บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
ขั้นตอนการดำเนินการ
1. กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มการรับแจ้งเหตุ
2. จัดเตรียมเอกสาร ดังต่อไปนี้
2.1 แบบฟอร์มตาม 1
2.2 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
2.3 สำเนาบันทึกประจำวัน กรณีได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว
2.4 เอกสารข้อความโฆษณาใน Web board ที่ผู้ต้องหาโพสท์ และทำให้ท่านหลงเชื่อ
2.5 เอกสารหลักฐานการโอนเงิน เช่น Slip หรือเอกสารอื่นในการโอนเงิน เช่น Statement / Online banking transaction
2.6 หลักฐานการติดต่อสื่อสาร เช่น หมายเลขติดต่อที่บันทึกไว้, ข้อความ (SMS) หรือEmail-Address เป็นต้น
2.7 หลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือเป็น
3. ระหว่างนี้ให้ท่านเดินทางมายื่นเอกสารกับเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี อาคาร 33 ชั้น 4
สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม 1 แขวงเขตปทุมวัน กทม. 10330 หากอยู่ต่างจังหวัด
หรือไม่สะดวกให้ส่งเอกสารมาทางพัสดุไปรษณีย์ตามที่อยู่ และกรุณาโทรแจ้งเรื่องส่งเอกสารมาที่ 02-2051889
http://htcc.ict.police.go.th/formone.doc <== โหลดแบบฟอร์ม
ถ้าเพื่อนๆจะส่งFWDไปให้คนอื่นได้รู้จะเป็นประโยชน์อย่างมากครับ
ครับจะอธิบายดังนี้นะครับ(จริงๆผมก็รู้งูๆปลาๆจะหาเท่าที่มีให้ดูนะครับ)
ระบบเครือข่าย หรือ Network หมายถึงการที่เรานำคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป มาเชื่อมต่อกัน เพื่อที่จะให้คอมพิวเตอร์ เหล่านี้ สามารถใช้ทรัพยากร ร่วมกันได้ เช่นใช้ Hard disk หรือ CD-ROM drive ร่วมกันได้ เพื่อเป็นการลดรายจ่าย ในการจัดซื้อ หรือเพื่อส่งข่าวสารหรือข้อมูลถึงผู้ใช้งานอื่นๆ ในเครือข่ายเป็นต้น ระบบเครือข่าย แบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือเครือข่าย LAN และ WAN
LAN มาจาก Local Area Network คือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระยะใกล้ เช่นในโรงเรียน หรือสำนักงาน ที่ใดที่หนึ่ง การที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง จะสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ ต้องมีอุปกรณ์สำคัญคือ LAN Card หรือ Network Interface Card (NIC) และสายที่ใช้ในการเชื่อมต่อ ซึ่งมีหลายชนิดเช่น Coaxial Cable, สาย Unshield Twisted Pair (UTP) หรือสาย Fiber Optic ขึ้นอยู่กับ ชนิดของเครือข่ายว่าต้องการใช้งาน ใกล้ - ไกลเท่าใด
WAN (Wide Area Network) คือการเชื่อมต่อระบบ LAN ตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไปเข้าด้วยกัน อาจจะอยู่บริเวณเดียวกัน หรืออยู่ไกลกันมากก็ได้ ซึ่งการเชื่อมต่อกันนี้ สามารถทำผ่านสื่อต่างๆ ได้หลายชนิด เช่นสายทองแดงที่เป็น lease line ( สายโทรศัพท์ธรรมดา ) ผ่านไมโครเวฟ หรือผ่านดาวเทียมเป็นต้น อุปกรณ์ที่ทำให้การเชื่อมต่อสำเร็จได้คือ Router ซึ่งทำหน้าที่เป็น ประตูเชื่อมต่อ หรือ Gateway
การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ หลายๆเครือข่ายเข้าด้วยกัน ถ้าเป็นระบบที่แตกต่างกัน ก็ไม่สามารถใช้งาน หรือติดต่อกันได้ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีมาตรฐาน ในการติดต่อสื่อสารกัน เรียกว่า Protocal และในระบบ Internet ได้ใช้ TCP/IP (Transmission Control Protocal / Internet Protocal เป็นมาตรฐานในการติดต่อสื่อสารกัน
Address
I nternet P rotocal A ddress ประกอบด้วยตัวเลขฐานสอง 4 bytes (32 bits) เวลาใช้เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ จะเขียนอยู่ในรูป เลขฐานสิบ ขั้นด้วยจุด "." เมื่อแปลงเป็นเลขฐานสิบแล้ว แต่ละชุดจะมีตัวเลขระหว่าง 0-255 เช่น 192.168.1.1 เป็นต้น เรียกย่อๆว่า IP Address
Internet Protocal Networks คือตัวเลข IP Addresses ที่เรียงต่อๆกันไป ซึ่งจะมีความหมายดังนี้ Address ทั้งหมดที่อยู่ภายใน network เดียวกันและมีตัวเลขเหมือนกัน เรียกว่า "network portion" ตัวเลขที่เหลือจะเรียกว่า "h0st portion" ตัวเลขที่ใช้ร่วมกัน สำหรับทุก addresses ภายในเน็ตเวอร์ เรียกว่า "netmask" และ netmask นี้ก็ใช้เป็นตัวกำหนดว่า addresses ใดอยู่ภายใน network หรือ addresses ใดไม่อยู่ ก่อนที่จะงงมากไปกว่านี่ ลองดูตัวอย่างประกอบคำอธิบาย
Network Class
การแบ่ง IP Address ออกเป็นหลายระดับ ความจริงก็แบ่งตามความใหญ่ ของเครือข่ายนั่นเอง
ระบบเครือข่ายคลาส A มีแอดเดรสเริ่มต้นตั้งแต่ 0 จนถึง 127 (Notwork Portion) ตัวเลขที่เหลืออีกสามส่วน เป็น host protion จะเห็นว่าเป็นระบบเครือข่ายที่ใหญ่มาก สามารถมีอุปกรณ์ (router, host ฯ ) ต่างๆ ไม่ซ้ำกันได้ถึง 16 ล้านตัว ระบบเครือข่ายคลาส A ได้ถูกกำหนดให้กับบริษัทต่าง จนหมดไปนานแล้ว
Class B Network
มีแอดเดรสเริ่มตั้งแต่ 128 จนถึง 192 มีระบบเครือข่ายคลาส B อยู่ 16,000 เครือข่าย ในแต่ละเครือข่าย จะมีแอดเดรสที่ไม่ซ้ำกันอยู่ 64,000 แอดเดรส และก็ถูกกำหนดให้กับองค์กร หรือบริษัทใหญ่ๆ หมดแล้วเช่นกัน เหตุที่เครือข่ายนี้ไม่ใหญ่เท่า เครือข่ายคลาส A เนื่องจากถูกกำหนดโดย netmask
Class C Network
มีแอดเดรสเริ่มตั้งแต่ 192 จนถึง 223 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2 ล้านเครือข่าย แต่ละเครือข่ายมีอุปกรณ์ได้สูงสุด 254 ตัว
Multicast
หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น เครือข่ายคลาส D มีแอดเดรสเริ่มต้นตั้งแต่ 224 จนถึง 239 สำหรับใช้งานในลักษณะเหมือนกับ วิทยุหรือโทรทัศน์ คือส่งออกไปอย่างเดียว ใครจะรับก็ไปดักรับเอา ส่วนแอดเดรส 240 ถึง 247 เป็นของระบบเครือข่ายคลาส E ซึ่งในส่วนนี้เก็บใว้ใช้ในอนาคต
Subnet
เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่าย ซึ่งเหมือนกับแยกตัวออกมาต่างหาก แต่จะมีจุดเชื่อมต่อเพียงจุดเดียวโดยผ่าน router สิ่งที่ช่วยให้เราแยกตัวออกมาจากเครือข่าย คือ subnet mask แต่คอมพิวเตอร์ใน subnet mask เดียวกันสามารถติดต่อกันได้โดยตรง ตัวอย่าง mask ของเครือข่ายคลาส C คือ 255.255.255.0 ขอยกตัวอย่างให้ดูเช่น IP address ของคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเป็น 192.168.1.20 คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ก็จะสามารถติดต่อกับ คอมพิวเตอร์ที่มี IP ตั้งแต่ 192.168.1.0 - 192.168.1.255 จะไม่สามารถติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ 192.168.2.1 ได้เลยเพราะอยู่คนละ subnet
แล้วเราจะใช้ IP อะไรได้บ้าง เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่า ท่านกำลังจะทำอะไร เช่น ติดตั้ง linux machaine จาก IP ที่มีอยู่แล้ว ดังนั้นท่านก็จะต้องสอบถาม administraters network แล้วก็ขอข้อมูลเหล่านี้
• Host IP address
• IP network address
• IP broadcast address
• IP netmask
• Router address
• Domain Name Server address
เมื่อได้มาแล้วก็ทำการ configure อุปกรณ์เน็ตเวอร์กเครื่องลินุกซ์ของท่าน ท่านไม่สามารถจะเดาค่าต่างๆ ได้เอง เพราะจะไม่สามารถใช้งานได้ หรือก็อาจจะมีผลทำให้เน็ตเวอร์กขัดข้องได้
หรือถ้าท่านต้องการทำเน็ตเวอร์ขึ้นมาใหม่เลย และไม่คิดที่จะต่อกับ Internet ท่านก็สามารถที่จะใช้ IP ใดๆก็ได้ตามใจชอบ แต่เพื่อความปลอดภัย เช่นวันหนึ่งอาจจำเป็นที่จะต้องต่อกับ Internet ขึ้นมา ก็จะได้ไม่ทำให้ระบบ Internet ปั่นป่วนได้ จึงได้มีการกำหนด IP ไว้ชุดหนึ่ง สำหรับทำงานเป็น private network
อันดับแรกท่านต้องตัดสินใจว่า เน็ตเวิร์กใหญ่เท่าใด ต้องการใช้ address สักเท่าไร เมื่อได้แล้วก็เลือก Class ให้เหมาะสมกับขนาดเน็ตเวอร์กของท่าน
---- จบในส่วนที่เรียกว่า ip protocal นะครับ ----
วิธีหาipต่างๆจะมีเครื่องมือที่แฮคเกอร์ใช้คือพวก scan ip ส่วนมาก(เกือบทั้งหมดจะเป็นเวบที่มีไวรัส)เข้าไปโหลดเราก็จะโดนแฮคซะเอง
ขอบคุณ มากๆ เลย นะ ครับ คุณ dearz ^^
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก