โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน

เรื่องแนะนำ

Powered by
8 คะแนน
 
โดย นรกตัวสุดท้าย เป็นกระทงร้อน 3 เดือนที่แล้ว
เพียงคำพูด และสายตา ฆ่าเราไม่ได้
 
บทความนี้ค่อนข้างยาวนะครับ

บอกกันไว้ก่อน

ใครสนใจเรื่องแบบนี้ก็ลองเข้ามาอ่านกันดูละกันครับ

^^
คะแนน: 13 ชอบ, 5 ไม่ชอบ

tag: ความดี ความเืชื่อ ซาตาน ปีศาจ พระเจ้า พระเยซู ศาสนา สังคม สิ่งชั่วร้าย

ประเภท: สังคมศาสนา
33 บทวิจารณ์  |  1,369 คนอ่าน
 
คำสั่ง
Share เว็บฝรั่ง
Share เว็บไทย
Exteen
ภาพประกอบ

เรื่องแนะนำ:



 
บทวิจารณ์
  คำสั่ง โหวต
2 คะแนน โดย นรกตัวสุดท้าย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เพียงคำพูด และสายตา ฆ่าเราไม่ได้
ผมรำคาญพระเจ้ามาก! ‘พระเจ้า’ ในแบบที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเดิมหรือที่เรียกว่าพระคัมภีร์เก่านี่แหละครับ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกมาตลอดชีวิต ได้รับรู้ทั้งแง่มุมดีงามและด้านมืดร้ายกาจที่ศาสนจักรโรมันคาธอลิกเคยกระทำกับโลกและผู้คนมามากมายหลายด้าน แต่ยังตัดสินใจจะนับถือศาสนานี้-นิกายนี้, อยู่ ผมรู้ว่าเป็นเรื่องยากนัก ที่จะลุกขึ้นมาพูดถึงพระเจ้า และหลากแง่มุมของศาสนาที่ตัวเองรัก (ตลอดเวลา) และนับถือ (ในบางเวลา) เพราะย่อมเท่ากับเป็นการรื้อ ‘ตัวตน’ ส่วนหนึ่ง (ซึ่งเป็นส่วนใหญ่) ของตัวเองออกมาพิจารณา และการ ‘รื้อ’ ไม่ว่าจะรื้อเพราะอยากทำลาย หรือรื้อเพื่อสร้างสรรค์ขึ้นใหม่-ล้วนแต่นำความเจ็บปวดมาสู่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้อง ‘รื้อ’ ตัวเอง แต่ผมคิดว่า มนุษย์ควรมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันและกันได้ ลูกควรสามารถชี้ให้พ่อแม่เห็นได้เมื่อพ่อแม่ทำอะไรไม่ตรงกับที่ลูกต้องการ ผิด-ถูก เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และหลายครั้งก็ไม่มีใครผิดหรือถูก ขณะเดียวกัน พ่อแม่ก็ควรสามารถชี้ให้ลูกรู้ได้เช่นกัน ว่าอะไรคือสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ ทว่าสำหรับพ่อแม่ที่ทำเป็นเฉพาะ ‘บงการ’ แต่ไม่สามารถ ‘รับ-ส่ง’ หรือสื่อสารถึงความต้องการระหว่างลูกและตัวเองได้-ผมคิดว่านั่นเป็นพ่อแม่ที่ล้มเหลว ไม่ใช่แค่ล้มเหลวในความเป็นพ่อแม่ แต่ล้มเหลวในความเป็นคน-คนที่ไม่สามารถรับฟัง ‘กรอบความคิด’ ของคนอื่น! และสำหรับผม-พระเจ้า, โดยเฉพาะพระเจ้าในพระคัมภีร์เก่า ก็มีความประพฤติแบบเดียวกับพ่อแม่ที่ล้มเหลวเหล่านี้ ดังนั้น-สำหรับผม, พระเจ้าในพระคัมภีร์เก่า จึงเป็นพระเจ้าที่ล้มเหลวในความเป็นพระเจ้าด้วย! เพราะถ้าแม้แต่ในครอบครัวยังเต็มไปด้วยช่วงชั้นการปกครอง และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ลักลั่นหาความเท่าเทียมไม่ได้ สถาบันครอบครัวก็ไม่ผิดอะไรกับศาสนจักรโรมันคาธอลิกที่เคยเอา ‘อำนาจ’ มา ‘หากิน’ ด้วยการขายใบล้างบาปหรือต้มยำทำแกงครูเสด และพระเจ้าที่เอาแต่ใจตัวเอง มองเห็นแต่ความต้องการของตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็เป็นพระเจ้าที่ไม่มีสิทธิ ‘ตัดสิน’ อะไรในวันสุดท้าย เขียนมาถึงบรรทัดนี้ ผมสงสัยว่า คุณจะสงสัยเหมือนผมไหม ว่าถ้าหาก ‘พระเจ้า’ ตามพระคัมภีร์เก่าเป็นพระเจ้าที่ล้มเหลวในความเป็นคน แล้วเพราะเหตุใด ศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะศาสนจักรโรมันคาธอลิก ถึงสามารถรวมตัวกันขึ้นมาเป็นปึกแผ่น และดำรงอยู่ได้อย่างมีอัตลักษณ์เนิ่นนานหลายพันปีโดยที่ไม่มีทีท่าจะล่มสลายลง คำตอบต่อข้อสงสัยนี้ไม่ใช่ ‘อำนาจ’ ของ ‘พระเจ้า’ หรอกครับ แต่ที่ศาสนาคริสต์ยืนยงคงกระพันอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ที่แท้แล้วเป็นคุณูปการของ ‘ซาตาน’ ต่างหาก!
  คำสั่ง โหวต
2 คะแนน โดย นรกตัวสุดท้าย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เพียงคำพูด และสายตา ฆ่าเราไม่ได้
ว่าด้วยพระเจ้า เมื่อมีคนบอกว่า ให้สรุปเรื่องของพระคัมภีร์ไบเบิลให้ฟังหน่อย ตัวละครหญิงในซีรีส์เรื่อง Suddenly Susan ก็โต้ตอบว่า “มีอยู่สองประโยค” เธอยิ้มยียวน “ถ้าเป็นไบเบิลภาคแรกก็ ‘อย่ามาแหยมกับพระเจ้า’ แต่ถ้าเป็นภาคสอง ก็ ‘รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง’ แค่นี้แหละ” เมื่อผมลอง ‘อ่านทวน’ ไบเบิลอีกครั้งหนึ่ง หลังจากไม่ได้แตะต้องหนังสือหนาเล่มนี้มาเป็นเวลาหลายปีเพราะเลิกเรียน ‘คำสอน’ มานานแล้ว ผมพบว่าประโยคแรกที่ว่า ‘อย่ามาแหยมกับพระเจ้า’ นั้น-เป็นเรื่องจริง เพื่อนคนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกมาตลอดทั้งชีวิต เคยเล่าให้ผมว่าเธอ ‘ยัง’ รำลึกถึงภาพของพระเจ้า ในลักษณ์ของผู้ชายแก่ๆผมขาวหนวดยาว นั่งถือไม้เท้าอยู่บนก้อนเมฆ เธอทำให้ผมนึกถึงภาพตาแก่คนนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ว่าที่จริง ผมคงเป็นนักเรียน ‘คำสอน’ ที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก เพราะผมไม่เลือกที่จะจดจำภาพของตาแก่ผมขาวนั่งหลังโกงอยู่บนสวรรค์ที่ครูคำสอนเคยชี้ให้ดูแล้วบอกว่านี่คือพระเจ้า ผมว่านั่นเป็นคำสอนที่เหลวไหล แต่ในศาสนจักรโรมันคาธอลิก การสอน ‘คำสอน’ มีเรื่องที่เหลวไหลกว่านั้นอีกมาก ครูคำสอนจำนวนมากไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านักท่องจำที่เลือก ‘เห็น’ เรื่องราวในพระคัมภีร์เฉพาะ ‘แบบ’ ที่มันเหมาะเจาะสอดคล้องกับ ‘จริต’ ทางศีลธรรมของคนชนชั้นกลางที่มีความสุขสบายพอสมควร (โปรดอย่าลืมว่า มีชาวคริสต์ในเมืองไทยจำนวนมากที่ ‘เชื่อ’ เอาจริงจัง ว่าชาวคริสต์มักจะมีฐานะดีกว่าคนที่นับถือศาสนาอื่น เพราะพวกเขาเป็นพวกที่ ‘พระเจ้าอวยพร’) ฉะนั้นการทำลายอะไรก็ตามที่ก่อให้เกิดความไม่สบายใจต่อฐานะ อำนาจ และตำแหน่งแห่งหนในสังคมของตน จึงเป็นเรื่องที่ไม่บังควร และหลายครั้งกลายเป็นเรื่องของการลบหลู่พระเจ้า! ‘พระเจ้า’ ในพระคัมภีร์เก่า จึงถูกมาตรฐานศีลธรรมจริยธรรมที่ตกอยู่ใต้การครอบงำของความสบายใจแบบทุนนิยมบริโภคนิยมและประชาธิปไตย (ในแบบที่ ‘ต้อง’ เชื่อตามคนส่วนใหญ่ ไม่อย่างนั้นก็ซาตาน!) เป็นตัวการสร้าง (shape) ขึ้น ‘บุคลิก’ ของพระเจ้าในพระคัมภีร์เก่าจะเป็นอย่างไร เหล่าครูคำสอนจับมาเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับมาตรฐานศีลธรรมแบบชนชั้นกลางหมด พระเจ้าจึงถูกขัดสีฉวีวรรณให้ผ่องใส และมี ‘คำอธิบาย’ แบบ ‘ไร้ตรรกะ’ เพื่ออธิบายข้อข้องใจสงสัยของมนุษย์ขี้สงสัยทั้งมวล คำอธิบายทำนองว่า “เราไม่สามารถเข้าใจพระประสงค์ของพระเจ้าได้หรอก” ซึ่งก่อดอกออกผลมาเป็น “ขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัย ในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์” นั่นแปลว่าอนุญาตให้พระเจ้าทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจพระเจ้า ซึ่งเท่ากับเป็นการลดอำนาจของมนุษย์ลงเพื่อให้พระเจ้าอยู่ในความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เหนือกว่ามนุษย์ตามแบบที่เคยคุ้นกันมาหลายต่อหลายพันปีนั่นเอง โดยนัยนี้ พระเจ้าจึงกลายเป็นสิ่งสูงสุดที่แตะต้องไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์หรือสงสัยก็ไม่ได้ ไม่ว่าพระเจ้าจะทำตัวปลิ้นปล้อนกลับกลอกไปมา เจ้าอารมณ์ หรือฆ่าฟันสังหารผู้คนมากมายอย่างไร้เหตุผลมากมายอย่างไรก็ตาม แต่พระเจ้าก็อยู่เหนือคำวิจารณ์ทั้งหลาย ทว่า… ผมเห็นว่า ที่จริงแล้ว ‘พระเจ้า’ ที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์เก่า เป็น ‘พระเจ้า’ ที่ถูก ‘มนุษย์’ เลือกสรรมาตัดตอนแล้วว่า ‘ภาพ’ ของพระเจ้าที่จะปรากฏอยู่ในคัมภีร์ควรจะเป็นอย่างไร คุณอาจเผลอคิดไปว่า คัมภีร์ไบเบิลเป็นคัมภีร์ที่เขียนขึ้นจากปากคำของใครคนใดคนหนึ่ง (อย่างน้อยก็ปากคำของพระเจ้า) แต่ที่จริงแล้ว ไบเบิลเป็นคัมภีร์ที่แตกต่างจากอัลกุรอาน หรือพระไตรปิฎกอย่างสิ้นเชิง เพราะที่จริงแล้ว ไบเบิลคือคัมภีร์ที่เขียนขึ้นตามอำเภอใจของใครก็ได้ที่อยากจะเขียน โดยสามารถเขียนขึ้นมาเป็น ‘พระวรสาร’ หรือ Gospel ได้ทั้งนั้น เราอาจคุ้นเคยกับพระวรสารของนักบุญลูกา (Luke) นักบุญมาระโก (Mark) แต่เราก็จำเป็นต้องรู้เอาไว้ด้วยว่า กวีอย่าง วิลเลียม เบลค, วอลท์ วิทแมน หรือนักเขียนอย่างชาลส์ โบดเดอแลร์ ต่างก็เคยเขียน ‘กอสเปล’ ของตัวเองขึ้นมาทั้งนั้น คำว่า ‘ไบเบิล’ ที่จริงมาจากคำว่า Biblia อันเป็นศัพท์กรีก แปลว่า small books หรือหนังสือเล่มเล็กๆหลายๆเล่มที่ถูกนำจับมาเรียงต่อกันเข้า ฉะนั้น ใครอยากจะเขียน ‘หนังสือเล่มเล็กๆ’ สักเล่ม โดยว่าถึงพระเจ้าที่ตัวเอง (คิดว่าหรืออ้างว่า) ได้รับ ‘แรงดลใจ’ มาจากพระเจ้า ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องผิด และการที่ ‘อำนาจเหนือ’ (Authorization) ที่นำ ‘หนังสือเล่มเล็กๆ’ เฉพาะบางเล่มที่ ‘อำนาจเหนือ’ นั้นเห็นว่า ‘ถูกต้องชอบธรรม’ มาเรียงกันเป็นปึก แล้วก็บอกว่านี่คือไบเบิลที่ทุกคนต้องเคารพ เพราะมันคือปากคำของพระเจ้า-ก็ย่อมหาใช่เรื่องผิดไม่ แต่เรื่องผิดน่าจะเกิดขึ้นเมื่อ ‘อำนาจเหนือ’ บอกเราว่า เมื่อมีไบเบิลฉบับที่ถูกต้องเที่ยงตรงเป็นทางการ (Authoritative Bible) แล้ว กอสเปลอื่นๆหรือไบเบิลอื่นๆ คือกอสเปลที่ผิด! เพราะที่จริง กอสเปลทุกแบบทุกเล่ม ไม่ว่าจะจากนักบุญอะไรหน้าไหน ต่างก็ล้วน ‘อ้าง’ ว่าเขียนขึ้นจาก ‘การดลใจ’ ของพระเจ้าทั้งนั้น คำถามก็คือ ‘ใคร’ คือผู้มีสิทธิอำนาจในการ ‘จัดสรร’ ว่ากอสเปลไหนควรเอาไปเก็บเข้ากรุ เผาทิ้ง หรือทำเหมือนไม่เคยมีอยู่ในโลก และกอสเปลไหนสมควรมี ‘ที่ทาง’ อยู่ในคัมภีร์ไบเบิลที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ใครยึดกุม ‘อำนาจเหนือ’ นั้นเอาไว้ คำตอบไม่ใช่พระเจ้าหรอกครับ! ระหว่างกอสเปลที่เป็นทางการกับกอสเปลที่ไม่เป็นทางการ มีการต่อสู้ระหว่างกันมาตลอดเวลาหลายพันปี ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อยืนยันความถูกต้องว่ากอสเปลไหนถูกกอสเปลไหนผิด (เพราะไม่มีใครรู้หรอกครับ ว่าเรื่องของพระเจ้านั้นเรื่องไหนถูกเรื่องไหนผิด และถ้าว่ากันตามตรรกะแบบคริสต์แล้ว มนุษย์ก็ต่ำต้อยเกินกว่าจะเข้าใจได้ว่าพระเจ้ากำลังทำอะไร เพื่ออะไร-ฉะนั้นมนุษย์จะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรถูก อะไรผิด) แต่การต่อสู้ที่ว่านั้น เกิดขึ้นเพื่อการมี ‘ที่ทาง’ และเป็นทางเลือก (alternative) ที่ยังดำรงอยู่ให้กับคนอ่านหรือคริสตศาสนิกชนที่ควรมีโอกาสได้รับรู้และมีสิทธิที่จะตีความพระคัมภีร์ในแบบของตัวเอง มีคริสตศาสนิกชนไทยคนไหนที่เคยรับรู้บ้าง ว่าโสเภณีอย่างมารีอา มักดาเลนา ที่จริงก็มีกอสเปลเป็นของตัวเอง แต่เพราะมีการบันทึกเรื่องการต่อสู้เชิงอำนาจอยู่ในนั้น กอสเปลของเธอจึงถูกละเลย และไม่มีการให้ความสำคัญเทียบเท่ากับกอสเปลของเหล่านักบุญสาวกคนสำคัญทั้งหลาย ต่อไปนี้เป็นตอนหนึ่งจากกอสเปลของมารีอา มักดาเลนา (17:18-18:15) เมื่อนักบุญเปโตรพูดกับนางมารีอา มักดาเลนาว่า น้องสาวเอ๋ย เรารู้ว่าพระผู้ไถ่รักท่านมากกว่าผู้หญิงที่เหลือทั้งหมด จงบอกเราถึงถ้อยคำของพระผู้ไถ่ที่ท่านรำลึกได้ คำที่…เราไม่รู้และไม่ได้ยิน พอนางมารีอาตอบ เปิดเผยถึงเรื่องที่พระเยซูเคยสอน นักบุญแอนดรูว์ก็คัดค้านขึ้นมาว่า อย่างน้อยที่สุด ข้าก็ไม่เชื่อว่าพระผู้ไถ่สอนอะไรอย่างนั้น เพราะช่างเป็นความคิดที่แปลกประหลาดนัก นักบุญเปโตรจึงเข้ามาร่วมวงสำทับ (อันแสดงให้เห็นถึงภาวะอำนาจเหนือ) ด้วย, ว่า พระองค์จะพูดกับผู้หญิงคนหนึ่งถึงความลับโดยที่เราไม่รู้ได้อย่างไร นี่เรากำลังหันมาฟังเธออยู่ใช่ไหม พระองค์รักเธอมากกว่ารักพวกเราหรอกหรือ มารีอาจึงประท้วงว่า เปโตรพี่ชายข้า ท่านคิดอะไรอยู่ ท่านคิดว่าข้าสร้างเรื่องนี้ขึ้นมาเองหรือ ท่านคิดว่าข้าโกหกเรื่องของพระบุตรหรือ คำตอบสำหรับผมก็คือ ใช่ครับ! ไม่นักบุญเปโตรก็คงเป็นนักบุญมัทเธวหรือไม่ก็ลูกา หรือไม่ก็อาจจะหลังจากนั้นหลายร้อยปีมาที่นักบุญออกุสทีนที่ไม่เชื่อคำของผู้หญิง นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆของการ ‘ต่อสู้’ ระหว่างกอสเปล และเป็นตัวอย่างในบทตอนของพระคัมภีร์ใหม่ แต่การต่อสู้ที่เก่าแก่กว่านั้นเกิดขึ้นตั้งแต่การสร้างโลก ตั้งแต่จำความได้ ผมก็รู้ว่าพระเจ้านั้นมีอยู่แต่เพียงองค์เดียว ยิ่งใหญ่ที่สุดตามที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์เก่า เป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งมวลภายในเจ็ดวัน (บาทหลวงองค์หนึ่งพยายามอธิบายให้ผมฟังว่า ที่บอกว่าเจ็ดวันนั้น ที่จริงเป็น ‘ภาษาสัญลักษณ์’ เพื่อทำให้คนอ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น-ผมได้แต่นึกอยู่ในใจว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง พระคัมภีร์ก็ ‘ดูถูก’ คนอ่าน ซึ่งเป็น ‘มนุษย์’ ที่พระเจ้าอุตส่าห์สร้างขึ้น ‘ตามพระฉายา’ ของพระองค์-แปลว่าอย่างน้อยก็พึงมีความฉลาดติดตัวมาบ้าง!) ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ที่จริงมี ‘กอสเปล’ อื่นๆอีกมาก ที่เล่าถึงโลก ‘ก่อนหน้า’ บทตอนที่พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนเอาไว้ สำหรับผม ‘ไบเบิลทางเลือก’ อย่างนอสติกกอสเปล (Gnostic Gospel หรือกอสเปลของเจมส์) หรือเดดซีสครอล (Dead Sea Scroll) หรือสิ่งที่ถูกเรียกว่า อะโปคริฟา (Apocrypha-แปลว่า hidden things) ซึ่งเป็น ‘กอสเปล’ (ที่จริงศาสนจักรไม่ถือว่าอะโปคริฟาเป็นกอสเปลนะครับ-แต่ผมถือ!) เล่าเรื่องต่างๆที่ยิบย่อยละเอียดละออจนถูกกล่าวหาว่าเป็น pseudepigrapha หรือ false writings หรืองานเขียนที่ผิดพลาด อย่างกอสเปลลับของมาร์ค (The Secret Gospel of Mark), กอสเปลของฮีบรูว์, กอสเปลของอีบิโอไนต์, กอสเปลของนิโคเดมุส หรือกอสเปลของบาร์โธโลมิว ซึ่งเป็นกอสเปลที่ถูกลืม และเป็นกอสเปลที่ถูกความสัมพันธ์เชิงอำนาจเขี่ยตกเวทีไป คริสต์ศาสนิกชน ‘ที่ดี’ จึงไม่มีโอกาสรู้เลยว่า เอาเข้าจริง มีกอสเปล ‘อื่นๆ’ อีกมากมายที่ยืนยันตรงกันว่า ที่จริงแล้วไม่ได้มีพระเจ้าอยู่แค่องค์เดียว! ‘ราก’ ของศาสนาคริสต์ ที่จริงไม่ใช่เอกเทวนิยมแบบที่สอนๆกันอยู่ในวิชาศาสนา ทว่าที่จริงก็เป็น ‘พหุเทวนิยม’ เหมือนกับพราหมณ์ ฮินดู หรือแม้แต่เหล่าเทพของกรีกและโรมันนั่นเอง พระเจ้า ‘องค์ปัจจุบัน’ หรือพระยาเวห์ ที่นับถือกันอยู่นี้ ที่จริงนอสติกกอสเปลเห็นว่า ก็เป็นแค่พระเจ้า ‘องค์หนึ่ง’ ซึ่งถูกพระเจ้าอื่นๆตั้งฉายาให้ด้วยว่าเป็น The Jealous God หรือพระเจ้าขี้อิจฉา ค่าที่วันๆก็คอยแต่ไปนั่งอิจฉาพระเจ้าองค์อื่นๆที่มีชื่อเสียงหรือมีหน้ามีตามากกว่า จนในที่สุดก็เลยคิดสร้างโลกขึ้น แล้วก็ไม่ได้สร้างขึ้นมาด้วยตัวเองลำพัง แต่ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้าองค์อื่น (ที่มีเพศเป็นหญิง) ด้วย แต่พอเสร็จแล้วก็ ‘ฮุบ’ เอาไว้เสียเอง พร้อมทั้งสอนผู้คนให้เชื่อด้วยว่า มีพระเจ้าอยู่แต่องค์เดียว ซึ่งจะว่าไปก็สอดรับกับความประพฤติแปรปรวนหลงอำนาจต่างๆนานาของพระเจ้าที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์เก่าไม่น้อย เมื่อพิจารณาพระเจ้าโดยนัยนี้แล้ว ผมจึงทำใจให้เชื่อไม่ได้เลย ว่าตาแก่ผมขาวเอาแต่ใจตัวเองผู้มีอารมณ์แปรปรวนคล้ายผู้ชายวัยทองคนนี้ จะมีฤทธิ์อำนาจมากมายจนดลบันดาลให้ศาสนาคริสต์ดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ได้อย่างไร คำตอบยังอยู่ในสายลม!
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย นรกตัวสุดท้าย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เพียงคำพูด และสายตา ฆ่าเราไม่ได้
ว่าด้วยซาตาน เมื่อพระเจ้าตรัสเรียกอับราม (หรืออับราฮัม) ซึ่งถือกันว่าเป็น ‘ต้นธาร’ ของทั้งศาสนายิวและอิสลาม (บุตรชายคนโตของอับราฮัมคืออิชมาเอล เชื่อกันว่าเป็นต้นตระกูลของชาวอาหรับ ขณะที่บุตรคนถัดมาคืออิสอัค ถือเป็นต้นตระกูลของชาวยิว-คนทั้งสองสาย จึงเป็นพี่น้องกัน!) พระองค์บอกกับเขาว่า เราอวยพร ให้ผู้ อวยพรเจ้า พรของเรา ดีเลิศ เกิดคุณค่า จะสาปแช่ง ผู้ไร้ ใจเมตตา เจตนา แช่งเจ้า เราสาปพลัน ตอนหนึ่งจากบทปฐมกาล 12: 3 พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ในเวลานั้น พระองค์คงไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้า ว่าจะมีนักปรัชญาการเมืองคนหนึ่งในอีกหลายพันปีถัดมา พูดถึงเรื่องของการ ‘แบ่งแยก’ ระหว่าง ‘มิตร’ และ ‘ศัตรู’ ไว้ในหนังสือ The Concept of The Political ว่า การแบ่งแยกมิตรและศัตรูนำไปสู่การรวมตัวหรือการแยกตัวขั้นสูงสุด การแบ่งแยกนี้ดำรงอยู่ได้ทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับศีลธรรม, สุนทรียศาสตร์, เศรษฐกิจ หรือการแบ่งแยกตามเกณฑ์อื่นๆ ศัตรูทางการเมืองไม่จำเป็นต้องเป็นปีศาจทางศีลธรรมหรืออัปลักษณ์ในแง่สุนทรียศาสตร์ เช่นเดียวกับที่ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่แข่งขันทางเศรษฐกิจ และมันอาจจะเป็นคุณด้วยซ้ำหากจะสัมพันธ์กับเขาในแง่กิจกรรมทางธุรกิจ ศัตรูทางการเมืองคือ คนอื่น (the other), คือคนแปลกหน้า (the stranger), คือคนที่โดยธรรมชาติแล้วมีความแตกต่างและเป็นตัวประหลาด (alien) ด้วยเหตุฉะนั้น ในกรณีที่รุนแรงที่สุด ความขัดแย้งกับเขาจะได้เป็นไปได้
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย นรกตัวสุดท้าย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เพียงคำพูด และสายตา ฆ่าเราไม่ได้
ตอนหนึ่งจาก The Concept of the Political แปลโดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ในบทความเรื่อง ‘การเมืองของความเป็นศัตรู: แง่คิดและปัญหาบางประการในความคิดทางการเมืองของ คาร์ล ชมิทท์ ถ้าพิจารณาวิธีคิดของชมิทท์ ที่บอกว่า การเมืองก็คือการแบ่งแยกมิตรและศัตรูให้ขาด พระเจ้าก็ได้เริ่มเล่น ‘การเมือง’ ในสไตล์ของพระองค์แล้ว ตั้งแต่บอกกล่าวให้อับราฮัมรู้ว่า ชาติพันธุ์ของเขาจะต้องอยู่ร่วมกับผู้คนสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่เป็นมิตร และอีกกลุ่มคือกลุ่มที่เป็นศัตรู ปัญหาของอับราฮัมก็คือ แล้วจะรู้ได้อย่างไรเล่า ว่าใครคือมิตร และใครคือศัตรู ไบเบิลบอกให้เรารู้ถึงความแปรปรวนของพระเจ้าก็ตรงนี้นี่เองครับ เพราะบางครั้ง พระเจ้าก็ ‘ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์’ (ราวกับโลกคือสวรรค์!) ด้วยการเปลี่ยนศัตรูเปลี่ยนมิตรไปมาจนกระทั่งชาวยิวต้องงุนงงว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ ถ้าคุณอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล ไม่ต้องมากหรอกครับ เพียงแค่ตอน ปฐมกาล คุณก็จะเห็นแล้วว่ามีความแปรปรวนกลับไปกลับมาของพระเจ้าอย่างชนิดยึดหลักอะไรไม่ได้เลยอยู่มากมายเต็มไปหมด ไม่ใช่แม้กระทั่งหลักศีลธรรม หลักการทางเศรษฐกิจ หรือกระทั่งหลักทางสุขอนามัย! ผมรู้สึกสนุกสนานยิ่งขึ้นมาก เมื่อรู้ว่า จาก ‘วิธีคิด’ ของชมิทท์ (ซึ่งเป็นนักปรัชญาการเมืองที่เป็นนักวิพากษ์เสรีนิยมและประชาธิปไตยอย่างออกนอกหน้า-โธ่ คุณ ก็เขาน่ะ เป็นเยอรมันที่นิยมมาร์กซิสม์นี่นา) เขาหา ‘ทางออก’ ให้กับปัญหา ด้วยการบอกว่า ประเทศชาติหนึ่งๆจะมีความสุขสงบได้อย่างถาวรแท้จริง ก็ต่อเมื่อคนในชาตินั้นๆได้มอบอำนาจให้ ‘รัฐอธิปัตย์’ (เทียบได้เท่ากับ ‘พระเจ้า’ เปี๊ยบเลยครับ!) สามารถวินิจฉัยได้ว่า ใครคือศัตรูของสาธารณะ ทั้งที่เป็นศัตรูภายนอกและศัตรูภายใน เมื่อรัฐกดข่มศัตรูภายในเอาไว้ได้แล้ว คราวนี้ก็เหลือแต่ ‘ศัตรูภายนอก’ เท่านั้น ที่ต้องต่อกรด้วย และเจ้า ‘ศัตรูภายนอก’ นี้เอง ที่มีส่วนอย่างยิ่งยวด ที่ทำให้ชาติหนึ่งๆ ยังคงดำรงความเป็นชาติเอาไว้ได้ เรียกได้ว่าจะมีการสร้างอัตลักษณ์ของชาติขึ้นมาได้ ก็ด้วยการ identified ตัวเองให้ ‘ตรงข้าม’ กับศัตรูนั่นเอง และพระเจ้าก็ทำแบบเดียวกัน! เมื่อพระเจ้าสามารถ ‘รวบรวม’ ชาติอิสราเอลเข้าไว้ด้วยกันให้เป็นปึกแผ่นได้แล้ว พระองค์ก็ต้องเริ่มงาน ‘กำจัด’ ศัตรูภายใน พร้อมกับ ‘สร้าง’ ศัตรูภายนอกขึ้นมาให้ได้ แรกทีเดียว เหล่าศัตรูภายในได้แก่กลุ่มคนอิสราเอลที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้า ‘สั่ง’ ให้ทำอะไรก็ไม่ยอมทำตาม วิธีกำจัดศัตรูภายในนั้นมีต่างๆนานา ไม่ว่าจะด้วยการให้ชาวอิสราเอลตกไปเป็นทาสของชาวอียิปต์ การแสดงฤทธิ์อำนาจต่างๆ รวมไปถึงการ ‘ขู่’ สารพัด ถ้าท่านทำชั่วละทิ้งพระเจ้า พระองค์จะนำความพินาศมาสู่ท่าน ท่านจะเกิดเดือดร้อนวุ่นวายไม่ว่าท่านจะทำอะไร จนกระทั่งถูกทำลายไปหมดสิ้นอย่างรวดเร็ว พระองค์จะให้พวกท่านเป็นโรคร้ายจนกระที่งไม่มีใครเหลืออยู่เลยในดินแดนที่ท่านจะเข้าไปยึดครองนั้น พระเจ้าจะทรงลงโทษท่านด้วยโรคติดต่อ ด้วยการอักเสบ และไข้ พระองค์จะให้เกิดแห้งแล้ง แมลงทำลาย และเกิดโรคเชื้อราทำลายพืชของท่าน ความพินาศเหล่านี้จะเกิดแก่พวกท่านจนกระทั่งพวกท่านล้มตายไป จะไม่มีฝน พื้นดินจะแห้งแข็งประดุจเหล็ก พระเจ้าจะทรงส่งพายุฝุ่น ทรายมาแทนฝน จนกระทั่งพวกท่านถูกทำลายจนหมดสิ้น
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย นรกตัวสุดท้าย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เพียงคำพูด และสายตา ฆ่าเราไม่ได้
จากบทเฉลยธรรมบัญญัติ 28 : 20-24 พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม แต่ที่สำคัญที่สุดและ ‘ให้ความหวัง’ ที่สุด ก็คือการ ‘สัญญา’ ว่าจะให้ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์กับชาวอิสราเอล แต่เฉพาะในกรณีที่ชาวอิสราเอลนั้น ‘ต้อง’ นับถือพระเจ้า (ขี้อิจฉา!) องค์นี้แต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น และในขณะเดียวกัน กระบวนการกำจัดศัตรูภายใน ก็เป็นกระบวนการ ‘สร้าง’ ศัตรูภายนอกขึ้นด้วยพร้อมสรรพ เราจะสู้รบกับศัตรูของเจ้า และเป็นปรปักษ์ต่อฝ่ายที่ตรงกันข้ามกับเจ้า ทูตสวรรค์ของเราจะไปข้างหน้า และนำเจ้าเข้าไปสู่ดินแดนของพวกอาโมไรต์ พวกฮิตไทต์ พวกเปริสซี พวกคานาอัน พวกฮีไวต์ และพวกเยบุส เราจะทำลายล้างพวกนั้นเสียให้สิ้น จงอย่างกราบไหว้หรือนมัสการพระของพวกนั้น อย่าทำตามที่เขาทำเลย จงทำลายพระของคนเหล่านั้นให้หมดสิ้นและทำลายศิลาศักดิ์สิทธิ์ของเขา เจ้าจงนมัสการพระเจ้าของเจ้า แล้วเราจะอวยพรเจ้าให้เจ้ามีน้ำมีอาหารกินบริบูรณ์ เราจะเอาโรคภัยทั้งปวงไปจากเจ้า ในดินแดนของเจ้าจะไม่มีหญิงคนใดแท้งบุตรหรือเป็นหมัน เราจะให้เจ้าอายุยืน เราจะทำให้ผู้ที่ขัดขวางเจ้าเกรงกลัวเรา จะทำให้ศัตรูที่พวกเข้าสู้รบด้วยเกิดความปั่นป่วนอลหม่าน และจะทำให้ศัตรูทั้งปวงหันหลังกลับวิ่งหนีพวกเจ้า เราจะบลันดาลให้ศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าเจ้ากลัวและเราจะขับไล่ชาวฮีไวต์ ชาวคานาอัน และชาวฮิตไทต์ไปจากเบื้องหน้าเจ้า แต่เราจะไม่ไล่เขาไปในหนึ่งปี เพื่อดินแดนนั้นจะไม่ถูกทิ้งร้างไว้ แล้วสัตว์ป่าจะพากันมาอยู่มากเกินไป เราจะค่อยๆไล่เขาไปจนกว่าพวกเจ้าจะมีลูกหลานมากมายสามารถครอบครองดินแดนนั้นได้ เราจะขยายอาณาเขตดินแดนของเจ้าจากทะเลต้นกกไปจนถึงทะเลเมดิเตอเรเนียน และจากทะเลทรายไปจนถึงแม่น้ำยูเฟรติส เราจะให้เจ้ามีอำนาจเหนือชาวพื้นเมืองของดินแดนนั้น และเจ้าจะขับไล่พวกเขาไปให้พ้น อย่าได้ทำความตกลงอย่างใดกับพวกเขาหรือพระของเขา อย่าให้เขาอยู่ในเมืองของเจ้า เพื่อจะได้ไม่ชักชวนเจ้าให้ทำผิดบาปต่อเรา ถ้าเจ้านมัสการพระของเขาก็จะเป็นเหตุให้พวกเจ้าพินาศ
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย นรกตัวสุดท้าย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เพียงคำพูด และสายตา ฆ่าเราไม่ได้
จากบทอพยพ 11 : 7 พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม อันเป็น ‘ความต่าง’ ที่เราๆท่านๆพอจะเข้าใจได้ตามประสามนุษย์ที่ชอบแบ่งแยก ‘พวกเรา’ กับ ‘พวกมัน’ แต่ครั้นเนิ่นนานไปเรื่อยๆ กระบวนการสร้าง ‘ความต่าง’ ที่ว่า ก็ค่อยๆกระเถิบขั้นขึ้น เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แปลกประหลาดพิสดารพันลึกมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ‘พวกมัน’ ก็เริ่มน่าเกลียดน่ากลัว และกลายร่างเป็นอสูรกายที่น่าพรั่นพรึง! ผมเข้าใจเอาเองว่า การที่ประกาศกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นอิสยาห์ เยเรมีห์ หรืออาโมส ต้องสร้าง ‘ภาพ’ ของอสูรกายอย่าง ‘งูยักษ์’ (มันถูกตั้งชื่อว่า เลเวียแธน หรือ Leviathan ซึ่งในอีกหลายพันปีต่อมา ชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกก็ได้ใช้คำนี้อีกครั้งในการเรียก ‘รัฐ’ ที่ปกครองตัวเองอยู่ เพื่อก่อให้เกิดการ ‘ต่อต้าน’ รัฐเหล่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความต่างและแปลกประหลาดน่าพรั่นพรึงให้เกิดขึ้นกับรัฐ จนทำให้รัฐอ่อนเปลี้ย และทำให้เหล่าชาวยิวได้ประโยชน์จากสภาพการณ์ที่อำนาจรัฐอ่อนแอ ก่อให้เกิดเป็นระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบที่ชาวยิวได้ประโยชน์และครอบงำอยู่-จะว่าไปก็ไอ้วิธีคิดแบบนี้นี่เองแหละครับ ที่ก่อให้เกิดแรงปฏิกิริยาระเบิดออกมาเป็นนาซีและฮิตเลอร์!) ขึ้น ก็เพราะคนเหล่านี้ (ในนามของพระเจ้า!) เริ่มประจักษ์แจ้งถึงความจริงข้อหนึ่ง ความจริงข้อนั้นก็คือ เอาเข้าจริงแล้ว ‘ศัตรูภายใน’ ที่ถูกพระเจ้าทั้งขู่ทั้งปลอบน่ะ ไม่ได้ ‘กลับใจ’ หันหน้าเข้ามานับถือพระเจ้าแต่เพียงองค์เดียวหรอกครับ เพราะศัตรูภายในเหล่านั้นก็ยังมีแนวโน้มที่อยากจะเคารพนับถือพระเจ้าองค์อื่นๆไปด้วยพร้อมกับนับถือพระยาเวห์องค์นี้ (ถ้าให้ผมวิเคราะห์ ก็เป็นไปตามนอสติกกอสเปล ที่แสดงให้เห็นชัดๆว่า ที่จริงศาสนายิวเริ่มต้นมาด้วยภาวะแบบพหุเทวนิยม-แล้วใครล่ะจะ ‘ทิ้ง’ วัฒนธรรมและความเคยคุ้นแบบเดิมๆได้ง่ายดายนัก!) ด้วยเหตุนี้ วิธีการเดียวที่เหล่าประกาศกต้องงัดขึ้นมาใช้เป็นท่าไม้ตายก็คือ พวกเขาต้องทำให้ชาวอิสราเอล ‘ในรีต’ เห็นว่า เหล่าชาวอิสราเอล ‘นอกรีต’ เหล่านี้ ที่จริงแล้วก็ ‘เลว’ เท่าๆกับ ‘ศัตรูภายนอก’ นั่นแหละ และวิธีการที่จะรวมเอาศัตรูภายใน (ใจ) เข้ากับศัตรูภายนอก (กาย) ได้ดีที่สุด ก็คือการสร้างสัญลักษณ์ (symbolize) หรืออุปโลกน์อะไรขึ้นมาสักอย่าง ให้เป็นตัวแทนของความเลวทั้งภายนอกและภายในได้ทั้งคู่ ก็แล้วอะไรจะดีไปกว่าอสูรกายล่ะครับ! ในวันนั้นพระเจ้าจะใช้ดาบพิฆาตอันทรงอำนาจลงโทษเลวีอาธาน เจ้ามังกรร้ายที่อาศัยอยู่ในทะเล เมื่อถูกประหารมันจะบิดกายเร่าๆอย่างปวดร้าว
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย นรกตัวสุดท้าย เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เพียงคำพูด และสายตา ฆ่าเราไม่ได้
จาก อิสยาห์ 27 : 1 พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม และสำหรับ ‘ศัตรูภายใน’ ที่ดูเหมือนเป็น ‘ผู้ทรยศ’ ประกาศกบางคนจึงโยงพวกเขาเข้ากับการเป็นศัตรูของพระเจ้าในสถานภาพของผู้ทรยศด้วย และผู้ทรยศคนที่สำคัญที่สุดเท่าที่ปรากฏมาในพระคัมภีร์ก็คือซาตาน! (ผมจำเป็นต้องบอกว่า-ที่จริงแล้ว เรื่องของผู้ทรยศพระเจ้าหรือซาตานที่ปรากฏชัดเจนที่สุดนั้น อยู่ในนอสติกกอสเปลครับ ฉะนั้นถ้าแนวความคิดเรื่องซาตานเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวคริสต์ รวมไปจนถึงศาสนจักร เหตุใดจึงเกิดการ ‘เลือก’ หยิบเอาเฉพาะบางตอนมาใช้ และไม่ยอมรับตอนอื่นๆของนอสติกกอสเปลล่ะครับ-ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงการ ‘ตัดต่อ’ ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง) ที่จริงถ้าดูจากพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับที่เป็นทางการ (นี่แหละ) ซาตานที่ปรากอยู่ในไบเบิลนั้น หาใช่ผู้ต่อต้านพระเจ้าไม่ และที่แท้ก็คือผู้รับใช้พระเจ้าอย่างซื่อสัตย์ต่างหาก! คำว่า ซาตาน แม้จะปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าของชาวฮีบรูว์มาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลถึง 600 ปีแล้ว แต่เดิมทีเดียว ซาตานไม่ใช่ผู้ร้าย ซาตานคือเทวดาที่พระเจ้าใช้ให้มา ‘ขัดขวาง’ กิจกรรมบางอย่างของมนุษย์เท่านั้น (รากศัพท์ว่า stn ที่จริงแปลว่า ‘คนที่ทำหน้าที่ขัดขวางหรือก่อให้เกิดอุปสรรค’ คำเดียวกันนี้ ถ้าเป็นศัพท์กรีก จะเรียกว่า diabolos ซึ่งต่อมากลายเป็น devil ทั้งที่ diabolos แต่เดิมแปลว่า ‘คนที่โยนบางสิ่งไปขวางเส้นทางเอาไว้’ เท่านั้น) ตัวอย่างแรกที่ปรากฏในไบเบิลคือเมื่อกษัตริย์บาลาค-คนต่างเผ่า อยากจะเชิญบาลาอัม-ชาวอิสราเอล ไปเฝ้า แต่แรกทีเดียวพระเจ้าไม่ให้ไป ครั้นเมื่อกษัตริย์บาลาคทราบว