เรื่องแนะนำ
Powered by
|
ภาพประกอบ
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
แม่ก้าวเดินอย่างมั่นคงมาขึ้นรถ มั่นคงจนฉันใจหาย " หนักมั้ยแม่ อิ๋วถือกล่องให้แล้วกัน"
ฉันเอื้อมมือไปฉวยกล่องเก่า ๆ นั้น จากมือแม่แต่ไม่สำเร็จ แม่เม้มปากอย่างเด็ดเดี่ยว และตามองถนนอย่างระมัดระวัง
ส่วนมือประคองกล่องที่ว่าไว้อย่างมั่นคง วันสุดท้ายแล้วที่แม่จะอยู่ในความดูแลของฉัน
เมื่อตอนคุยกันกับแม่ ความโล่งอกทำให้ฉันมีความสุขมาก สุขที่แม่เข้าใจความจำเป็นของลูกที่ตัดสินใจส่งแม่ไปอยู่ที่อื่น
แน่นอนตรงนั้น ตรงที่ใหม่ที่แม่จะไปอยู่ ทุกคนจะมีความสุขเพราะเป็นสถานที่สำหรับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
สถานที่ซึ่งรวมเอาคนที่มีความรู้สึก ความต้องการ ความคิดอ่านและอะไรต่อมิอะไรหลาย ๆ อย่างที่เหมือนกัน
มาไว้ใต้ชายคาเดียวกันมันเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง ทฤษฎีของการแยกประเภทแยกโลกออกจากกันให้ชัดเจน
เพื่อลดความชัดแย้งในต่างประเทศที่พัฒนาแล้วสังคมล้วนเป็นเช่นนี้
"ไปก็ไปซิ ว่าแต่แกจะอยู่อย่างไรล่ะ" แม่ตอบง่าย ๆ
หลังจากฟังลูกสาวคนเล็กอย่างฉันพูดวกวนอยู่เป็นนานสองนาน
ใจวาบลึกเหมือนกันกับคำพูดของแม่ที่ห่วงแหน
"จะอยู่จะกินยังไรต่อไป"
" แม่อย่าห่วงเลย อิ๋วโตแล้ว" ฉันตอบแม่อย่างเด็ดเดี่ยวบ้าง
นับแต่วันที่คุยกันแล้ว แม่ก็ยังดำเนินชีวิตที่ปกติ
เพื่อรอวัน "ย้ายบ้าน"
แม่ไม่ได้ลุกขึ้นมาเก็บสมบัติของแม่อย่างที่ฉันคิดไว้
แม่ไม่ได้มีอาการซึมเศร้าเหงาหยอยอย่างที่พวกเราพี่ ๆ น้อง ๆ กลัวกัน
และไม่ได้ได้พูดจาโต้แย้งกับฉัน เหมือนเรื่องอื่นที่เคยเป็นมา
พวกพี่ ๆ และบรรดาสะใภ้ กับเขยทั้งหลายเสียอีกที่รุกถล่มฉันอยู่หลายวัน
"แม่คนเดียว อยู่อีกไม่กี่ปี อิ๋วก็ไม่น่าจะต้องผลักใสแกไปอย่างนี้" นี่พี่สาวคนโต
"คนแก่ก็ยังงี้แหละ บ่นบ้างว่าบ้างจะอะไรกันหนักหนา ชั่วดีก็แม่เรา จะส่งแกไปทำไมกัน
แถมไอ้เนิร์สซิ่งโฮมที่ไปหามาก็ราคาแพงเป็นบ้า "> นี่ก็พี่เขยจอมตืด
"แม่คงเสียใจพิลึก แก่ลองไปคิดดูใหม่ดี ๆแล้วกันว่าจะส่งแม่ไปจริงเหรอ"
"แกก็หัดใจเย็น ๆ ลงมั่งสิลูกผัวก็ไม่มีแม่คนเดียวก็ดูไม่ได้ แล้วจะไปอยู่กะใครเขาได้"
เออ….เอาเข้าไปได้พวกดีแต่พูด พูดกันดีนัก
แต่ไม่เห็นมีใครมาดูดำดูดีแม่ซักคน นอกจากฉัน
ก็ใอ้ที่ไม่มีลูกมีผัวทุกวันนี้ก็เพราะแม่นั่นแหละ
วัน ๆ เวลาที่เหลือจากการทำงานต้องอุทิศให้แม่ไปจนหมดแล้ว
จะไปพักร้อนยาว ๆ ก็ไม่ได้เพราะไม่มีใครยอมมาดูแลแม่ให้
พวกปากดีที่ว่าตำหนิฉันนั้นแหละตัวดีนักละ
วันหยุดยาวที่ไรต่างก็เผ่นกันไปพักร้อนยังกะผึ้งแตกรัง
"โอ้ย ไม่ได้หรอกฉันจองโรงแรมไว้แล้ว แกไว้ไปคราวหน้าแล้วกัน เอาเถอะน่าแล้วจะซื้อของมาฝาก"
อ๊วกจะแตก ใครอยากได้ของฝากพรรค์นั้น
ขนมหม้อแกง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง ลูกหยี กล้วยฉาบ
และ ของบ้าๆ บอ ๆ อีกเป็นพะเรอ แม่ก็ไม่กิน ฉันก็ไม่กิน
เดือดร้อนต้องขนไปแจกต่ออีกต่างหาก ทุเรศ!
แล้วฉันจะไปพึ่งใครได้ ไม่มีคำว่าพักร้อน
ไม่มีวันหยุดยาวอย่างใคร ๆ เขา ไม่มีงานเลี้ยงตอนค่ำ
ไม่มีงานวันเกิดเพื่อน หรืองานสนุกอะไรทั้งนั้น
สรุปแล้วฉันจะหาโอกาสที่ไหนไปมีแฟนล่ะ
เลยกลายเป็นลูกเหลือขออยู่คนเดียวในบ้านนี้แหละ
ลูกสาวสามคนในบ้านมีคนมาขอ ไปหมดแล้ว
ยกเว้นคนสุดท้องอย่างฉัน
ใครจะมาซาบซึ้งกับความเป็น "ลูกเหลือขอ" ได้ดีเท่าฉัน
ใช่ว่าฉันจะสวยน้อยกว่าพี่อ้อย พี่แอ๊วและพี่อ๋อม
และใช่ว่าความรู้จะด้อยกว่าพี่คนอื่น ๆ
เพียงแต่แม่พวกนั้นมันเกิดก่อน
เลยได้มีโอกาสตัดช่องน้อยแต่งงานกันไปหมดแล้ว
ฉันเลยกลายเป็นคนสุดท้ายที่พลาดเก้าอี้ดนตรีไปซะฉิบ
ตกที่นั่งต้องมานั่งเลี้ยงแม่ทนฟังแม่บ่นและคอยเถียงกับแม่ในทุกเรื่อง
ตั้งแต่เรื่องเสื้อตัวใหม่ ผมทรงใหม่ อาหารเย็นของแม่แต่ละวัน
และวันที่แม่ต้องไปไหว้เจ้าตามวัดต่าง ๆ
ก็ไม่รู้เป็นไง ให้ตายเถอะ มันเหมือนแกล้ง
แม่จำเพราะต้องไปไหว้พระไหว้เจ้าเอาวันที่ฉันอยากออกไปซ๊อปปิ้ง
หรือมีนัดทุกทีซีน่า
"แม่ไปวันอื่นไม่ได้เหรอ วันนี้อิ๋วจะไปดูหนังกับเพื่อน"
แต่แม่ไม่เคยแยแสท่าทางกระฟัดกระเฟียดและเสียงสะบัดของฉันเลย
"วันนี้เป็นวันดี วันเทวดาลงมาจากสวรรค์ วันอื่นไปไม่ได้"
หรือไม่ก็
"วันนี้วันพระใหญ่ปีหนึ่งมีไม่กี่วันเอง ไม่ไปไหว้ได้ไง"
โอ๊ย จะบ้าว่ะ อยากขว้างแก้วขว้างจานให้มันสาแก่ใจนัก
นอกเหนือจากพวกเจ้าประจำคือไปหาหมอทุกเดือนและซื้อยา
ส่วนที่เป็นกรณีฉุกเฉินพิเศษก็ชักบ่อยจนกลายเป็นเจ้าประจำกันไป
คือ เดี๋ยวหวัดเล่นงาน เดี๋ยวท้องเสีย วันดีคืนดีก็หกล้มหกลุก
ให้อารมณ์เสียระหว่างทำงาน ก็จะไม่อารมณ์เสียได้ไง
ฉันเป็นพนักงานคนเดียวในบริษัทที่ต้องขาดงาน
หรือมีอันต้องมีเหตุให้เผ่นกลับบ้านด่วนจี๋กลางคันบ่อยที่สุด
จนแค่เดินเข้าไปหาเจ้านายโดยไม่ต้องอ้าปากพูด
นายก็โบกมือไล่อนุญาตแล้ว (ดีที่นายดีและเข้าใจ)
ฉันเริ่มรู้ชะตากรรมตัวเองดีว่า คงไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องเลื่อนตำแหน่ง
หรือเงินเดือนขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างคนอื่น ๆ หรอก จนกว่าแม่จะตาย
แล้วเมื่อไรละแม่ถึงจะตาย ฉันอาจจะตามก่อนแม่ก็ได้ใครจะรู้
แม่ขึ้นรถเรียบร้อยแล้วพร้อมเอากล่องของแม่วางบนตักโดยไม่ยอมให้ฉันเอาไปวางไว้เบาะหลัง
พอพ้นซอยเท่านั้นแหละรถติดเป็นแพเต็มถนนฟ้าที่ดำทะมึนตั้งเค้ากะเช้าก็สำแดงอาการทันที
กลายเป็นฝนตกลงมาห่าใหญ่ โดยไม่ต้องมีอารัมภบท
มันดูน่าเบื่อเหลือเกินสำหรับอาการฝนตกรถติด
"แม่หนาวมั้ย จะได้หรี่แอร์" แต่แม่สั่นหน้า ตั้งแต่ออกจากบ้านแม่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย
"แม่เอาของมาน้อยจัง"
ในเมื่อแม่ไม่พูด ฉันเลยต้องพูดไม่งั้นคงเครียดเป็นบ้า
กับประโยคนี้ของฉันแม่เริ่มพูดขึ้นมาได้
"ที่เอามานี่ก็ทั้งชีวิตแล้ว อย่างอื่นไม่รู้จะเอาไปทำไม
มันไม่จำเป็น เสื้อสองชุด รองเท้าแตะคู่ก็พอเอาไปมากเดี๋ยวโดนขโมยน่ะซี"
ฉันลอบถอนใจยังดีที่แม่คุยขึ้นมาบ้างแม้จะเป็นการพูดแบบมองโลกในแง่ลบไปหน่อยก็ตาม
แม่ก็ยังงี้แหละ กลัวของหายกลัวคนมาขโมยของของตัว บางทีโวยวายแทบตาย
ปรากฏว่าของที่ว่าหายนั้นอยู่ในลิ้นชักของตัวเองแท้ ๆ
รถบนถนนขยับได้ทีละนิดสลับกับอาการหยุดนิ่งอยู่กับที่ทีละนาน ๆ
ฉันมองดูกล่องบนตักแม่ที่แม่ใช้ใส่ของไปบ้านใหม่
มันเป็นกล่องกระดาษสีน้ำตาลเก่าแก่ด้วยตามกาลเวลา
กล่องแบบนี้เดี๋ยวนี้เขาคงเลิกผลิตแล้ว
และผงซักฟอกยี่ห้อนั้นก็เลิกผลิตไปนานหลายปีแล้ว
ยิ่งดูจากวันเดือนปีที่ผลิตตรงข้างกล่องยิ่งเห็นว่ามันเก่าเชียว
ลังผงซักฟอกของแม่จะว่าไปจริง ๆ ขนาดกำลังพอดี
เพราะพอวางบนตักแล้วขนาดพอดีกับตักแม่เลย
มีรอยปะตามวิธีการของแม่อยู่หลายแห่ง
รวมทั้งเชือกฟางสีชมพูหม่นที่แม่ใช้รัดรอบกล่องหลายทบเพื่อเสริมความแข็งแรง
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแม่ไม่เปลี่ยนกล่องใหม่
ทั้งที่เราก็มีกล่อง แบบนี้หลายใบอยู่
วันนี้แม่ประคองกล่องของแม่อย่างเบามือ
มันดูน่าขัน ยังกะพวกบ้านนอกเวลาจะกลับบ้าน
วันก่อนฉันเอากระเป๋าใบเก่งของฉันให้แม่ แต่ไม่ไม่เอา
"ไม่เอา ย้ายไม่ได้ ย้ายแล้วเดี๋ยวมันสบสนกันหมดเอาไว้ในกล่องนะดีแล้ว"
ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นแม่ลากเจ้ากล่องใบนี้เข้าๆ ออก ๆ อยู่หลายหน
แต่ไม่มีใครเคยถามแม่ซักทีว่ามีอะไรในนั้น
พวกเรามักเรียกว่า "กล่องของแม่" ก็เท่านั้น
และเป็นอันรู้กันว่าห้ามย้าย ห้ามรื้อกล่องของแม่เป็นอันขาด
ไหน ๆ แม่จะไม่อยู่แล้ว ฉันเลยถามขึ้นว่า "มีอะไรในกล่องมั่งละ"
แม่มีอาการกระตือ รือร้นเชียว เวลาพูดถึงกล่องของแม่
รีบดึงเชือกฟางสีชมพูที่ผูกบนกล่องออกมาอย่างเบามือ
แล้วเริ่มหยิบของในนั้นออกมาให้ดู
"มีแต่ข้าวของเกี่ยวกับพวกแกทั้งนั้นแหละบน ๆ
นี่ก็รูปพวกหลานทั้งหลาย ล่าง ๆ ก็จะเป็นรูปพวกแก"
แม่หยิบสมุดAlbumใส่รูปขึ้นมาหนึ่งเล่ม
แล้วเปิดดูที่ละหน้าพร้อมกับยิ้มกว้าง
"นี่ตาเอกตอนเกิดใหม่ ๆ ตัวมันแดงเชียว
หน้าเหมือนแม่มันยังกะแกะ พอโตแล้วซนเป็นบ้า
ยายมันเลี้ยงซะเสียคน"
นี่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแม่คือมีช่องว่างเป็นต้องจิกลูกสะไภ้และครอบครัว
แม่ยังหยิบโน่นหยิบนี่ออกมาอย่างช้า ๆ
พวกรูปทั้งนั้นแหละมีทั้งรูปลูกชาย ลูกสาว หลานยาย หลานย่า
รูปวันแต่งงาน รูปรับปริญญา รูปเด็กเกิดใหม่
รูปที่พวกลูก ๆ หลาน ๆ ไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน
แม่ยังเก็บไว้ยังกะของมีค่า
แล้วก็มาถึง บรรดากระดาษรุ่งริ่ง
กระดาษพวกนั้นบางและเก่าจนแทนจะกระจาย
เมื่อโดนลมจากเครื่องปรับอากาศหน้ารถ
"อุ๊ย อะไรน่ะ"
ฉันรับปัดหน้ากากเครื่องทำความเย็นให้พ้นหน้าตักแม่
ก่อนที่กระดาษคร่ำคร่าพวกนั้นจะร่วงปลิวไปตามแรงลม
"วันเกิดพวกแกกับพวกหลาน ๆ ไง ฉันเก็บไว้ทุกคนแหละ
ไม่งั้นเวลาไหว้พระจำไม่ได้ว่าเกิดกันเมื่อไหร่
เรามันครอบครัวใหญ่ จำไม่หมด นี่ นี่ แผ่นวันเกิดตาอึ่ง (คือพี่ชายฉัน)
ตอนมีลูกคนแรกมันสับสนวุ่นวายไปหมดทีแรกไม่รู้จะจดวันเกิดลูกยังไงดี
แต่ยายนะซีรีบฉีกปฏิทินออกมายัดใส่มือบอกว่า เอ้า วันเกิดลูกเก็บไว้ซะ
ตั้งแต่นั้นมาพอใครเกิด ฉันก็ฉีกวันที่เก็บไว้ทุกที
ฉันมันคนไม่รู้หนังสือ ไม่เหมือนพวกแกหรอก
มีคอมพิวเตอร์มีอะไรกันแต่ไม่เห็นมีใครจำวันเกิดของแม่ได้ซักคน
วันตายพ่อยังไม่รู้เลย ฉันต้องนั่งไหว้อยู่คนเดียวทุกปี"
น้ำเสียงของแม่ไม่มีอาการน้อยใจหรือเสียใจ
อาจเพราะแม่กำลังชื่นชมของที่เก็บไว้ในกล่องอยู่ก็ได้
ปฏิทินที่แม่ว่านั้นเป็นกระดาษสีนวลบาง ๆใบใหญ่บ้านเล็กบ้าง
ตามแต่ว่าปีไหนเขาจะผลิตออกมา
"ลูกแปดคนก็มีแต่แกนี่แหละที่เล่นเอาฉันไม่เป็นอันกินอันนอน"
"อ้าว ทำไมละ" เออ นี่เป็นความรู้ใหม่ทีเดียวสำหรับฉัน
"ตอบแกเกิดในปฏิทินเขาเขียนไว้ว่า ชะตาไม่ดี เลี้ยงยาก
ไอ้ฉันเลยร้องไห้ซะเป็นวรรคเป็นเวร พ่อแกเค้าหาหว่าบ้า
เฮ้อจริงไม่จริงคนเป็นแม่ก็ต้องเชื่อไว้ก่อนแหละของมันอยู่ในท้องมาตั้งเก้าเดือน
ใครไม่รักไม่หวงก็บ้าแล้ว ผู้ชายจะมารู้อะไรเค้าไม่ได้มาอุ้มท้องแบบเรานี่"
พูดถึงพ่อแล้วแม่อดค้อนลมค้อนแล้งไม่ได้ ก่อนจะพูดต่อว่า
"พอออกจากโรงพยาบาลอยู่เดือนยังไม่ครบดีฉันก็รีบไปไหว้เจ้าเลย
ย่าแก่ด่าซะไม่มีดี เค้าห่วงกลัวเราไม่สบาย
ไอ้ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เลยเสียอกเสียใจยกใหญ่
พอไปไหว้เจ้าเสี่ยงเซียมซีก็พูดเหมือนกันว่าแกเลี้ยงยาก
เพราะดวงมันมายังงั้น แต่จะมีความก้าวหน้าในชีวิต เฮ้อ
ใอ้ฉันนะเสี่ยงเลี้ยงแกมาชนิดไม่ยอมให้ใครอุ้มเลย
กลัวพี่เอาไปทำแข้งขาหักไปโรงเรียนก็จุดธูปทุกเช้าให้แคล้วคลาด
เวลาไปไหน ๆ ก็ต้องบนพระทุกที่ให้แกไปดีมาดี
กว่าจะโตมาได้ เฮ้อ "
แม่ถอนหายใจอยู่หลายครั้งกว่าจะพูดจบได้
ความเงียบเกิดขึ้นพักใหญ่
นอกจากเสียงฝนและเสียงเครื่องปรับอากาศในรถแล้ว
มันเงียบจนฉันรู้สึกเหมือนอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกที่ไม่ใช่บนถนนมีรถติดเป็นแพอย่างนี้
"แกเอาฉันย้ายไปอยู่ไอ้เนิร์สซิ่งโฮมของแก
ฉันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอก คนแก่แล้วมีที่นอน
มีข้าวกินสามมื้อก็พอ ห่วงแต่แกน่ะแหละ
อีกไม่กีปีจะสามสิบห้าอยู่แล้ว ต้องระวังตัวให้ดี
อย่าลืมไปทำบุญไหว้พระจะได้อายุมั่น ขวัญยืน
ถ้าฉันยังอยู่กะแกก็จะได้ไปจัดการให้แต่ต่อไปแกต้องทำเองแล้ว
ค่ำมืดดึกดื่นเข้าบ้านออกบ้านต้องระวังหน่อย"
แม่พูดพร้อมกับที่ค่อย ๆ
เรียงกระดาษและรูปทั้งหมดลงไปในกล่องของแม่อย่างเดิม
"ไอ้กล่องนี้ไม่ได้เปลี่ยนเลยนะ ตั้งแต่มีลูกคนแรก มีอะไร ฉันก็เรียงลงไปเรื่อย ๆ
หลายสิบปีแล้วแต่มันยังกะคอมพิวเตอร์ พวกแกเลยละ
แถมแม่นไม่มีอะไรเท่า พวกแกอีกหลง ๆ ลืม ๆ "
ฉันไม่เคยรู้เลยว่ากล่องของแม่จะบันทึกชีวิตของครอบครัวเราไว้ได้มากขนาดนี้
มิน่าแม่จะจำวันสำคัญของพวกเราได้แม่น อย่างไม่น่าเชื่อ
จนพวกเราแอบเรียกแม่ว่า "สมองคอมพิวเตอร์"
ที่แท้แม่มีทีเด็ดตรงกล่องนี่เองเห็นแม่ลากออกมาดูบ่อย ๆ แล้วเก็บไว้อย่างดีทุกที
ฉันคงนั่งนิ่งไปนานถ้าแม่ไม่พูดขึ้นว่า
"แกก็อย่าไปคิดอะไรมากเลยฉันรู้ว่าพวกพี่ ๆ
เค้าเอาภาระมาใส่แกมากเกี่ยวกับตัวฉันแต่คนเดี่ยวนี้มันก็ภาระแยะ
ไหนจะส่งลูกไปโรงเรียน ไหนจะเอาลูกไปสอบ
ไปวิ่งเต้นเรื่องนั้น เรื่องนี้ ผัวมันยังต้องไปตีกอล์ฟอีก
แม่พวกสะใภ้ก็ต้องวิ่งกลับไปดูพ่อแม่เค้า
อะไร ๆ ฉันก็รู้ แต่ทำไงได้ละ คนมันยังไม่ถึงคราวตาย
มันก็ต้องอยู่ไปอย่างนี้แหละใช่ว่าอยากตามก็จะได้ตายซะที่ไหน
แก่แล้วลำบาก ไปไหนต้องอาศัยคนอื่น
ทำอะไรก็ต้องออกปากไหว้วานคนนั้นคนนี้
มันเหมือนต้องตากหน้าไปอ้อนวอนเค้า
ไอ้ที่เคยคล่อง ๆ ก็กลายเป็นภาระ
ความจริงไอ้ที่แกไม่มีผัวฉันก็ห่วงอยู่เหมือนกัน
บางที ถ้าไม่มีภาระเรื่องแม่แกอาจจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาซักที"
เงาดำในใจฉันเริ่มคลี่คลายออกกลายเป็นเพียงหมอกบาง ๆ
ฉันแหงนหน้าไปดูท้องฟ้าข้างนอก ฝนเริ่มบางตา
แสงสว่างสามารถส่องผ่านเมฆมาได้บ้าง
"แกอย่าห่วงฉันเลย ห่วงตัวเองดีกว่า
ไอ้ที่ฉันจะไปอยู่มันคงดี เพราะราคามันแพง
จะมีคนแก่ซักกี่คนที่ได้ไปอยู่ที่แพง ๆ อย่างนั้น
ห่วงตัวเองเถอะ ถ้าเจอคนดีพอใช้ได้ก็อย่าเลือกมากมาย
รับแต่งงาน รีบมีลูก แก่แล้วจะได้ไม่ลำบาก
ดูอย่างชั้นซี อย่างน้อยถึงลูกไม่มีมาดูแล
เวลาให้ก็ยังมีคนส่งเงินมาให้ใช้
ถ้าไม่มีลูกจะยิ่งลำบากมากกว่านี้"
ฉันไม่รู้จะพูดอะไร เงียบกันไปพักหนึ่ง
ฉันบอกแม่ว่า "อิ๋วจะไปหาแม่บ่อย ๆ "
"อย่าพูดยังงั้นเลยเดี๋ยวนี้การจราจรมันสาหัสเหลือเกิน เวลาก็ไม่ค่อยมี
เรื่องต้องทำก็มีแยะไปหมดเอาเป็นว่าว่างก็มาแล้วกัน
แต่ถึงพวกแกไม่มาฉันก็ไม่เดือดร้อนหรอก
ชีวิตทั้งชีวิตของชั้นอยู่ในนี้หมดแล้ว
อยากเห็นหน้าลูกก็ดูลูกเอาในนี้อยากเห็นหน้าหลานก็ดูเอาในนี้
ไม่ต้องมานั่งคอยให้เสียเวลาเปิดกล่องของแม่มาก็เห็นหน้าพวกแก่ได้ทันที"
แม่ขยับตัวเล็กน้อย เพื่อกอดกล่องให้กระชับขึ้น
รถบนถนนเริ่มเคลื่อนตัวช้า ๆ พร้อมกับฝนที่ขาดเม็ด
อีกไม่กี่เมตรจะถึงสี่แยกแล้วและมีป้ายให้กลับรถได้
ฉันพารถ เบียดเข้าเลนขวาเพื่อกลับรถ
แม้รถคันอื่นจะบีบแตรด่ากันเสียงขรม แต่ฉันไม่สนใจ
ฉันกำลังนึกถึงตัวเองตอนแก่ และมีกล่องอย่างแม่สักใบ
คงดีไม่น้อยที่จะได้อวดลูก ๆ ของฉันถึง "กล่องของแม่"
รักแม่ ดูแลและตอบแทนแม่ของคุณ ให้มาก ๆ
ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ
ทำซะก่อนที่จะรู้สึกเสียใจ
ในชีวิตนี้คุณมีแม่เพียงคนเดียวนะ
คนอื่นคุณหาได้ มีได้อีกเยอะ จริงมั้ย
ติดตามเพิ่มเติมที่เว็บเจ้าของข้อมูล โปรดคลิ๊ก
ไปที่ลิ๊งค์
|
|
เรื่องใหม่ๆ (คะแนนไม่ถึง 3)
|
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก