|
แสนยานุภาพของกองทัพนาซีเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับการยอมรับว่า เป็นแสนยานุภาพที่เข้มแข็งที่สุดแสนยานุภาพหนึ่งในโลกขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นกำลังทหารที่มีระเบียบวินัย มีความเป็นผู้นำสูง หรือกำลังยานเกราะต่างๆ ที่ได้รับออกแบบ ให้เป็นเครื่องจักรสงครามที่ทรงประสิทธิภาพ ตลอดจนอาวุธต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นต้นแบบของอาวุธปืนในยุคปัจจุบัน ดังนั้น การศึกษาเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง โดยปราศจากการศึกษาเกี่ยวกับแสนยานุภาพของกองทัพนาซี จะทำให้การค้นคว้าขาดส่วนประกอบที่สำคัญของสงครามไปอย่างน่าเสียดาย
|
Panzer I
Panzer II เป็นรถถังขนาดเล็ก เร็ว คล่องตัว เครื่องยนต์มีความคงทน ไว้ใจได้ แม้ไม่ใช่รถถังหลัก เพราะเล็กและขนาดอาวุธก็น้อยเกินไป แต่ก็อยู่ในแนวหน้าของเยอรมันมาโดยตลอด.
สมรรถนะ
เครื่องยนต์ 140 แรงม้า
น้ำหนักพร้อมรบ 9,500 กก.
ความเร็วสูงสุด 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ความสูง 2.15 ม.
ความยาว 4.18 ม.
ความกว้าง 2.28 ม.
ระยะทำการ 200 กม.
อาวุธ ปืนใหญ่ ขนาด 20 มม.
เกราะหนา 5 มม. ถึง 35 มม.
พลประจำรถ 3 คน
PANZERKAMPFWAGEN III
รถถังรุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นรถถังหลักของหน่วยยานเกราะเยอรมัน หรือที่เรียกกันว่า PANZER (เป็นภาษาอังกฤษว่า ARMOUR หรือยานเกราะ) ปรากฏโฉมครั้งแรกในปี 1936 โดยอยู่ในกองพล PANZER ต่อมาเดมเลอร์ เบนซ์ (Daimler-Benz) ได้พัฒนา PzKpfw III แบบ E เพื่อให้สามารถผลิตได้ทีละมากๆ มีล้อ 6 ล้อ ปรับปืนใหญ่ประจำรถจาก 37 มิลลิเมตร เป็น 50 มิลลิเมตร ซึ่งในขณะนั้นถือว่ามีอานุภาพ เหนือกว่าปืนใหญ่ประจำรถถังของฝ่ายพันธมิตรทุกชนิด จนกระทั่ง ยุทธการบาร์บารอสซ่า (Barbarossa) ได้เปิดฉากขึ้น คราวนี้ PzKpfw III ได้พบกับรถถัง T 34 ของรัสเซีย ที่มีปืนประจำรถขนาด 76 มิลลิเมตร เหนือกว่า PzKpfw III ทำให้เยอรมันต้องหันมาปรับปรุงรถถังของตนอย่างขนานใหญ่ อย่างไรก็ตาม PzKpfw III ก็ยังคงใช้งานอยู่ในกองทัพนาซีเยอรมันจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะในปี 1943 รถถัง PzKpfw III ได้มีส่วนร่วมในยุทธการที่สำคัญๆทุกยุทธการ
PANZERKAMPFWAGEN IV
รถถังรุ่นนี้เป็นรถถังที่เยอรมันตั้งใจจะสร้างให้เป็นรถถังมาตรฐานของกองทัพนาซีในสงครามโลกครั้งที่สอง มันจึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นจำนวนถึง 8,500 คัน ตลอดช่วงสงคราม พร้อมๆไปกับการพัฒนาคุณสมบัติต่างๆของรถ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนขนาด และประเภทของอาวุธปืนใหญ่ประจำรถ และความหนาของเกราะ รถถังรุ่นนี้ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตร มีอานุภาพมากในการต่อสู้กับรถถังของฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายรัสเซีย เกราะของรถถัง PzKpfw IV ถูกเพิ่มให้มีความหนาถึง 80 มิลลิเมตร หรือ 8 เซนติเมตร รวมทั้งเพิ่มแผ่นเกราะที่บริเวณป้อมปืน และข้างตัวรถเพื่อป้องกันจรวดต่อสู้รถถัง (Rocket Projectors) และทุ่นระเบิดดักรถถัง อย่างไรก็ตามรถถังชนิดนี้ได้ถูกบดบังรัศมีโดยรถถังรุ่นใหม่ๆ เช่น TIGER และ PANTHER ซึ่งมีอานุภาพมากกว่า ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของเยอรมันก็คือ การใช้พลประจำรถที่มีความชำนาญ และประสบการณ์ในการทำการรบกับรถถังรุ่นที่มีความด้อยกว่า เช่น รุ่น PzKpfw IV และใช้พลประจำรถรุ่นใหม่ ที่อ่อนประสบการณ์กับรถถังรุ่นใหม่อย่าง TIGER และ PANTHER โดยเชื่อว่า สมรรถนะของรถที่ดีกว่า จะทำให้พลประจำรถที่ด้อยประสบการณ์ มีความสามารถมากขึ้น และความมีประสบการณ์ที่ดีกว่า จะทำให้สมรรถนะที่ด้อยของรถ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
Panzer V (Panther)
รถถังแบบแพนเธอร์ เป็นการพัฒนาทั้งทางตรงและทางอ้อม จากรถถัง T 34 ของรัสเซีย เมื่อรถถัง T 34 เริ่มตอบโต้กองทัพนาซีเป็นครั้งแรกในปี 1941 ในเดือนมิถุนายน แม้ว่าแนวความคิดที่จะเลียนแบบรถถัง T 34 ถูกตีกลับเนื่องจากเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่การออกแบบรถถังแพนเธอร์ ก็ได้มีการออกแบบโดยนำเอาจุดเด่นของ T 34 มาใช้ เช่น ความลาดเอียง และลักษณะของป้อมปืนที่หล่อจากโลหะชิ้นเดียว รถถัง Panther นี้เข้าสู่สายการผลิตในเดือนพฤศจิกายน ปี 1942 รุ่นแรกๆ ประสบปัญหาเกี่ยวกับเครื่องยนต์ ในสมรภูมิ Kursk ในรัสเซีย แต่ความบกพร่องดังกล่าวก็สามารถแก้ไขได้ในรุ่นหลังๆ ปืนใหญ่ประจำรถ ซึ่งมีขนาด 75 มม. ลำกล้องยาว มีอานุภาพที่น่าเกรงขามมาก รถถังแพนเธอร์ มีการผลิตออกมามากถึง 5,805 คันจนถึงสิ้นสงคราม และถูกใช้เป็นแม่แบบของรถถังรุ่นหลังสงครามโลกทั้งโดยค่ายพันธมิตร และค่ายคอมมิวนิสต์
รถถัง TIGER
(Panzerkampfwagen VI - Tiger)
รถถัง TIGER ได้สร้างตำนานการต่อสู้ทางรถถังให้กองทัพอังกฤษได้ประจักษ์ ปืนใหญ่ประจำรถขนาด 88 มิลลิเมตร และเกราะของรถที่หนาถึง 110 มิลลิเมตร ทำให้รถถังของฝ่ายสัมพันธมิตร ไม่สามารถทำอะไรรถถัง TIGER ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรบในทะเลทรายแอฟริกา ในปี 1943 จิ้งจอกทะเลทราย นายพลเออร์วิน รอมเมล ของเยอรมันได้ใช้รถถัง TIGER ที่มีจำนวนเพียงน้อยนิดเข้าต่อสู้กับฝ่ายอังกฤษ
รถถังรุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นจำนวนทั้งสิ้น 1,350 คันตลอดสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าจะทนทานต่อการยิงของปืนใหญ่และปืนต่อสู้รถถังของฝ่ายพันธมิตร แต่รถถังส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อของเครื่องบินขับไล่ ที่โจมตีจากทางข้างหลังของรถถังที่มีเกราะบางที่สุด และเป็นส่วนของเครื่องยนต์ รถถัง TIGER เข้าสู่สมรภูมิสำคัญๆ ทุกด้าน ทั้งด้านตะวันตกและตะวันออก สร้างชื่อเสียงและความน่าสพรึงกลัวให้ทั้งอเมริกัน อังกฤษ และรัสเซียได้จดจำไปอีกนานเท่านาน
Panzerkampfwagen Tiger II
รถถัง TIGER II นี้เกิดขึ้นจากการคาดการณ์ของฝ่ายเยอรมันว่า รัสเซียกำลังผลิตรถถังที่ทรงประสิทธิภาพออกมาต่อกรกับฝ่ายตน ทำให้กองทัพนาซีเยอรมันทำการพัฒนารถถังที่มีอานุภาพสูงในปี 1942-1943 โดยมีความมุ่งหมายที่จะให้เป็นรถถังที่ทรงอานุภาพมากกว่ารถถัง TIGER ที่ทรงอานุภาพอยู่แล้ว เครื่องยนต์ของ TIGER II เหมือน TIGER รวมทั้งยังมีป้อมปืนที่หล่อจากโลหะชิ้นเดียวกันเหมือนกับ PANTHER แม้ว่ารถถังรุ่นนี้จะมีเครื่องยนต์ที่ไม่น่าไว้วางใจได้มากนัก เพราะมีเวลาในการออกแบบน้อย และเร่งรีบ เนื่องจากเยอรมันเริ่มเป็นฝ่ายถูกรุกในแทบทุกแนวรบ แต่ก็เป็นเครื่องยนต์ที่ทรงอานุภาพมากที่สุด
จุดอ่อนของรถถังรุ่นนี้ก็คือการบริโภคน้ำมันอย่างมหาศาล เนื่องจากน้ำหนักเกราะที่หนาและหนักมาก ทำให้รถถังมีน้ำหนักมากถึง 68.6 ตัน การปรากฏตัวของรถถัง TIGER II ครั้งแรกที่ป่า ARDENNES ในการรุกตอบโต้ฝ่านสัมพันธมิตร ในปี 1944 สร้างความตกตะลึงให้กับฝ่ายอเมริกันเป็นอย่างมาก เมื่อพบว่า ปืนต่อสู้รถถังทุกชนิดของตน ไม่สามารถหยุดรถถัง TIGER II ได้ แต่เนื่องจากเยอรมันขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของรถถังรุ่นนี้ จึงทำให้เยอรมันต้องพ่ายแพ้ในการรบที่ป่า ARDENNES ในที่สุด
Marder II
ตั้งแต่ปี 1920 มีความคิดที่จะนำปืนใหญ่ ที่สามารถเคลื่อนที่ติดตามให้การยิงสนับสนุนทหารราบได้ตลอดเวลา แนวความคิดนี้มาเป็นความจริงครั้งแรก ในช่วงทศวรรษที่ 1940 โดยกองทัพเยอรมันนำมาใช้เป็นครั้งแรก โดยการดัดแปลงรถถังที่สามารถติดตั้งปืนใหญ่ และให้การสนับสนุนทหารราบ ทหารยานเกราะไปได้พร้อมๆกัน ด้วยการเรียกรถถังขนาดเล็กแบบ Panzer II กลับจากแนวหน้า เพื่อนำมาดัดแปลงโดยใช้เพียงฐานล่างหรือแชสซีของเดิม ซึ่งในขณะนั้น Panzer II เองก็เริ่มล้าสมัย และป้อมปืนของมันก็ไม่สามารถรองรับปืนใหญ่ที่ใหญ่กว่า 20 มม. ได้ จึงมีการถอดป้อมปืนเดิมออก ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 75 มม.เข้าไป เปิดด้านบนและด้านหลังของป้อมออก ด้วยวิธีการนี้ Marder II จึงถือกำเนิดขึ้น พร้อมๆกับอานุภาพที่รุนแรงและแม่นยำของปืนขนาด 75 มม. Marder II จึงมิใช่ผู้ก่อกเนิดรถปืนใหญ่อัตตาจรที่เคลื่อนที่ด้วยตัวเองเท่านั้น แต่มันยังเป็นจุดกำเนิดของรถถังล่ารถถัง หรือที่เรียกว่า Panzerjager ในภาษาเยอรมัน - tank hunter ในภาษาอังกฤษ อีกด้วย
Marder II เข้าสูสายการผลิตและถูกส่งออกแนวหน้าถึง 575 คัน สร้างชื่อเสียงให้กับตัวมันเองอย่างมาก แม้จะไม่สามารถเข้าต่อสู้กับรถถังฝ่ายตรงข้ามได้ตรงๆ เพราะมีเกราะที่ไม่หนาเพียงพอ แต่ก็สามารถดักซุ่ม หรือใช้การยิงตรงจากระยะทางไกลๆ ทำลายรถถังข้าศึกได้ จนกระทั่งในปี 1943 ก็เกิดแนวความคิดที่จะปรับปรุงขนาดปืนใหญ่ประจำรถ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 105 มม. สามารถยิงตรงและยิงวิถีโค้งได้ สายการผลิตของ Marder II จึงยุติลงและหันไปติดตั้งปืนใหญ่เฮาวิทเซอร์ขนาด 105 มม.แทน พร้อมๆกับชื่อของ Marder II ก็เปลี่ยนไปเป็น Wespe ในที่สุด
Wespe
ตั้งแต่ปี 1920 มีความคิดที่จะนำปืนใหญ่ ที่สามารถเคลื่อนที่ติดตามให้การยิงสนับสนุนทหารราบได้ตลอดเวลา แนวความคิดนี้มาเป็นความจริงครั้งแรก ในช่วงทศวรรษที่ 1940 โดยกองทัพเยอรมันนำมาใช้เป็นครั้งแรก โดยการดัดแปลงรถถังที่สามารถติดตั้งปืนใหญ่ และให้การสนับสนุนทหารราบ ทหารยานเกราะไปได้พร้อมๆกัน ด้วยการเรียกรถถังขนาดเล็กแบบ Panzer II กลับจากแนวหน้า เพื่อนำมาดัดแปลงโดยใช้เพียงฐานล่างหรือแชสซีของเดิม ซึ่งในขณะนั้น Panzer II เองก็เริ่มล้าสมัย และป้อมปืนของมันก็ไม่สามารถรองรับปืนใหญ่ที่ใหญ่กว่า 20 มม. ได้ จึงมีการถอดป้อมปืนเดิมออก ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 75 มม.เข้าไป เปิดด้านบนและด้านหลังของป้อมออก ด้วยวิธีการนี้ Marder II จึงถือกำเนิดขึ้น พร้อมๆกับอานุภาพที่รุนแรงและแม่นยำของปืนขนาด 75 มม. Marder II จึงมิใช่ผู้ก่อกเนิดรถปืนใหญ่อัตตาจรที่เคลื่อนที่ด้วยตัวเองเท่านั้น แต่มันยังเป็นจุดกำเนิดของรถถังล่ารถถัง หรือที่เรียกว่า Panzerjager ในภาษาเยอรมัน - tank hunter ในภาษาอังกฤษ อีกด้วย
Marder II เข้าสูสายการผลิตและถูกส่งออกแนวหน้าถึง 575 คัน สร้างชื่อเสียงให้กับตัวมันเองอย่างมาก แนวความคิดในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Marder II จึงเกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนปืนใหญ่ขนาด 75 มม. มาเป็น 105 มม. ในปี 1943 สายการผลิตของ Marder II จึงยุติลงและหันไปติดตั้งปืนใหญ่สนามเฮาวิทเซอร์ขนาด 105 มม.แทน พร้อมๆกับชื่อของ Marder II ก็เปลี่ยนไปเป็น Wespe หลังคาป้อมปืนเปิดกว้าง แต่ก็มีเกราะเพียงพอที่จะป้องกันพลประจำรถ รวมทั้งมีพื้นที่ที่จะบรรทุกกระสุนขนาด 105 มม. ได้ 32 นัด พร้อมปืนกลประจำรถ Wespe จำนวน 675 คันถูกผลิตออกมาก่อนที่สายการผลิตจะยุติลงในปี 1943 หือในปีที่เริ่มผลิตนั่นเอง เพื่อหันไปผลิตรถถังต่อสู้รถถังรุ่นใหม่ๅ ที่มีเกราะหนากว่าอย่าง Jadgpanther และ Jadgtiger อย่างไรก็ตาม Wespe ก็ยังคงรับใช้กองทัพนาซีในการเป็นปืนใหญ่สนับสนุนทหารราบ และหน่วยรรถังในแนวหน้า จนสิ้นสุดสงคราม
ฮัมเมล (Hummel)
ฮัมเมล หรืออีกชื่อหนึ่งว่า บัมเบิล บี (Bumble Bee) เป็นรถถังที่ใช้ฐานของรถถังรุ่น Panzer III หรือ Panzer IV มาติดตั้งปืนใหญ่เฮาวิตเซอร์ (Howitzer) ขนาดความกว้างปากลำกล้อง 155 มม. แนวความคิดของฮัมเมลเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1942 เมื่อเริ่มเข้าสู่สายการผลิต ฮัมเบิลกว่า 500 คันก็ออกสู่แนวหน้า ในขณะเดียวกัน แนวความคิดที่จะผลิตรถถังล่ารถถัง หรือรถถังทำลายรถถังรุ่นใหม่ (tank destroyer - tank hunter) ก็ยังไม่คืบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ Jagdpanzer IV ที่ใช้รถถัง Panzer IV มาติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 88 มม.อันลือชื่อ ที่ยังไม่ออกสู่สมรภูมิ เพื่อการสกัดกั้นกระแสกองทัพรถถังรัสเซียที่ไหลบ่า มาจากทางตะวันออกอย่างที่ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ ทำให้ฮัมเมลเป็นความต้องการที่จำเป็นที่จะใช้ขัดตาทัพรถถังล่ารถถังไปก่อน
ฮัมเมลมีลักษณะที่เปิดกว้าง ระบบฐานล่างของ Panzer IV ที่นำมาดัดแปลงจำเป็นต้องเคลื่อนเอาเครื่องยนต์ที่อยู่ตอนท้าย ให้ขึ้นมาอยู่บริเวณกลางรถ เพื่อความสะดวกของพลประจำรถ และเพื่อเป็นที่เก็บกระสุนสำรอง อย่างไรก็ตาม ฮัมเมลก็ยังมีเนื้อที่ไม่เพียงที่จะเก็บกระสุนขนาด 155 มม.อันใหญ่โต มันสามารถบรรทุกกระสุนได้เพียง 18 นัด ซึ่งไม่เพียงพอในการรบที่ประชิดติดพัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรถบรรทุกกระสุนเคลื่อนที่ติดตามไปตลอดเวลา
ในขณะเมื่อรถเคลื่อนที่ มีเพียงพลขับและพลวิทยุเท่านั้นที่มีกำบัง พลประจำรถคนอื่นๆ จะไม่มีกำบัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝนตกลงมา พลประจำรถจะต้องใช้ผ้าใบคลุมป้องกันการเปียกจากน้ำฝน
ฮัมเมลออกสู่สมรภูมิครั้งแรก ในปี 1943 ในสมรภูมิ Kursk ซึ่งในขณะนั้น กองพลแพนเซอร์ทุกกองพล มีแผนที่จะบรรจุฮ้มเมลไว้หนึ่งกองพัน เพื่อทำหน้าที่เป็นปืนใหญ่สนับสนุนการรบของกองพล
StuG III
StuG III หรือ Sturmgeschutz เป็นรถถังที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้อำนาจการยิงสนับสนุนทหารราบ ในขณะที่ทหารราบรุกไปข้างหน้า รถถถังนี้ จะช่วยยิงทำลายป้อมค่าย หรือรังปืนกล ตลอดจนปืนใหญ่ของฝ่ายตรงข้าม เรียกว่า มันจะทำหน้าที่สนับสนุนทหารราบในการรุกไปพร้อมๆกัน StuG III ได้รับการเสนอความต้องการจากกองทัพบกเยอรมันในปี 1936 หรือก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองประมาณ 4 ปี มีการออกแบบให้ใช้ฐานล่างของรถถัง Panzer III (มีล้อกดสายพาน 6 ล้อ) รถถังรุ่นนี้ถูกนำเข้าใช้งานในปี 1940 หรือในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง บทบาทของรถถังรุ่นนี้เพิ่มมากขึ้น เมื่อสายการผลิตรถถังของเยอรมัน ประสบปัญหาความล่าช้า ทำให้ไม่สามารถผลิตรถถังได้ทันตามความต้องการ ประกอบกับเยอรมันต้องสูญเสียรถถังหลักในการรบเป็นจำนวนมาก สายการผลิตรถถังทั่วไปที่มีป้อมปืน ต้องใช้เวลาและมีความซับซ้อน ทำให้ผลิตได้ช้า จึงเกิดแนวความคิดที่จะผลิตรถถัง StuG III นี้เป็นรถถังทดแทน โดยใช้แนวความคิดการเป็นรถถังล่ารถถัง (tank hunter) ไม่ต้องมีป้อมปืน ทำให้ผลิตได้เร็วขึ้น ส่วนฐานล่างก็ทำโดยการนำเอารถถัง Panzer III ที่เริ่มล้าสมัยและติดปืนได้เพียงขนาด 50 มม. ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำลายรถถังข้าศึกที่มีเกราะหนาอย่าง T 34 ของรัสเซียได้ มาทำการถอดป้อมปืนออก และติดปืนใหญ่ขนาด 75 มม. แทน สิ่งที่ได้ตามมาก็คือ รูปร่างที่เตี้ย ทำให้ยากต่อการสังเกตุเห็น สามารถพรางตัวเองได้ดีในภูมิประเทศ
อย่างไรก็ตาม บทบาทของ StuG III ในการเป็นรถถังสนับสนุนทหารราบด้วยปืนใหญ่ขนาด 75 มม. ดูจะโดดเด่นมากกว่า การเป็นรถถังล่ารถถัง เพราะขนาดเกราะที่บาง การปรับปืนที่กระทำด้วยการเคลื่อนรถทั้งคัน ไม่ใช่การหมุนของป้อมปืน ทำให้ความคล่องตัวในการต่อสู้กับรถถังด้วยกันลดน้อยลงไป แต่ในช่วงหลังของสงคราม ในขณะที่เยอรมันตกเป็นฝ่ายตั้งรับ StuG III ก็ได้พิสูจน์ให้ศัตรูได้เห็นศักยภาพในการเป็นรถถังล่ารถถังเป็นอย่างดี เพราะสามารถซ่อนพรางได้ดี มีปืนใหญ่ที่สามารถหยุดยั้งข้าศึกได้อย่างรุนแรง และแม่นยำ โดยเฉพาะทหารสัมพันธมิตร ล้วนต่างต้องจดจำ StuG III ในฐานะผู้ล่ารถถังไปอีกนานเท่านาน นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปรุง StuG III ให้สามารถติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 มม. เพื่อเป็นปืนใหญ่อัตตาจร และเรียกชื่อใหม่ว่า STUG 42 รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนให้สามารถติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 155 มม. ในชื่อ StuG 33 ซึ่งรุ่นนี้ต้องทำการเปิดส่วนบนของรถถังออก และลดขนาดของเกราะลง จึงใช้ในภารกิจสนับสนุนทหารราบเท่านั้น
Jagdpanther
รถถัง Jagdpanther เป็นรถถังที่ทรงอานุภาพในการทำลายรถถังของข้าศึกเทียบเท่ากับรถถัง panther เลยทีเดียว และถ้า panther เป็นรถถังที่น่าเกรงขามแล้ว Jagdpanther ก็จะเป็นรถถังล่ารถถังที่น่าเกรงกลัวยิ่งกว่า เพราะมันมีความเร็วสูง มีสายพานที่กว้าง สามารถจะวิ่งไปได้ในที่ที่ขรุขระ ทุรกันดารและลาดชัน มีเกราะที่หนา ยากที่จะทำลาย รถถังรุ่นนี้ ใช้ฐานล่างของรถถัง panther ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ panther จะเห็นว่า ฃ่วงล่างนั้นเหมือนกันทุกอย่าง จากนั้นก็ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด 88 มม. ที่ลือชื่อในเรื่องความรุนแรงและแม่นยำ มันสามารถทำลายรถถังของข้าศึกในระยะกว่า 1000 เมตร หรือกว่า 1 กิโลเมตรได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในขณะนั้นระยะ 1000 เมตรนั้น เป็นระยะที่รถถังฝ่ายสัมพันธมิตร ตลอดจนป