บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
หลังสงครามคลองสุเอช ประเทศอาหรับรอบๆ อิสราเอลได้ซื้ออาวุธที่ทันสมัยจากเชคโกสโลวาเกีย และรัสเซีย ซึ่งรวมถึงเครื่องบินมิก ส่วนอิสราเอลได้ซื้อเครื่องบินมิราจจากฝรั่งเศส และได้ทำการดัดแปลงปรับปรุงเครื่องบินมิราจให้เหมาะกับภูมิอากาศของตะวันออกกลางรวมทั้งติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอาวุธที่ทันสมัยมีกำลังในการทำลายสูง จึงทำให้มิราจมีสมรรถนะและอำนาจการทำลายสูงกว่ามิกของรัสเซียมาก
...ในทันทีที่สงคราม 6 วันสิ้นสุดลง ประธานาธิบดีเดอ โกลล์ ได้สั่งให้งดขายอาวุธต่างๆรวมทั้งเครื่องบินมิราจ 3-s จำนวน 15 เครื่องให้อิสราเอล ซึ่งอิสราเอลได้จ่ายเงินให้ไปแล้ว โดยความจริงแล้วกองทัพอากาศอิสราเอลได้ติดแน่นอยู่กับระบบต่างๆ ของเครื่องบินมิราข แม้ว่าอเมริกาได้ยื่นเสนอจะขายอาวุธให้ โดยจะจัดส่งเครื่องบินแฟนธอมมาให้ทันที แต่มันก็ไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ เลย เพราะอิสราเอลได้พัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ไว้สำหรับเครื่องบินมิราจแล้ว อิสราเอลได้ลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงที่มุ่งจะใช้กับระบบของมิราจไปเป็นจำนวนมหาศาล และไม่ได้พัฒนาระบบอื่นเลย
...นี่เป็นปัญหาระยะสั้นที่ทำให้รัฐบาลและกองทัพอิสราเอลต้องคิดหาทางออกอย่างหนัก และปัญหาระยะยาวที่จะตามมาอีกเล่า นั่นคือการซ่อมบำรุงเครื่องบินมิราจที่มีอยู่แล้วจะทำอย่างไร ความสามารถในการป้องกันประเทศของอิสราเอลขึ้นอยู่กับอาวุธที่ได้รับจากประเทศเดียวเท่านั้น ถ้าประเทศนั้นเกิดเปลี่ยนใจไม่ส่งอาวุธมาให้โดยไปเข้ากับศัตรูในขณะวิกฤต อิสราเอลจะทำอย่างไร เหมือนยืมจมูกคนอื่นหายใจฉะนั้น
...คณะรัฐมนตรีได้มีมติด่วนให้จัดหางบประมาณให้แก่อุตสาหกรรเครื่องบินของอิสราเอลเพื่อสร้างเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดที่สามารถต่อกรกับเครื่องบินชั้นเยี่ยมของชาติอื่นๆ มีการตั้งคระกรรมการขึ้นมาพิจารณาปัญหาต่างๆ ที่เผชิญหน้าอยู่
...คณะกรรมการได้รายงานว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี ในการสร้างเครื่องบินสัญชาติอิสราเอลให้ขึ้นยินได้ทั้งนี้ เพราะอิสราเอลจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ ก ไก่ ขึ้นไป นอกจากนั้นยังไม่อาจประกันได้ว่าเครื่องบินที่ผลิตออกมานั้น จะสามารถเทียบชั้นกับเครื่องบินของรัสเซีย อังกฤษ อเมริกา หรือฝรั่งเศสได้
...วิธีแก้ปัญหานี้ให้ได้รวดเร็วคือสร้างเครื่องบินที่ลอกแบบจากมิราจซึ่งวิศวกรและเทคนิเชียนของอิสราเอลมีความชำนาญและคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่วิธีนี้ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่ดี เนื่องจากเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่แต่ละเครื่องมีชิ้นส่วนประมาณ 1 ล้านกว่าชิ้น และทุกชิ้นส่วนได้รับการทดสอบมาแล้วเป็นอย่างดี ถ้าจะลอกแบบจากเครื่องบินจริงย่อมไม่ได้คุณภาพเท่าของแท้ นอกเสียจากจะมีพิมพ์เขียวของวิศวกรผู้สร้างมิราจเอง ตัวอย่างที่อิสราเอลรู้ดีก็คือ สวิตเซอร์แลนด์ได้ผลิตเครื่องบินมิราจภายใต้สิทธิบัตรที่ได้รับอนุญาตจากฝรั่งเศส ซึ่งสามารถใช้แบบพิมพ์เขียนและเทคนิคเชียนของฝรั่งเศสอีกด้วย แม้กระนั้นยังต้องใช้เวลาถึง 6 ปี เครื่องบินมิราจที่สร้างในสวิตเซอร์แลนด์จึงขึ้นบินได้
...เดือนธันวาคม 1967 ฝรั่งเศสได้จัดให้มีการประชุมผู้ถือสิทธิบัตรในการผลิตเครื่องบินมิราขทั้งลำหรือบางส่วนขึ้นในปารีส โดยปกติแล้วเครื่องบินหรือเครื่องยนต์ที่ติดตั้งอยู่กับเครื่องบินจะไม่ค่อยเป็นไปตามรายการประกอบแบบ (Specifications) ที่เขียนขึ้นโดยยืนยันสมรรถนะหรือเพื่อประกันความปลอดภัยเครื่องบินมิราจมิได้มีข้อยกเว้น บริษัท ดาสโซลท์ ผู้ผลิตลำตัวเครื่องบินและบริษัทเซนิกามา ผู้ผลิตเครื่องยนต์ ATA-9 ทั้งสองบริษัทเป็นเจ้าภาพร่วมกัน จัดให้มีการประชุมสำหรับผู้ใช้งานเครื่องบินมิราจทั้งหลายในครั้งนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทนจากรัฐบาลและอุตสาหกรรมสร้างเครื่องบินของชาติต่างๆ ที่เป็นลูกค้า วัตถุประสงค์ก็เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ โดยออสเตรเลียและสวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้ผลิตมิราจทั้งตัวเครื่องบินและเครื่องยนต์ ส่วนอิสราเอลและเบลเยี่ยมนั้น นำชิ้นส่วนไปประกอบและผลิตชิ้นส่วนบางชิ้นขึ้นเอง ทั้งหมดภายใต้สิทธิบัตรที่ได้รับอนุญาต นอกจากนั้นก็ยังมีแอฟริกาใต้ เลบานอน และเปรู ซึ่งซื้อเครื่องบินมิราจที่ประกอบสำเร็จรูปไปใช้ ในการประชุมครั้งนี้อิสราเอลได้ส่งพลจัตวาโดฟ ไซเยี่ย (Dov Syion) แห่งกองทัพอากาศอิสราเอลเข้าร่วมประชุม ไซเยี่ยนไม่ได้ออกความเห็นอะไรมากนัก เพราะเขานั่งติดกับผู้แทนจากเลบานอนซึ่งถือเป็นศัตรู และอิสราเอลยังไม่พอใจฝรั่งเศสที่ไม่ยอมส่งอาวุธให้อิสราเอล ดังนั้น ข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากการใช้เครื่องบินมิราจในสงคราม 6 วันที่เตรียมมาจึงไม่ได้เสนอในที่ประชุมแต่อย่างใด.ในการประชุมนั้นผู้ผลิตเครื่อยนต์ ATA-9 บริษัท เซนิกามา ได้รับความกดดันจากลูกค้าที่ใช้มิราขเป็นอันมากเพราะต่างผิดหวังกับเครื่องยนต์ ATA-9 ที่ติดตั้งอยู่ในมิราจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัลเฟรด ฟรอเอนค์เนคท์ (Alfred Frauenknecht) ผู้แทนจากบริษัทโซลเซอร์ บราเดอร์ส์ (Solzer Brothers) แห่งสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งได้สิทธิบัตรในการสร้างมิราจ ได้วิจารณ์เครื่องยนต์ ATA-9 อย่างหนัก สำหรับโดฟ ไซเยี่ยนแล้วทุกสิ่งที่ฟรอเอนค์เนคท์พูดนั้นได้เกิดขึ้นกับเครื่องบินมิราจของอิสราเอลเช่นเดียวกัน หลังการประชุมไซเยี่ยนได้หาโอกาสพบและรับประทานอาหารกับฟรอเอนค์เนคท์ และได้บอกกับผู้แทนบริษัทสวิสว่าเขาจงใจที่จะไม่เสนอข้อมูลในการใช้งานมิราจของอิสราเอลเข้าที่ประชุม
...โดฟ ไซเยียน กลับอิสราเอลพร้อมกับข่าวดี ฟรอเอนค์เนคท์ได้เปิดเผยกับเขาว่ารัฐบาลสวิสได้สังชิ้นส่วนมิราจ III จำนวน 100 เครื่อง แต่เนื่องจากราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลสวิสขึงตัดสินใจสร้างเพียง53 เครื่อง ชิ้นส่วนที่เหลือนั้นจึงพอที่จะสร้างอีก 47 เครื่องได้อย่างสบาย แถมยังมีแบบพิมพ์เขียวและรายการอย่างละเอียดที่อยุ่ในสวิสเซอร์แลนด์อีกด้วย ถ้าอิสราเอลได้เป็นเจ้าของชิ้นส่วนและแบบพิมพ์เขียวเหล่านั้นก็สามารถสร้างเครื่องบินมิราจได้อีกประมาณ 50 เครื่อง เพื่อทดแทนจำนวนที่สั่งจากฝรั่งเศส แต่ถูกรัฐบาลฝรั่งเศสกักเอาไว้
...มิตรใหม่ทั้งสองติดต่อกันทางจดหมายเรื่อยมาก แม้ว่าฟลอเอนค์เนคท์ จะไม่ใช่คนยิว แต่ก็มีความเห็นอกเห็นใจยิวอยู่เป็นอันมาก ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยิวได้หนีตายจากฮิตเลอร์เข้ามาพึงสวิตเซอร์แลนด์เหมือนหนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่สวิตเซอร์แลนด์กลับขับไล่ไสส่งชาวยิวเหล่านั้นให้ไปพบกับความตาย ซึ่งฟรอเอนค์เนทค์ถือว่าเป็นความผิดของสวิตเซอร์แลนด์ที่ไม่อาจล้างบาปได้ ฟรอเอนค์เนทค์เป็นวิศวกรฝ่ายพัฒนา อายุเพียง 40 ปี เขาได้ไต่เต้าขึ้นมาอยู่ในระดับสูงของบริษัทโซลเซอร์ บราเดอส์แล้ว
...อิสราเอลได้พบช่องโหว่ของการรักษาความปลอดภัยที่หนาแน่นของฝรั่งเศสเข้าแล้ว ต่อไปนี้ต้องหาทางทะลุทะลวงช่องโหว่นี้ให้กว้างขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือทำให้ฟรอเอนค์เนคท์จงรักภักดีให้ได้เสียก่อน โดย โดฟ ไซเยี่ยน และนายทหารอิสราเอลอื่นๆ ได้ส่งข้อมูลในการปรับแต่งเครื่องยนต์ ATA-9 ให้ฟรอเอนค์เนทค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟรอเอนค์เนคท์มีความต้องการเป็นอย่างมากอยู่แล้ว ในที่สุดการติดต่อกันทางจดหมายระหว่างฟรอเอนค์เนทค์ กับเพื่อนทหารอิสราเอลทำให้มิตรภาพแน่นแฟ้นขึ้น
...คณะกรรมการชุดหนึ่งได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อควบคุมและติดตามกรณีของอัลเฟรด ฟรอเอนค์เนคท์ โดยมี นายพลอาฮารอน ยาริฟ หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับอิสราเอลเป็นประธาน ประกอบไปด้วยคนของกองทัพอากาศและอุตสาหกรสร้างเครื่องบินเป็นกรรมการ ผู้ที่สมควรกล่าวถึงอีกสองคนคือ เมียร์ อมิท อดีตหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับ และ อัลชวิมเม (Al Schwimme) อเมริกันยิวผู้ซึ่งได้วางรากฐานของอุตสาหกรรมเครื่องบินในอิสราเอลตั้งแต่ 1947 ร่วมกันรับผิดชอบในด้านปฏิบัติการ
...ตอนแรกคณะกรรมการตกลงว่าจะติดต่อกับรัฐบาลสวิสอย่างเปิดเผยผ่านทางฟรอเอนค์เนคท์ก่อน โดยอัลสวิมเม ได้เสนอกับรัฐบาลสวิสว่า อิสราเอลจะขอซื้อส่วนประกอบของมิราจจำนวน 47 เครื่อง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนที่ทางอิสราเอลจะมอบความลับอันสำคัญในการปรับแต่งเครื่องยนต์ ATA-9 ให้แก่รัฐบาลสวิสเป็นการตอบแทน
...รัฐบาลสวิสได้ติดต่อกับฝรั่งเศสและคำตอบจากฝรั่งเศสนั้นทำให้อิสราเอลผิดหวัง คือไม่ให้สวิสขายชิ้นส่วนให้กับอิสราเอล
แต่คณะกรรมการเดาว่าคำตอบน่าจะออกมาในด้านลบอยู่ก่อนแล้ว จึงได้เตรียมแผนสองเอาไว้
...ในปี 1958 ฟรอเอนค์เนทค์ ได้รับจดหมายขออนุญาตให้พันเอกซูฮาน นายทหารอิสราเอล เข้าชมโรงงานของบริษัทโซลเซอร์ บราเดอร์ส์ เพื่อนำไปดัดแปลงใช้กับโรงงานของอิสราเอล หลังจากได้รับอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแล้ว ฟรอเอนค์เนทค์ได้แจ้งให้ทางอิสราเอลทราบ หลังจากนั้นไม่นานสถานฑูตอิสราเอลในกรุงโรมก็ได้ติดต่อไปยังฟรอเอนค์เนทค์ แนะให้มีการพบกันก่อนเพื่อจัดเตรียมการมาเยือนของพันเอกซูซาน
...ที่ซูริค ฟรอเอนค์เนคท์ ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับชาวอิสราเอล 2 คน คือ พันเอก อเบล แห่งกองทัพอากาศอิสราเอล และนายบาเดอร์ ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะกรรมการจัดซื้ออาวุธของกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ซึ่งความจริงแล้วบุคคลทั้งสองก็คือ อัลชวิมเม ที่แสดงตัวเป็นนายบาเดอร์ และพันเอกอเบลก็คือพันเอกเคน (Cain) ซึ่งเป็นสายลับที่ทำงานในยุโรปและมีฐานอยู่ที่สถานฑูตอิสราเอล ณ กรุงโรม
...บุคคลทั้งสองได้พูดตรงจุดทันที อิสราเอลจำเป็นต้องมีเครื่องบินขับไล่เพื่อป้องกันประเทศ จะมีทางใดบ้างหรือไม่ที่อิสราเอลจะติดต่อโดยตรงกับบริษัทโซลเซอร์ บราเดอร์ส์ โดยไม่ต้องผ่านรัฐบาลสวิส? ฟรอเอนค์เนทค์แนะนำว่า เรื่องนี้อาจเป็นไปได้ ถ้าหากว่าอิสราเอลจะซื้อแบบพิมพ์เขียนในราคา 150 ล้านฟรังสวิส แล้วสั่งซื้อสิ่งอื่นๆ ผสมเข้าไป อาจเป็นเทอร์ไบน์หรืออะไรทำนองนั้นอีก 100 ล้านฟรังสวิส บุคคลทั้งสองได้ขอร้องให้ฟรอเอนค์เนทค์ช่วยติดต่อบริษัทให้ด้วย
...บริษัทได้ยืนตามมติของรัฐบาล ที่จะไม่ขายชิ้นส่วนและแบบพิมพ์เขียวของเครื่องบินมิราจให้กับอิสราเอล
...อย่างไรก็ดี อัล ชวิมเม รู้ดีว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร วัตถุประสงค์แท้ๆ ก็เพื่อจะรู่ว่าวิศวกรสวิสผู้นี้เกี่ยวข้องกับอะไรบ้างคำตอบก็คือแบบพิมพ์เขียวทุกแผ่นจะต้องผ่านสำนักงานของเขานั่นคือฟรอเอนค์เนทค์อยู่ในตำแหน่งที่จัดหาข่าวสารที่จำเป็นสำหรับอิสราเอลในการสร้างมิราจภายในระบะเวลาเพียง 5 ปีได้อย่างแน่นอน แทนที่จะต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี
...ปัญหาที่บุคคลทั้งสองเผชิญอยู่ในขณะนั้นคือ แม้ว่าฟรอเอนค์เนคท์จะให้ความเป็นมิตรแก่พวกเขา แต่คงไม่ง่ายเลยที่จะให้ฟรอเอนค์เนทค์ทรยศต่อประเทศ และบริษัทที่เขาเป็นลูกจ้างอยู่ จนกระทั่งมีการพบกันครั้งที่สาม ภายใต้แสงสีแดงของบาร์แห่งหนึ่งในซูริค อัล ชวิมเม ได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้ฟรอเอนค์เนทค์ช่วย เรื่องจึงได้ขมวดเกลียวสู่ความสำเร็จ
...เบื้องหลังความสำเร็จของ อัล ชวิมเม
...เบื้องหลังความสำเร็จของอัล ชวิมเม ในครั้งนี้มีบุคคลที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาก็คือ เมียร์ อมิท และอาฮารอน ยาริฟ ซึ่งได้จัดหานักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งช่วยวางแผนในการโน้มน้าววิศวกรสวิสให้ร่วมมือด้งย ในที่สุดฟรอเอนค์เนทค์ก็ตกอยู่ในภาวะที่รู้สึกว่าภาระทั้งหมดนั้นเป็นของตน และสำคัญต่อตนในการที่จะช่วยให้กองทัพอากาศอิสราเอลมีมิราจไว้ป้องกันประเทศแน่นอนเรื่องนี้มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ฟรอเอนค์เนทค์รู้ว่าเขาจะได้เงินก้อนใหญ่จากการทำสำเนาของแบบพิมพ์เขียวและส่งให้อิสราเอล ซึ่งทุกอย่างดูไม่ยากเย็นอะไร และแบบพิมพ์เขียวนั้นอยู่ในความดูแลของเขาอยู่แล้ว เพื่อเป็นการประกันกับฟรอเอนค์เนทค์ ทางอิสราเอลจะจ่ายให้ล่วงหน้า 2 แสนคอลลาห์แก่เขา
...เท่านั้นเองวิศวกรสวิส ฟรอเอนค์เนทค์ ก็เสมือนปลางับเหยื่อเข้าแล้ว แบบพิมพ์เขียวสำหรับการผลิตชิ้นส่วนด้วนเครื่องจักรกลมีจำนวน 45,000 แผ่น และอีก 150,000 แผ่นสำหรับเครื่องบิน มีน้ำหนักรวมกันประมาณ 2 ตัน ฟรอเอนค์เนทค์คิดว่าเขาต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งปีจึงจะทำทุกอย่างสำเร็จ ดังนั้น เจาจึงรายงานผุ้บังคับบัญชาว่า แบบจำนวนมากนี้สมควรถ่ายเข้าไมโครฟิล์มไว้แล้วทำลายแบบพิมพ์เขียวเสีย จะทำให้เก็บรักษาง่ายไม่เปลืองที่และปลอดภัยกว่า เจ้านายอนุมัติตามเสนอทันที เมื่อมีแบบถึงสองชุด-แบบพิมพ์เขียวและไมโครฟิลม์-ชุดพิมพ์เขียวก็จะถูกส่งไปอิสราเอล แต่ปัญหาก็คือจะส่งอย่างไร?
...โรงงานของบริษัทโซลเซอร์ บราเดอรส์ เป็นของเอกชนก็จริง แต่การผลิตเครื่องบินมิราจภายใต้สิทธิบัตรจากฝรั่งเศสถือว่าเป็นความลับสุดยอด ทางการสวิสจึงได้ส่งทหารมารักษาความปลอดภัย ทุกๆ การเคลื่อนไหวมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดเสมอ การนำพิมพ์เขียวมาถ่ายลงในไมโครฟิล์มก็เช่นเดียวกัน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำก๊อปปี้พิเศษจากการถ่ายไมโครฟิล์มสำหรับส่งให้อิสราเอล
...ภายใต้กฎหมานของสวิตเซอร์แลนด์ แบบพิมพ์เขียวที่ได้สิทธิบัตราจะต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลา 50 ปีจึงจะนำออกมาขายได้ ฟรอเอนค์เนทค์จึงได้ใช้หลายชายที่ชื่อว่า โจเซฟ ฟรอเอนค์เนทค์ ไปติดต่อสำนักงานทะเบียนสิทธิบัตรซึ่งเก็บรักษาพิมพ์เขียวเก่าเอาไว้ และขอซื้อพิมพ์เขียวที่อายุเกิน 50 ปีเหล่านั้น
...ฟรอเอนค์เนทค์ได้จัดการให้ตนเองเป็นผู้รับผิดชอบในการถ่ายไมโครฟิล์ม เมื่อถ่ายเสร็จแล้วเขาจะนำพิมพ์เขียวใส่กล่องกระดาษ ทุกการเคลื่อนไหวอยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสิ้น ต่อจากนั้นกล่องกระดาษจะถูกขนไปขึ้นรถโฟล์คตู้ ซึ่งเขาซื้อในนามของหลานชายเพื่อใช้ในการขนกล่องกระดาษเอาไปเผาที่เตาเผาเศษขยะกลางของเมือง และจะมีเจ้าหน้าที่จดบันทึกทุกครั้งที่กล่องกระดาษที่เผานั้นบรรจุไว้ด้วยพิมพ์เขียว ฟรอเอนค์เนทค์ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบว่าเพื่อความปลอดภัยของแบบพิมพ์เขียวมิให้ตกอยู่ในมือของผู้อื่น เขาจะต้องทำหน้าที่ควบคุมการขนย้ายแบบพิมพ์เขียวเพื่อนำไปเผาด้วยตนเอง เขาได้เช่าโกดังไว้แห่งหนึ่งระหว่างทางจากบริษัทไปยังเตาเผาที่อยู่กลางเมือง กล่องกระดาษซึ่งบรรจะไว้ด้วยพิมพ์เขียวเครื่องบินมิราจได้ถูกนำไปไว้ที่โกดังนั้น และเขาก็คว้ากล่องกระดาษที่บรรจุพิมพ์เขียวเก่าเกิน 50 ปี ซึ่งหลานชายได้ซื่อมาจากสำนักงานทะเบียนสิทธิบัตรและนำไปขึ้นรถตู้เพื่อนำไปเผาต่อไป กล่องที่ใช้บรรจุพิมพ์เขียวที่เก่าเกิน 50 ปีนั้นเหมือนกับกล่องที่ใช้อยู่ในบริษัททุกประการ เมื่อกล่องถูกตรวจก่อนที่จะโยนเข้าเตาเผาจึงไม่มีใครสงสังอะไรเลย
...ฟรอเอนค์เนทค์จะนำกล่องบรรจุแบบพิมพ์เขียวเครื่องบินมิราจไปให้กับเจ้าหน้าที่อิสราเอลซึ่งนัดพบกันในที่ต่างๆ เช่นที่โฮเต็ล ร้านอาหาร หรือที่จอดรถ ซึ่งไม่ซ้ำกัน เพื่อไม่ให้เป้นที่สังเกตของคนทั่วไป
...แต่ปัญหาก็งไม่หมดไป นันคือการนำแบบพิมพ์เขียวออกจากสวิตเซอร์แลนด์ ถ้าฟรอเอนค์เนทค์จะส่งทางเครื่องบิน ครั้งแรกๆ คงไม่เป็นที่สงสัยของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสวิส แต่ถ้าจัดส่งโดยวิธีนี้นานๆ เข้าก็อาจเป็นที่สงสัย และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสวิสนั้นเป็นหน่วยที่มีประสิทธิภาพสูงเสียด้วย
...ในที่สุด ยาริฟก็ตกลงใจว่าแทนที่จะส่งแบบพิมพ์เขียวออกทางฝรั่งเศส เขาได้สั่งให้ส่งแบบพิมพ์เขียวผ่านชายแดนสวิสออกทางเยอรมัน สายลับอิสราเอลสี่คนถูกส่งไปยังสะพานข้ามแม่น้ำไรน์ เพื่อคอยดูว่าเมื่อไรการจราจรจะน้อยลง กิจกรรมของเจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นอย่างไร เฉพาะอย่างยิ่งจะสามารถติดสินบนเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่ เพื่อทำให้การส่งออกง่ายขึ้น
...ยาริฟได้รับรายชื่อของผู้ที่น่าจะถูกเลือกให้ทำหน้าที่ขนแบบพิมพ์เขียวผ่านชายแดนสวิสออกไปยังเยอรมันและคนหนึ่งดูเหมือนจะเหมาะกว่าคนอื่นๆ เขาคือ ฮานส์ สเตรคเกอร์ ซึ่งเป็นคนเยอรมันและขณะนั้นเขาทำงานอยู่กับบริษัทขนส่งสวิสขื่อบริษัท รอทซิงเจอร์ (Rotzinger) หน้าที่ของ
สเตรคเกอร์คือ นำสินค้าผ่านกระบวการศุลกากร อันว่าบริษัทรอทซิงเจอร์นั้น แม้จะเป็นบริษัทขนส่งเล็กๆ แต่ก็ได้รับความเชื่อถือมานานแล้ว จึงเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ
ขอบคุณ
http://www.gunsandgames.net/smf/index.php?topic=54947.msg1318617
Kfir C.1: (1975) เป็นรุ่นที่มาจากการปรับปรุง Nesher โดยตรง โดยเพิ่มปีกคาร์นาร์ดขนาดเล็กเข้าไป อิสราเอลผลิต C.1 จำนวน 27 ลำ
Kfir C.2: (1976) พัฒนามาจากประสบการณ์ในการใช้ C.1 โดยติดตั้งปีกคาร์นาร์ดที่สมบูรณ์ลงไป ปรับปรุงคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ ลดระยะทางที่ต้องใช้ในการขึ้นลง และติดตั้งเก้าอี้ดีดตัว Martin-Baker Mk.10 ติดตั้งเรด้าห์ EL/M 2001/2001B ที่อิสราเอลผลิตเอง ติดตั้งคอมพิมเตอร์ควบคุมการบินและจอ HUD และได้ผลิตรุ่น TC.2 ซึ่งเป็นรุ่นสองที่นั่งที่ใช้ฝึก โจมตี และปฏิบัติการสงครามอิเล็กทรอนิค อิสราเอลผลิต C.2 และ TC.2 ทั้งหมด 185 เครื่อง
Kfir C.7: (1983) เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น J79-GE-17E ซึ่งเพิ่มแรงขับอีก 1,000 ปอนด์ ติดตั้งระบบ jammer รุ่น EL/L-8202 ซึ่งในรุ่นนี้ Kfir ได้เปลี่ยนภารกิจจากขับไล่สกัดกั้นเป็นโจมตี เนื่องด้วยต้องเหลีกทางให้ F-15 ที่มาทำภารกิจขับไล่แทน (ทำให้สถิติการยิงเครื่องบินศัตรูตกของ Kfir หยุดอยู่ที่ 1 เครื่อง คือ MiG-21 ของซีเรียซึ่งถูกยิงตกโดย Kfir C.2)
Kfir C.10 หรือ Kfir 2000: รุ่นสุดท้ายของ Kfir ในรุ่นนี้ได้รับการปรับเปลี่ยนห้องนักบินไปเป็นระบบ Glass cockpit (ติดตั้งจอภาพสี 2 จอแทนเข็มวัด) ติดตั้งท่อรับการเติมน้ำมันกลางอากาศ เปลี่ยนคันบังคับเป็นแบบ HOTAS ซึ่งช่วยลดภาระของนักบิน นักบินสวมหมวกบินติดศูนย์เล็ง และเปลี่ยนเรด้าห์เป็นรุ่น EL/M-2032
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=skyman&month=08-2006&date=21&group=1&gblog=7
.
..
....
................
...............
.........................