-8
คะแนน
|
|
ประวัติ จำลอง ศรีเมือง
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง มีชื่อที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "มหาจำลอง" และ "มหาห้าขัน"
" พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" เกิดวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2478 ที่ฝั่งธนบุรี บิดามีอาชีพค้าปลาสดชื่อ สมนึก ชุณรัตน์ ส่วนมารดาชื่อ บุญเรือน ประกอบอาชีพแม่ค้าเร่ ตั้งแต่ จำลองยังแบเบาะบิดาได้เสียชีวิตลง และต่อมามารดาได้สมรสใหม่กับ โชศน์ ศรีเมือง ซึ่งเป็นที่มาของนามสกุล ศรีเมือง ที่ พล.ต.จำลองใช้ต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ กับชื่อเล่น พล.ต.จำลองนั้นเดิมมีชื่อเล่นว่า " หนู " แต่พอเข้าโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ก็ถูกเพื่อนฝูงตั้งให้ใหม่ว่า " จ๋ำ " ขณะที่ชื่อ " ลอง " นั้น เป็นชื่อเล่นที่คนอื่น ๆ ทั่วไปมักใช้เรียกขาน
พล.ต. จำลอง ศรีเมือง มีเชื้อสายจีน โดยบิดา (เตี่ย) ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาจีนว่า ฮะเสียว ใช้ แซ่โล้ว มีอาชีพขายปลาสดอยู่ย่านฝั่งธนบุรี มารดาใช้แซ่ตามคุณตา (กุ๊กกู แซ่จิว) ของพลตรี จำลอง อนึ่ง แซ่โล้วของบิดาพลตรีจำลองนั้น เป็นแซ่เดียวกับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ด้วย
คะแนน: 8 ชอบ, 16 ไม่ชอบ
17 บทวิจารณ์
|
4,868 คนอ่าน
|
|
|
นายฮะเสียวมีบุตรีต่างหาก
ไอ้สาระเลว (โคตรเลว)
จำรวยหัวคอง
ขออภัยครับ ข้อความข้างล่างอาจจะยาวไปหน่อย แต่นี่คือเบื้องหลังของไอ้สารเลวจำรวยหัวคอง!!!
สมณะโพธิรักษ์ - ผู้อ้างตัวเป็น สารีบุตร กลับชาติมาเกิด
มติของการกสงฆ์ กรณีสันติอโศก
พระพุทธศาสนาได้สถิตธำรงเป็นมิ่งขวัญแห่งชีวิต และเป็นสรณะแห่งจิตใจของชนชาติไทยมาช้านาน จนเกิดเป็นความรู้สึกฝัง
ใจว่า คนไทยได้อยู่ใต้ร่มโพธิ์ทองพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เกิดมีพระพุทธศาสนาขึ้นมาในโลก ดังเช่นที่สมเด็จพระนารายณ์
มหาราชได้ทรงมีพระราชดำรัสในคราวที่ราชทูตจากยุโรปมาเกลี้ยกล่อมให้พระองค์เปลี่ยนศาสนาว่า ได้ทรงนับถือศาสนาอัน
ได้นับถือต่อๆ กันมาถึง ๒,๒๒๙ ปีแล้ว เป็นต้น และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ได้ทรงเป็น
พุทธมามกะอย่างแนบแน่น และทรงอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดตลอดมา
แต่มาบัดนี้ ได้ปรากฏถึงพฤติการณ์ส่อถึงเจตนาที่จะบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาให้วิปริตสลายไป ด้วยกลวิธีอันแยบคาย ที่
กล่าวโดยรวบยอดได้เป็น ๒ ลักษณะ ย้อนรอยกัน คือ ทำวิปริตจากพระธรรมวินัย และ ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต
ทั้งนี้ โดยฐานที่พระธรรมวินัยเป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา การกระทำทั้งสองลักษณะดังกล่าวนี้ นับได้ว่าเป็นภยันตรายอัน
ร้ายแรงแก่พระพุทธศาสนาโดยแท้ คือ พวกที่ทำวิปริตจากพระธรรมวินัย จะทำให้พระธรรมวินัยดูเหมือนสิ่งเหลวไหลไร้สาระ
ส่วนพวกที่ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ยิ่งร้ายไปกว่า เพราะเป็นการทำลายรากแก้วของพระพุทธศาสนาโดยตรง และทำให้เกิด
เป็นก๊ก แตกแยกใหญ่โตขึ้นในวงการพระพุทธศาสนา
กลุ่มบุคคลผู้ก่อการอันจะเกิดผลร้ายเหล่านี้ที่แสดงตัวเด่นชัดในขณะนี้ คือกลุ่มที่เรียกกันว่า สันติอโศก ซึ่งมีบุคคลที่มีนามว่า
พระโพธิรักษ์ เป็นหัวหน้า กลุ่มบุคคลพวกนี้ได้แสดงบทบาทกำเริบถึงขนาดกล้าพอที่จะประกาศแข็งข้อ ไม่นำพาต่อกฎหมาย
ของบ้านเมือง โดยการออกแถลงการณ์ ประกาศตัวไม่ขึ้นต่อการปกครองของคณะสงฆ์ซึ่งตั้งขึ้นและปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อวันที่
๖ สิงหาคม ๒๕๑๘ ที่วัดหนองกระทุ่ม ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ว่าโดยระยะเวลา พฤติการณ์อันเลว
ร้ายนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อนานปีมาแล้ว โดยคณะสงฆ์ในท้องถิ่นได้ดำเนินการในขั้นต้นด้วยพื้นฐานแห่งเมตตาธรรม ด้วยหวังว่า
บุคคลดังกล่าวจะสำนึกผิดและกลับใจได้เอง เพราะมิใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา ประการหนึ่ง กับการกระทำนั้นผิดปกติวิสัยที่คนผู้
มีสามัญสำนึกจะพึงกระทำ อีกประการหนึ่ง
แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า ความหวังบนพื้นฐานแห่งเมตตาธรรมอันบริสุทธิ์เช่นนั้น ได้กลายเป็นความผิดหวังและผิดพลาด โดยที่
ความเมตตาของคณะสงฆ์ได้ปรากฏในสายตาเสมือนกับว่าเป็นความเกรงกลัวต่ออิทธิพลของคนเหล่านั้น จึงปรากฏการกระทำ
ในลักษณะกำเริบยิ่งๆ ขึ้น ถึงกับประกาศตนเป็นผู้ทรงคุณวิเศษยิ่งกว่าใครๆ ในวงการพระพุทธศาสนาทั้งหมด เช่น อวดอ้างว่า
เป็นพระอริยบุคคลชั้นพระอรหันต์อยู่เสมอๆ อ้างว่าตนเป็นพระโพธิสัตว์ จนกระทั่ง อ้างว่า ตนเป็นพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิด
มีญาณวิเศษรู้ธรรมได้เองเหมือนเป็นพระศาสดา ทั้งนี้โดยอาศัยความรู้ความชำนาญในด้านการโฆษณาชวนเชื่อที่ตนมีอยู่เป็น
เครื่องมือ อันจะมีผลให้ผู้คนถูกมอมเมาให้เชื่อถืออย่างผิดๆ อันจะเป็นผลร้ายอย่างยิ่งในอนาคต ต่อความมั่นคงถูกต้องแห่งพระ
ธรรมวินัย และวงการพระพุทธศาสนาอันเป็นมิ่งขวัญสำคัญของบ้านเมือง
ด้วยเหตุดังกล่าว คณะการกสงฆ์ แต่งตั้งโดยมติมหาเถรสมาคม ครั้งพิเศษ ที่ ๑/๒๕๓๑ วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ จึงได้มีการ
ประชุมพิจารณากรณีสันติอโศก ณ หอประชุมพุทธมณฑล ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ ๒๓
พฤษภาคม ๒๕๓๒ ได้มีมติเห็นพ้องต้องกันโดยสมานฉันท์ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการกำจัดกวาดล้างเสี้ยนหนามร้ายแห่งพระ
พุทธศาสนาเหล่านี้ให้หมดสิ้นไป ขอให้คณะสงฆ์อันมีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรสูงสุด และทางราชการ ได้ดำเนินการดังต่อไปนี้
๑. ขอให้มหาเถรสมาคมใช้อำนาจตามความในมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ มีคำสั่งให้พระ
โพธิรักษ์สละสมณเพศเสีย ทั้งนี้โดยฐานประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ และไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง ทั้งไม่มีที่
อยู่เป็นหลักแหล่ง เพราะจากเอกสารหลักฐานต่างๆ ปรากฏเด่นชัดว่า พระโพธิรักษ์ได้ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็น
อาจิณ อย่างจงใจและต่อเนื่อง อีกทั้งจงใจทำพระวินัยให้วิปริตคลาดเคลื่อนจากคำสอนของพระศาสนา และได้ประกาศตัวอย่าง
ชัดแจ้งที่จะไม่ขึ้นหรือสังกัดอยู่กับคณะสงฆ์ไทย โดยได้พำนักอาศัยบ้านแทนวัด เรียกว่าพุทธสถาน
๒. สำหรับบุคคลที่เป็นบริวาร ที่พระโพธิรักษ์จัดทำให้ปรากฏภาวะเสมือนอยู่ในสมณเพศ โดยไม่เอื้อเฟื้อต่อสังฆกรรมตามพระ
วินัย ให้ประกาศว่าบุคคลเหล่านั้นมิใช่ผู้ที่บวชถูกต้องตามพระวินัย อันมีผลทำให้ถือไม่ได้ว่ามีเพศสมณะ แต่อาจจะมีบางคนอยู่
ในฐานะที่ควรแก่ความเมตตากรุณา เพราะหลงเข้าไปยอมรับนับถือโดยรู้ไม่เท่าทันเล่ห์กลอันแยบคาย ถ้าบุคคลเช่นนี้ คนใด
ประสงค์จะได้เพศเป็นสมณะโดยถูกต้องตามพระธรรมวินัย ให้มาแสดงตัว และแสดงความสัตย์จริงต่อพระสังฆาธิการ ตั้งแต่ชั้น
เจ้าคณะจังหวัดผู้เป็นการกสงฆ์ขึ้นไป และขอรับการบรรพชาอุปสมบทปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยอันถูกต้องต่อไป ในกรณี
เช่นนี้ ให้พระสังฆาธิการทดสอบความจริง และให้ความอนุเคราะห์โดยควรแก่กรณีเป็นรายๆ ไป
๓. ให้กระทำประกาศนียกรรมประกาศข้อเท็จจริงให้พุทธบริษัททราบโดยทั่วกัน เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำมา
แล้วในกรณีพระเทวทัต ตามความในพระวินัยปิฎกเล่ม ๗ ข้อ ๓๖๒ หน้า ๑๗๓ ทั้งนี้โดยวิธีการต่างๆ ด้วยความหวังผลอย่างแท้
จริง ภายใต้ความสำนึกว่า ฝ่ายที่กระทำความผิดนั้นได้สร้างพลังมวลชนห้อมล้อมไว้แล้วอย่างกว้างขวางและเป็นปึกแผ่น
๔. ให้กรมการศาสนาแจ้งแก่พระภิกษุสามเณรทั่วพระราชอาณาจักร ให้ทราบข้อเท็จจริงและมิได้คบหาสมาคม หรือให้ความ
ร่วมมือใดๆ แก่พระโพธิรักษ์และคณะที่พระโพธิรักษ์บวชให้ เว้นแต่กรณีที่กล่าวไว้ในข้อ ๒ วรรค ๒ ทั้งนี้เพื่อมิให้ตกเป็นเครื่อง
มือของบุคคลเหล่านั้น ใช้บ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและความมั่นคงของประเทศอีกต่อไป
สมเด็จพระธีรญาณมุนี
ประธานคณะการกสงฆ์
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๒
ประธานคณะทำงานประกาศนียกรรมได้สรุปว่า
ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๒ มหาเถรสมาคม ได้ประชุมครั้งที่ ๑๕/๒๕๓๒ พิจารณามติการกสงฆ์ทั้ง ๔ ข้อดังกล่าว
มหาเถรสมาคมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบตามมติ ของคณะการกสงฆ์ทุกประการ แต่สำหรับการดำเนินการตามมาตรา ๒๗
ตามข้อวินิจฉัยของการกสงฆ์ข้อ ๑ นั้น ให้กรมการศาสนาปรึกษาหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในปัญหาที่ว่า
อำนาจของมหาเถรสมาคมที่จะมีคำสั่งให้พระภิกษุสละสมณเพศตามมาตรา ๒๗ จะต้องปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ ๑๑
(พุทธศักราช ๒๕๒๑) ว่าด้วยการนิคคหกรรมหรือไม่ และมีมติแต่งตั้งคณะทำงานประกาศนียกรรม มีพระธรรมมหาวีรานุวัตร
เป็นประธาน ดำเนินการต่อไปได้เลย
ในตอนท้ายการปิดประชุมการกสงฆ์ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงประทานพระโอวาทบางตอนว่า
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเพียงไร เป็นหลักต่อเสี้ยนหนาม เป็นเครื่องบั่นทอนพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์เพียงใด
เป็นการทำคณะสงฆ์ให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ทำพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ทำประเทศ บ้านเมือง ประชาชนผ่องแผ้ว ตั้งอยู่
ในสัมมาทิฏฐิคือเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม
เรื่องนี้นับเป็นเรื่องใหญ่หลวงในสังฆมณฑลไทย เป็นภัยร้ายแรงต่อพระพุทธศาสนาและกระทบถึงความมั่นคงของประเทศชาติ
ด้วย
เพราะฉะนั้น คณะทำงานประกาศนียกรรม จึงขอประกาศให้พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนได้ทราบข้อเท็จจริงโดยทั่วกัน
และมิให้คบหาสมาคมหรือให้ความร่วมมือใดๆ แก่พระโพธิรักษ์และคณะที่พระโพธิรักษ์บวชให้
ขอให้พระภิกษุสามเณรและพุทธบริษัทได้ร่วมกันมนสิการและพึงสังวรระวัง พร้อมทั้งบอกกล่าวแจ้งให้ทราบต่อๆ กันอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ เพื่อมิให้ตกเป็นเครื่องมือของบุคคลเหล่านั้น ใช้บ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและความมั่นคงของประเทศชาติต่อไป
ประกาศ ณ วันที่ ๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๒
พระธรรมมหาวีรานุวัตร
ประธานคณะทำงานประกาศนียกรรม
โดย : Xeon
อีเมล์ : star@hotmail.com
วันที่ : 2006-02-27 10:41:21
ก็ยังมีคนบ้าไปคบกะมันอีกนะ
ด่ากันมัน แต่มันก็เลวจริงๆๆวะ แม่เราก็ว่ายังงั้น