย่อมนำมาซึ่งความชิงชังเคียดแค้นและถูกตอบโต้แก้แค้น
กองทัพยาตราทัพถึงไหน
แผ่นดินก็ราบเป็นหน้ากลอง

หญ้าดงพงหนามขึ้นเกลื่อนกล่น
เมื่อสงครามยุติ
ผู้คนบางตา เกิดโรคระบาด ปีแห่งทุพภิกขภัยย่อมตามมา
ผู้สันทัดใช้กองกำลังทหาร เมื่อบรรลุชัยตามเป้าหมายก็ยุติเพียงนั้น
จักมิบังอาจอิงกำลังทัพชิงความเป็นเจ้า
เมื่อบรรลุชัยตามเป้าหมาย ไม่ควรยกตนข่มท่าน
ไม่ควรอวดแสนยานุภาพ
ไม่ควรหยิ่งผยองลำพอง
เพราะว่าชัยชนะเป็นการกระทำด้วยความจำใจเช่นกัน
ดังนั้น การได้ชัยชนะ ก็ไม่ควรวางอำนาจบาตรใหญ่
สรรพสิ่งเมื่อพัฒนาจนรุ่งเรืองเฟื่องฟูเต็มที่แล้ว ก็จะเริ่มตกต่ำ
การ
เรื่องแนะนำ: