โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน

เรื่องแนะนำ

Powered by
10 คะแนน
 
โดย Ton-SongKhla เป็นกระทงร้อน 3 เดือนที่แล้ว
ยิ้มเข้าไว้
 
ลองอ่านดูครับ (พิมพ์จนมือหงิก)
คะแนน: 10 ชอบ, 0 ไม่ชอบ

tag: ดินแดน บทความ ประเทศไทย สยาม

ประเภท: สังคมศาสนา
12 บทวิจารณ์  |  1,231 คนอ่าน
 
คำสั่ง
Share เว็บฝรั่ง
Share เว็บไทย
Exteen
ภาพประกอบ

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
เยอะหน่อยนะ >> >> >> >> >> >> >>หลังจากสูญเสียดินแดน สิบสองจุไทยให้แก่ฝรั่งเศส(ครั้งที่8)ไปแล้วความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสก็อยู่ในภาวะตึงเครียดมาโดยตลอด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักแน่ชัดว่า ในกาลข้างหน้าฝรั่งเศสคงจะหากุศโลบายเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งการครอบครองดินแดนลาวทั้งประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไทยอย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อเป็นกันเตรียมรับสถานการณ์และหาหนทางในการแก้ไขภัยคุกคามจากฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวจึงทรงโปรดเกล้าฯให้จัดการปกครองในลาวเสียใหม่โยแบ่งออกเป็น 4 ภาค และส่งข้าหลวงจากกรุงเทพไปเป็นเจ้าเมือง ขณะเดียวกันก็ได้ส่งกำลังทหารไปเพิ่มเติมรักษาการณ์พื้นที่ตลอดแนวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง แต่มองสิเออร์ ปาวี หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า ม.ปาวีซึ่งรู้ทันแนวคิดของไทยก็ได้แก้เกมด้วยการใช้สื่อเป็ฯเครื่องมือในการให้ร้ายป้ายสี สร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นในหมู่บริหารรัฐบาลของฝรั่งเศส กล่าวคือ ปาวี ได้ให้หนังสือพิมพ์ในฝรั่งเสศสออกข่าวโจมตีสยามว่า ทหารไทยที่อยู่ในดินแดนลาวใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ข่มเหงรังแกคนฝรั่งเศสและคนที่อยู่ในอาณัติของฝรั่งเศส รวมทั้งยังกีดกันเอาเปรียบคนฝรั่งเศส และคนในอาณัติในเรื่องการค้าขาย อย่างเช่นกรณี บางเบียน แห่งทุ่งเชียงคำขึ้นในเดือน พ.ค.2434 และเกิดกรณี ท่าอุเทน ขึ้นอีกใน พ.ศ.2435 เมื่อไทยได้เนรเทศ 2 พ่อค้าชาวฝรั่งเศสที่เมืองคำม่วน ฝรั่งเศสกล่าวหาว่าไทยปฏิบัติต่อชาวฝรั่งเศสทั้ง 2 นี้อย่างเลวร้าย และเรียกร้องให้ไทยชดใช้ค่าทำขวัญด้วย รวมทั้งกรณีนายมาสชี ผู้ดูแลสถานกงสุลหลวงพระบางเสียชีวิต เมื่อเดือน พ.ย.2437 ฝรั่งเศสอ้างว่าเป็นการฆ่าตัวตาย เพราะดูกกดดันจากฝ่ายไทย การกระทำของปาวีได้ผลตามแผน เพราะรัฐบาลฝรั่งเศสตัดสินใจที่จะใช้กำลังในการแก้ปัญหาข้อพิพาทกับไทยโดยส่งทหารเข้ามาตั้งประจันกับทหารไทยที่รักษาพื้นที่ในเมืองต่างๆของลาว จากนั้นกองกำลังฝรั่งเศสได้ยื่นคำขาดให้ฝ่ายไทยถอนตัวกลับออกไปโดยอ้างว่ากำลังทหารไทยล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนของลาวซึ่งเป็นของฝรั่งเศส แต่ทหารไทยไม่ยินยอมและได้วางกำลังประจันหน้ากับกำลังของฝรั่งเศส ขณะเดียวกันที่กรุงเทพ ฝรั่งเศสได้ว่งเรือ ลูแตง เข้ามาจอดทอดสมอในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยอ้างว่าเพื่อให้ความคุ้มครองคนในบังคับของฝรั่งเศสที่อยู่ในเมืองหลวงของไทย จึงอาจกล่าวได้ว่าเรือลูแตงเป็นเรือรบของฝรั่งเศสลำแรกที่เข้ามาทิ้งสมออวดธงข่มขู่ไทยในยุคที่การทหารเรือของไทยยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะทำให้ศัตรูครั่นครั้ม แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงพยายามประคับประคองสถาณการณ์อย่างาสุดกำลังแหละหันไปขอความช่วยเหลือจากอังกฤษ เพื่อให้เข้ามาถ่วงดุลอำนาจกับฝรั่งเศส แต่ไทยก็ไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างที่คาดหวังไว้เพราะอังกฤษเพียงแต่ส่งเรือรลลำหนึ่งเข้ามาจอดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าสถานกงสุลของตนเพื่อเตีรยมไว้อพยามคนอังกฤษและลูกจ้างอังกฤษจากเมืองหลวง หากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น สถาณการณ์ของไทยดูเหมือนจะเลวร้ายลงเป็นลำดับฝ่ายมองสิเออร์ ปาวี เมื่อเห็นว่าตนเองกำลังได้เปรียบจึงยื่นข้อเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยอมรับว่า "เขตแดนไทยสิ้นสุดอยู่แค่แนวแม่น้ำโขงฝั่งขวา ส่วนดินแดนที่ข้ามไปฝั่งตรงข้ามหรือฝรั่งซ้ายแม่น้ำโขงก็คือ ลาวในปัจจุบัน ถือเป็นของฝรั่งเศสทั้งหมด" แน่นอนว่าไทยต้องไม่ยินยอมและเรียกร้องให้ฝรั่งเศสน้ำเรือรบกลับออกไป แต่ข้อเรียกร้องของไทยก็ได้รับการปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว เค้าลางแห่งความรุนแรงของการปะทะด้วยกำลังทหารปรากฏชัดมากขึ้นทุกที ฝ่ายฝรั่งเศสเตีรยมตัวเต็มที่ในอันที่จะใช้กำลังเข้าโจมตีไทย โดยเตรียมกองเรือรบเพิ่มเติมไว้ที่ไซ่ง่อนรอฟังคำสั่งในการบุก ส่วนฝ่ายไทยก็เตรียมรับมือฝรั่งเศสอย่างเต็มที่เช่นกันถึงแม้ว่าการทหารเรือของไทยในยุคนั้นจะต้องอาศัยชาวต่างชาติเป็นผู้นำบังคับบัญชา แต่ฝ่ายไทยก็ได้มีการเตรียมพร้อมที่จะป้องกันการบุกเข้ามาทางปากแม่น้ำ โดยมีการจมเรือขวางปากร่องเจ้าพระยาและจัดเตรียมกำลังไว้ที่ป้อมปราการ 2 แห่ง คือ ป้อมพระจุลจอมเกล้ากับป้อมผีเสื้อสมุทร ซึ่งอยู่ที่ปากน้ำ พระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการในปัจจุบัน นอกจากนี้ฝ่ายไทยยังนำเรือรบ 5 ลำ ไปเตรียมพร้อมอยู่บริเวณปากร่องและวางทุ่นระเบิดขัดขวางการเข้ามาของฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย ในที่สุดการต่อสูซึ่งถูกจารึกไว้ในเวลาต่อมาว่าดเหตุการณ์ ร.ศ.112 ก็บังเกิดขึ้น ร.ศ. ย่อมาจาก รัตนโกสินทร์ศก เริ่มนับตั้งแต่ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานี ในปี พ.ศ.2325 นับเป็น ร.ศ.1 หลังจากนั้นอีก 111 ปี เมื่อถึง ร.ศ.112 สยามประเทศก็ถูกรุกล้ำอธิปไตยด้วยกำลังทหารเรือของฝ่ายตรงข้าม กลายเป็นผาดแผลฝนหัวใจคนไทยที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้จนกระทั่งทุกวันนี้ เหตุการณ์ ร.ศ.112 เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2435 เมื่อฝรั่งเศสส่งเรือรบที่ชื่อลูแตงเข้ามาทิ้งสมออยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อแสดงอำนาจบีบบังคับให้ไทยถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาท ในหนังสือ 100 ปี ในโรงเรียนนายเรือ กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า "ในขณะที่การรบด้านชายแดนนั้นมีแต่กุเดือนขึ้นกองทหารไทยขาดทั้งกำลังอาวุธ เสบีง รวมทั้งมีปัญหาสมรรถภาพของชาวเมืองที่ได้ถูกเกณฑ์มาเป็นทหารด้วย แม้ว่าเดือน พ.ค.2436 ไทยจะจับตัวร้อยเอกโทเรอซ์ กับทหารญวณ แหละทหารลาวจำนวนหนุ่งเอาไว้ได้ แต่เมื่อถึงปลายเดือนกองกำลังฝรั่งเศสก็เข้าประชิดถึงฝั่งโขงได้แล้ว ในระหว่างนี้ สยามได้พยายามติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือทั้งจาก USA UK แต่ก็ไม่บังเกิดผล เพราะอำนาจยุโรปทั้ง อังกฤษ เยอรมัน รัสเซีย ต่างมีผลประโยชน์ซ่อนแร้น ทำให้สยามต้องเผชิญหน้ากับฝรั่งเศสอย่างโดดเดี่ยวไม่มีประเทศใดยื่นมือเข้ามาช่วยอย่างที่หวังไว้" ถึงแม้ว่าการต่างประเทศของไทยจะใช้วิธีการคบชาติมหาอำนาจจ่างขั้วมาถ่วงดุลซึ่งกันและกัน รวมทั้งนโยบายเตรียมการป้องกันประเทศโดยให้มีกำลังทหารพอที่จะรักษาพรมแดนและรักษาความสงบสุขใน แหละหันไปพึ่งพากำลังต่างประเทศเมื่อเกิดภาวะสงครามขึ้นจริงๆในวิกฤตการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นนโยบายที่ไม่ประสบผล ต่อมาเมื่อนายทหารฝรั่งเศสชื่อ โกรสรูแรง ได้เสียชีวิตหลังจากที่ปะทะกันในเหตุการณ์สู้รบที่เมืองคำม่วนและเเก่งแจ๊กในวันที่ 15 มิถุนายน 2436 ฝรั่งเศสได้ถือเป็นจุดแตกหักยื่นคำขาดให้ยามดำเนินการถอนทหารออกจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และชดใช้ค่าเสียหายต่อฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้แจ้งแก่รัฐบาลไทย เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2436 ว่าจะส่งเรือรบเข้ามาที่กรุงเทพ 2 ลำได้แก่ เรือโคแมต และ เรือแองคังสตังต์ ความบางตอนของผู้บังคับการเรือโคแมตแสดงให้เห็นเจตจำนงของฝรั่งเศสในการที่จะนำเรือเข้ามาให้ถึงพระนคร เพื่อบีบบังคับสยามดังนี้ "วันที่ 12 ก.ค.2436 เราจะต้องเดินทางไปจอดที่สมุทรปราการในวันพรุ่งนี้ตอนเย็น โดยอาศัยสิทธิของเราที่มีอยู่ในสนธิสัญญา เมื่อได้ทำความตกลงกับ ม.ปาวี ราชทูตฝรั่งเศส ประจำราชสำนักกรุงเทพ แล้วเราก็จะเดินทางเข้ากรุงเทพ ในเย็นวันเดียวกันนั้น รุ่งขึ้นวันที่ 12 ก.ค.เราก็จะได้อยู่ใกล้ๆกับเรือลูแตง ซึ่งจอดหน้าสถานทูตฝรั่งเศส และจะได้ชักธงราวแต่งเรือในวันชาติของเรา การปรากฏตัวของเรือฝรั่งเศสทั้งสามลำในน่านน้ำกรุงเทพ รวมทั้งเรือฟอร์แฟต์ ซึ่งจะตามมาภายหลัง และจะอยู่ที่นอกสันดอนเพราะกินน้ำลึก เหล่านี้คงจะทำให้พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงตรึกตรองด้วยดีในเรื่องเกี่ยวกับการให้ปล่อยตัว ร้อยเอก โทเรอซ์ ที่ถูกจับเป็นเชลย รวมทั้งการจ่ายเงินค่าทำขวัญในการฆาตรกรรม ม.โกรสกูแรง กับพวกทหารอาสาสมัคร การทำอนุสัญญาเพื่อกำหนดเขตแดนของลาว ของญวณ และของเขมร และต้องขจัดเสียซึ่งข้อยุ่งยากต่างๆที่ยังค้างคากันอยู่.." จากความขัดแย้งกับฝรั่งเศสทำให้สยามต้องเร่งจัดการทป้องกันปากน้ำให้รัดกุมยิ่งขึ้น ป้อมจุลจอมเกล้าที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อใช้สกัดกั้นเรือรบฝรั่งเศสที่จะล่วงล้ำเข้ามาในลำน้ำเพิ่งสร้างสำเร็จเมื่อเดือน เมษายน 2336 ได้รับการติดตั้งปืนใหญ่อาร์มสตรอง หรือ ปืนเสือหมอบ 7 กระบอก ส่วนป้อมอื่นๆที่เรียงรายอยู่ตามแม่น้ำเจ้าพระยาก็ได้รับการซ่อมแซม และเสริมกำลังทหารอย่างเร่งรีบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงตรวจความเรียบน้อยที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า และสำรวจแนวป้องกันปากน้ำหลายครั้ง แต่ทว่าการเตรียมการเพื่อรับมือฝรั่งเศสนั้น ป้อมพระจุลจอมเกล้าที่เพิ่งสร้างไม่นานนั้นเพิ่งจะมีการทดลองยิงปืนไปเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ยังมีการจมเรือ และตรึงโซ่ขวางร่องน้ำ และส่งกองทหารไปประจำการตามหัวเมืองชายทะเลสำคัญเพื่อเตรียมรับมือกับทหารฝรั่งเศสด้วย การเตรียมป้องกันปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีนายพลจัตวา พระยาชลยุทธโยธินทร์ รองผูบัญชาการกรมทหารเรือ ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการ และนายทหารส่วนใหญ่ที่เป็นผูบังคับการป้อม ผู้บังคับการเรือ และต้นกลเรือนั้น เป็นชาวต่างประเทศ ส่วนเรือที่เตรียมเข้าสู้รบมีเรือที่ทันสมัยเพียง 2 ลำ คือเรือกุฎราชกุมาร และเรือมูรธราวสิตสวัสดิ์ ในขณะที่เรืออีก 3 ลำ ได้แก่ เรือหาญหักศัตรู เรือนฤเบนทร์บุตรีและเรือทูลกระหม่อมนั้น มีเพียงปืนใหญ่ประจำเรือเป็นแบบบรรจุกระสุนทางปากกระบอก อีกทั้งมิใช่เรือรบโดยแท้จริง บ่ายวันที่ 13 ก.ค.2436 ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ไม่นานนัก มัสเตอร์ วาริงตัน สไมธ์ อดีตอธิบดีกรมโลหกิจของไทย ได้สะท้อนภาพความพร้อมของเรือรบสยามที่เตีรยมพร้อมสู้รบกับเรือของฝรั่งเศสไว้ว่า "ในตอนบ่ายวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งเป็นวันพระ ข้าฯได้ไปที่ปากน้ำโดยเรือใบเพื่อดูสถาณการณ์ทางทหารว่าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าฯได้ขึ้นไปบนเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ที่ทอดสมออยู่ คนในเรือนี้ต่างพูดสัพยอกกันถึงการรบโดยคิดว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงมิได้เตรียมพร้อมแต่อย่างใด ทหารประจำเรือนี้ทั้งหมดไม่เคยเห็นการยิงปืนใหญ่เลย เว้นแต่ผู้บังคับการเรือคนเดียว ทหารประจำเรือส่วนมากเป็นคนเกณฑ์ใหม่มาจากท้องนา กระสุนดินปืนก็ไม่เคยรู้จัก ทหารประจำเรือลำอื่นๆและประจำป้อมก็คงมีสภาพเดียวกัน อวัธ ประจำเรือมูรธาฯ มีปืนใหญ่บรรจุกระบอกขนาด 70 ปอนด์ 1 กระบอก ติดอยู่ทางหัวเรือ ปืนทองเหลืองสำหรับยิงสลุต 4 กระบอก และปืนยกลฮอทกีส 4 ลำกล้อง 1กระบอก ติดอยู่ที่ดาดฟ้าชั้นบนตอนหัวเรือ ฯลฯ เมือข้าฯได้เดินทางกลับจากปากน้ำแล้ว ปรากฏว่าเรือมูรธาฯ และเรือกุฎฯ ได้เข้าประจำภายในแนวกีดขวางอยู่ลำละช่องทางผ่าน ซึ่งตามรายงานของฝรั่งเศสกล่าวว่ามีเรือไทยจำนวนมากอยู่ภายในแนวกีดขวาง แต่ในความจริง นอกจากเรือมูรธาฯ และเรือกุฎฯแล้ว คงมีเรือปืนใหญ่แบบเก่าอีก 2 ลำ(เรือหาญหักศัตรู)และเรือฝึกอีก 1 ลำ(เรือทูลกระหม่อม) ที่จอดอยู่ในบริเวณนั้นแต่ละลำมีปืนทองเหลือสำหรับยิงสลุตลำละ 6 ประบอก..." ก่อนค่ำวันที่ 13 ก.ค. เวลาประมาณ 14.00น. วิกฤตการณ์จากการยิงต่อสู้ระหว่างเรือปืนฝรั่งเศสกับกองเรือแหละป้อมต่างๆ ของสยามที่ปากน้ำก็เริ่มขึ้น และกินเวลาประมาณ 24 นาที จึงจบลงด้วยการแลกชีวิตทหารสยาม 15นาย ทหารฝรั่งเศส 3 นาย ส่วนผู้บาดเจ็บประกอบด้วย ทหารสบาม 30 นาย ฝรั่งเศส 3 นาย ในที่สุดเรือรบของฝรั่งเศสทั้งสองลำก็สามารถแล่นฝ่าการต้านทานของฝ่ายไทยเข้ามาได้ จากนั้นในวันที่ 20 ก.ค. ปาวีในฐนะกงสุลของฝรั่งเศสได้ยื่นคำขาดไทยยกดินแดนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ให้กับฝรั่งเศสทั้งเสียค่าปรับเป็นเงิน 3 ล้านฟรังซ์ เป็นการชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากการที่เรือรบฝรั่งเศสถูกยิงจากป้อมจุลจอมเกล้าและป้อมผีเสื้อสมุทรจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งนี้ฝ่ายไทยจะต้องดำเนินการถอนทหารออกจากพื้นที่ข้อพิพาทบริเวณชายแดนลาวให้หมดไปภายใน 1 เดือน และกงสุล ปาวัต้องการคำตอบภายใน 48 ชั่วโมง ว่าไทยจะปฏิบัติตามหรือไม่ ไม่มีใครทำนายได้ว่าหากประวัติศาสตร์ในเวลานั้น ไทยยินยอมตามข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสทุกประการ กงสุล ปาวี ในฐานะผู้แทนของฝรั่งเศสจะดำเนินเล่ห์เหลี่ยมอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ดินแดนของไทยมากขึ้นไปอีกหรือไม่ เพราะเมื่อฝ่ายไทยแจ้งว่าจะยอมปฏิบัติตามเงื่อไขในบางข้อเท่านั้นฝรั่งเศสก็มีปฏิกิริยาและแสดงการข่มขู่ไทยเพิ่มมากขึ้นในทันที กล่าวคือ ปาวีได้เดินทางออกจากกรุงเทพไปสมทบกับกองเรือของฝรั่งเศสซึ่งแล่นเข้ามาปิดอ่าวไทยไม่ให้เรือทุกประเภทแล่นเข้าออกเพื่อบีบบังคับให้ไทยยอมทำตามข้อเรียกร้อง ในตอนนั้นการทหารเรือของไทยยังอ่อนแออยู่มากราชนาวีสยามไม่มีเรือรบที่เข้มแข็งเพียงพอที่จะทำลายการปิดปากอ่าวของฝรั่งเศสลงได้ ในที่สุดเมื่อถึงวันที่ 3 ต.ค.2436 ไทยจึงยินยอมลงนามสัญญาข้อตกลงตามที่ฝรั่งเศสต้องการ และนั่นจึงเป็นการเสียดินแดนของไทยให้แก่ฝรั่งเศสเป็นที่สองในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยหัวเมืองที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงทั้งหมดตกเป็นของฝรั่งเศส คิดเป็นเนื้อที่รวมกันมากถึง 143,000!!! ตารางกิโลเมตร นับเป็นการเสียดินแดนที่มีเนื้อที่มากที่สุด และดินแดนฝรั่งซ้ายของแม่น้ำโขงก็คือที่ตั้งของประเทศล่าวในปัจจุบันนั่นเอง เศร้าครับเศร้า - -
เรื่องแนะนำ:



 
บทวิจารณ์
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย พังพวย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
อย่ามองชีวิต ให้เป้นเรื่องยาก
-*- ทามมายมะเริ่มตั้งแต่ประเทศไทยยังไม่มีประเทศตอนหลังโลกเกิด เราเริ่มมีเนื้อที่เล็กๆพอตัว แล้วไปมีใหญ่ขึ้นๆๆๆๆๆๆๆ แล้วค่อยๆได้จนเต้มอย่างภาพ แล้วค่อยๆเสียไปๆ นานาจิตตัง ไปท้วงมันมาดีมั้นเรื่องเมื่อหลายปีมาแล้ว ขุดปู่ขุดย่ามาดูกันดีมั้ยเอ่ย อิอิอิ เรามีเท่าใด จงรักษาวั้ยให้มั่นคง อดีตศึกษาวั้ยใช่โมโห มีวั้ยรู้วั้ยใส่กบาลให้มันเตือนสติ ประเทศไทยมีเท่าไหใดรักษาวั้ยด้วยชีวิต
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย Ton-SongKhla เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
ยิ้มเข้าไว้
โห่!!แค่นี้ผมพิมพ์ก็มือหงิกแล้วครับ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย AAA (Tripple A) เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
ไลบีเรียดังมาก ประสบปัญหาในการแยกแยะหน้าสาวๆ วันเดอร์เกิร์ล ยังกะ copy>paste
น่าเว้นบรรทัดบ้างนะครับ จะช่วยให้อ่านง่ายขึ้น แต่ + ให้สำหรับความพยายามครับ มีสาระดี
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย at1 เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
ชีวิตมึนๆ สถานะการณ์แปลกๆ งงอ่ะ
อุตส่าห์หาความรู้มาให้ อ่านจนตาลายเลยอ่ะ แต่ดี แถมยาวมั่กๆ จขกท ขยันจริงๆ+ให้เลย ไปอยู่กาทงร้อนซ๊ะเถอะ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย ขวัญโด่ เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
พักนี้ ไม่ ค่อยมาสีแดง นะเว้ย คอมพ์ พัง เหอๆ
ประเทศสันติจะหายไป อำนาจจะเป็นใหญ่ และสุดท้ายโลกจะสาบสูญ เหลือแต่ดาวเคราะห์แห่งสงคราม
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย watsapon เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
www.gamelity.com/forum <---- สำหรับคนรักbattlefield 2 และเกมต่างๆ
หา?? ทั้งหมดนี่พิมพ์เอง เหรอ ความพยายามโครตสูง -*- ขี้เกียจอ่าน แต่จะ+ ด้วยความพยายาม
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย shaolong เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
..
อย่าเศร้าไปเลยครับ ถามว่าเสียดายไหม ตอบได้เลยว่าเสียดาย ส่วนร.4กับ ร.5 ท่านทำถูกแล้วครับ เรา้ตองทำความเข้าใจและเป็นกลางนิดนึงนะครับว่า สมัยนั้นเรามีแผ่นดินกว้างใหญ่ก็จริง แต่อย่างไรมันก็ไม่ใช่ของของเรานะครับ เราลองมาดู ถ้าตอนนั้นเราไม่ยกให้พวกฝรั่ง พวกฝรั่งก็คงรบกับเรา และในที่สุด เราก็แพ้อยู่ดี ถึงเราชนะ(ซึ่งเป็นไปได้ยาก) ก็ต้องสุญเสียกำลังคนมากมายอยู่ดี ซึ่งมีแต่ผลเสีย แม้กระนั้นก็ตาม ท้ายสุดเราก็ต้องเสียดินแดนเหล่าีนี้คืนเขาไป คิดหรอคับว่าประเทศเหล่าีนี้จะไม่เรียกร้องเอกราช ถึงเราไม่ปล่อยให้เป็นเอกราช ทั่วโลกก็ประนามเราอยู่ดีแหละครับ พูดง่ายๆ ไม่ว่าอย่างไร ลาว เขมร เวียดนาม และมาเลเซีย ก็ต้องเป็นประเทศเอกราชแบบที่เห็นอยู่นี่แหละครับ เผลอๆ ถ้าสมัยนั้นเราไม่ทำสัญญายกดินแดนให้ฝรั่งเศสและอังกฤษ ไม่แน่ว่าประเทศไทยปัจจุบันอาจจะเล็กกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะถ้าพูดตามประวัติศาสตร์จริงๆ เขมรนั้นมีอณาเขตยาวเข้ามาถึงลพบุรีเลยนะครับ พูดง่ายๆคือ เขาอาจเรียกร้องเอกราชโดยที่เอาแผ่นดินเดิมเขาคืนไปด้วย ซึ่งประเทศไทยตอนนี้คงไม่มีพัทยา ชลบุรี ระยอง และภาคตะวันออกซึ่งหายไปเกือบหมด ยุคสมัยอณานิคมมันหมดไปนานแล้วครับ ปลงเถอะครับ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย shaolong เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
..
แต่กระนั้น ผมก็ +2 คะแนนให้ครับ ให้เพราะความพยายามของคุณที่พิมมา และผมก็รู้่วาคุณก็รักชาติเหมือนกับพวกเราทุกๆคนนั่นแหละครับ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย bum เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
ทำไมต้องลบกระทง บันทึก 3 จชต ของผมครับ สิ่งที่ผมเสี่ยงชีวิตเขียนขึ้นมา มันลงเอยแบบนี้เหรอครับ ผมปวดใจครับ
เรื่องเก่าๆคือบทเรียน เจ็บแล้วไม่คำคือ ควาย ครับ อย่างน้อยกำพืดของฝรั่งมันไม่ใจไม่ได้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย ptm เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
มันไม่ได้สำคัญที่ว่าตัวเรา จะอยู่ได้กี่ปีครับ แล้วลูกหลานเราละ จะอยู่ยังไง ถ้าบรรพบุรุษ เราไม่หวงแหนไว้ เราจะมีวันนี้หรือ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย RECONSIDERING เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
สวัสดีปีใหม่ ขอให้ชาวสีแดงจงมีความสุขตลอดไป
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ ถึงแม้ว่าจะพิมพ์จนเหนื่อยก็ตาม เป็นกำลังใจให้นะ
คุณต้อง ล็อกอิน จึงจะวิจารณ์กระทงได้