บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
เยอะหน่อยนะ
>>
>>
>>
>>
>>
>>
>>หลังจากสูญเสียดินแดน สิบสองจุไทยให้แก่ฝรั่งเศส(ครั้งที่8)ไปแล้วความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสก็อยู่ในภาวะตึงเครียดมาโดยตลอด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักแน่ชัดว่า ในกาลข้างหน้าฝรั่งเศสคงจะหากุศโลบายเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งการครอบครองดินแดนลาวทั้งประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไทยอย่างแน่นอน
ดังนั้นเพื่อเป็นกันเตรียมรับสถานการณ์และหาหนทางในการแก้ไขภัยคุกคามจากฝรั่งเศส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวจึงทรงโปรดเกล้าฯให้จัดการปกครองในลาวเสียใหม่โยแบ่งออกเป็น 4 ภาค และส่งข้าหลวงจากกรุงเทพไปเป็นเจ้าเมือง ขณะเดียวกันก็ได้ส่งกำลังทหารไปเพิ่มเติมรักษาการณ์พื้นที่ตลอดแนวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง
แต่มองสิเออร์ ปาวี หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า ม.ปาวีซึ่งรู้ทันแนวคิดของไทยก็ได้แก้เกมด้วยการใช้สื่อเป็ฯเครื่องมือในการให้ร้ายป้ายสี สร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นในหมู่บริหารรัฐบาลของฝรั่งเศส
กล่าวคือ ปาวี ได้ให้หนังสือพิมพ์ในฝรั่งเสศสออกข่าวโจมตีสยามว่า ทหารไทยที่อยู่ในดินแดนลาวใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ข่มเหงรังแกคนฝรั่งเศสและคนที่อยู่ในอาณัติของฝรั่งเศส รวมทั้งยังกีดกันเอาเปรียบคนฝรั่งเศส และคนในอาณัติในเรื่องการค้าขาย
อย่างเช่นกรณี บางเบียน แห่งทุ่งเชียงคำขึ้นในเดือน พ.ค.2434 และเกิดกรณี ท่าอุเทน ขึ้นอีกใน พ.ศ.2435 เมื่อไทยได้เนรเทศ 2 พ่อค้าชาวฝรั่งเศสที่เมืองคำม่วน ฝรั่งเศสกล่าวหาว่าไทยปฏิบัติต่อชาวฝรั่งเศสทั้ง 2 นี้อย่างเลวร้าย และเรียกร้องให้ไทยชดใช้ค่าทำขวัญด้วย
รวมทั้งกรณีนายมาสชี ผู้ดูแลสถานกงสุลหลวงพระบางเสียชีวิต เมื่อเดือน พ.ย.2437 ฝรั่งเศสอ้างว่าเป็นการฆ่าตัวตาย เพราะดูกกดดันจากฝ่ายไทย
การกระทำของปาวีได้ผลตามแผน เพราะรัฐบาลฝรั่งเศสตัดสินใจที่จะใช้กำลังในการแก้ปัญหาข้อพิพาทกับไทยโดยส่งทหารเข้ามาตั้งประจันกับทหารไทยที่รักษาพื้นที่ในเมืองต่างๆของลาว
จากนั้นกองกำลังฝรั่งเศสได้ยื่นคำขาดให้ฝ่ายไทยถอนตัวกลับออกไปโดยอ้างว่ากำลังทหารไทยล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนของลาวซึ่งเป็นของฝรั่งเศส แต่ทหารไทยไม่ยินยอมและได้วางกำลังประจันหน้ากับกำลังของฝรั่งเศส
ขณะเดียวกันที่กรุงเทพ ฝรั่งเศสได้ว่งเรือ ลูแตง เข้ามาจอดทอดสมอในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยอ้างว่าเพื่อให้ความคุ้มครองคนในบังคับของฝรั่งเศสที่อยู่ในเมืองหลวงของไทย
จึงอาจกล่าวได้ว่าเรือลูแตงเป็นเรือรบของฝรั่งเศสลำแรกที่เข้ามาทิ้งสมออวดธงข่มขู่ไทยในยุคที่การทหารเรือของไทยยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะทำให้ศัตรูครั่นครั้ม
แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงพยายามประคับประคองสถาณการณ์อย่างาสุดกำลังแหละหันไปขอความช่วยเหลือจากอังกฤษ เพื่อให้เข้ามาถ่วงดุลอำนาจกับฝรั่งเศส
แต่ไทยก็ไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างที่คาดหวังไว้เพราะอังกฤษเพียงแต่ส่งเรือรลลำหนึ่งเข้ามาจอดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าสถานกงสุลของตนเพื่อเตีรยมไว้อพยามคนอังกฤษและลูกจ้างอังกฤษจากเมืองหลวง หากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น
สถาณการณ์ของไทยดูเหมือนจะเลวร้ายลงเป็นลำดับฝ่ายมองสิเออร์ ปาวี เมื่อเห็นว่าตนเองกำลังได้เปรียบจึงยื่นข้อเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยอมรับว่า "เขตแดนไทยสิ้นสุดอยู่แค่แนวแม่น้ำโขงฝั่งขวา ส่วนดินแดนที่ข้ามไปฝั่งตรงข้ามหรือฝรั่งซ้ายแม่น้ำโขงก็คือ ลาวในปัจจุบัน ถือเป็นของฝรั่งเศสทั้งหมด"
แน่นอนว่าไทยต้องไม่ยินยอมและเรียกร้องให้ฝรั่งเศสน้ำเรือรบกลับออกไป แต่ข้อเรียกร้องของไทยก็ได้รับการปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว
เค้าลางแห่งความรุนแรงของการปะทะด้วยกำลังทหารปรากฏชัดมากขึ้นทุกที ฝ่ายฝรั่งเศสเตีรยมตัวเต็มที่ในอันที่จะใช้กำลังเข้าโจมตีไทย โดยเตรียมกองเรือรบเพิ่มเติมไว้ที่ไซ่ง่อนรอฟังคำสั่งในการบุก
ส่วนฝ่ายไทยก็เตรียมรับมือฝรั่งเศสอย่างเต็มที่เช่นกันถึงแม้ว่าการทหารเรือของไทยในยุคนั้นจะต้องอาศัยชาวต่างชาติเป็นผู้นำบังคับบัญชา แต่ฝ่ายไทยก็ได้มีการเตรียมพร้อมที่จะป้องกันการบุกเข้ามาทางปากแม่น้ำ โดยมีการจมเรือขวางปากร่องเจ้าพระยาและจัดเตรียมกำลังไว้ที่ป้อมปราการ 2 แห่ง คือ ป้อมพระจุลจอมเกล้ากับป้อมผีเสื้อสมุทร ซึ่งอยู่ที่ปากน้ำ พระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการในปัจจุบัน
นอกจากนี้ฝ่ายไทยยังนำเรือรบ 5 ลำ ไปเตรียมพร้อมอยู่บริเวณปากร่องและวางทุ่นระเบิดขัดขวางการเข้ามาของฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย
ในที่สุดการต่อสูซึ่งถูกจารึกไว้ในเวลาต่อมาว่าดเหตุการณ์ ร.ศ.112 ก็บังเกิดขึ้น
ร.ศ. ย่อมาจาก รัตนโกสินทร์ศก เริ่มนับตั้งแต่ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานี ในปี พ.ศ.2325 นับเป็น ร.ศ.1 หลังจากนั้นอีก 111 ปี เมื่อถึง ร.ศ.112 สยามประเทศก็ถูกรุกล้ำอธิปไตยด้วยกำลังทหารเรือของฝ่ายตรงข้าม กลายเป็นผาดแผลฝนหัวใจคนไทยที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้จนกระทั่งทุกวันนี้
เหตุการณ์ ร.ศ.112 เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2435 เมื่อฝรั่งเศสส่งเรือรบที่ชื่อลูแตงเข้ามาทิ้งสมออยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อแสดงอำนาจบีบบังคับให้ไทยถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาท
ในหนังสือ 100 ปี ในโรงเรียนนายเรือ กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า
"ในขณะที่การรบด้านชายแดนนั้นมีแต่กุเดือนขึ้นกองทหารไทยขาดทั้งกำลังอาวุธ เสบีง รวมทั้งมีปัญหาสมรรถภาพของชาวเมืองที่ได้ถูกเกณฑ์มาเป็นทหารด้วย แม้ว่าเดือน พ.ค.2436 ไทยจะจับตัวร้อยเอกโทเรอซ์ กับทหารญวณ แหละทหารลาวจำนวนหนุ่งเอาไว้ได้ แต่เมื่อถึงปลายเดือนกองกำลังฝรั่งเศสก็เข้าประชิดถึงฝั่งโขงได้แล้ว ในระหว่างนี้ สยามได้พยายามติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือทั้งจาก USA UK แต่ก็ไม่บังเกิดผล เพราะอำนาจยุโรปทั้ง อังกฤษ เยอรมัน รัสเซีย ต่างมีผลประโยชน์ซ่อนแร้น ทำให้สยามต้องเผชิญหน้ากับฝรั่งเศสอย่างโดดเดี่ยวไม่มีประเทศใดยื่นมือเข้ามาช่วยอย่างที่หวังไว้"
ถึงแม้ว่าการต่างประเทศของไทยจะใช้วิธีการคบชาติมหาอำนาจจ่างขั้วมาถ่วงดุลซึ่งกันและกัน รวมทั้งนโยบายเตรียมการป้องกันประเทศโดยให้มีกำลังทหารพอที่จะรักษาพรมแดนและรักษาความสงบสุขใน แหละหันไปพึ่งพากำลังต่างประเทศเมื่อเกิดภาวะสงครามขึ้นจริงๆในวิกฤตการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นนโยบายที่ไม่ประสบผล
ต่อมาเมื่อนายทหารฝรั่งเศสชื่อ โกรสรูแรง ได้เสียชีวิตหลังจากที่ปะทะกันในเหตุการณ์สู้รบที่เมืองคำม่วนและเเก่งแจ๊กในวันที่ 15 มิถุนายน 2436
ฝรั่งเศสได้ถือเป็นจุดแตกหักยื่นคำขาดให้ยามดำเนินการถอนทหารออกจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และชดใช้ค่าเสียหายต่อฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสได้แจ้งแก่รัฐบาลไทย เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2436 ว่าจะส่งเรือรบเข้ามาที่กรุงเทพ 2 ลำได้แก่ เรือโคแมต และ เรือแองคังสตังต์
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก