โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน

เรื่องแนะนำ

Powered by
กระทงล่าสุดโดย: augrust


1 คะแนน
 
โดย augrust เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
long live the king
 
ปราสาทหินศิลปะเขมรในไทยบางส่วน
ลองดูเอาสำหรับคนที่คิดว่าปราสาทหินเป็นศิลปะของเขมร
มันเป็นของเรามานานมากแล้วๆขอมกับเขมรก็ต่างกันครับ
ไม่ได้เป็นกระทู้เกี๋ยวกับการเมือง แต่ลองดูถ้าบ้าจี้ยกปราสาทพระวิหารให้เขมรไป
อีก 10 ปี มันก็ได้ใจอ้างถึงปราสาทอีกหลายที่เลยนะครับ
คะแนน: 3 ชอบ, 2 ไม่ชอบ

tag: การเมือง ขายชาติ บทความ บทวิจารณ์ ประวัติศาสตร์ ปราสาทหิน พระปราง พระวิหาร ระหว่างประเทศ รูปถ่าย ศิลปะ ศิลปะขอม เขมร เลว โกง

ประเภท: การเมือง
6 บทวิจารณ์  |  1,128 คนอ่าน
 
คำสั่ง
Share เว็บฝรั่ง
Share เว็บไทย
Exteen
ภาพประกอบ

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
ปราสาทเมืองต่ำ ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง หมู่ 6 และ หมู่ 9 ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

ปราสาทเมืองต่ำเป็นประสาทอิฐ กำแพงแก้วและซุ้มประตูทำด้วย หินทราย ส่วนกำแพงด้านนอกทำด้วยศิลาแลง
เนินปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีสระน้ำล้อมรอบ ความเด่นของปราสาทเมืองต่ำ คือ มีการจำหลักส่วนต่าง ๆ
ด้วยลวดลายอันประณีตสวยงาม อยู่ใกล้กับโบราณสถานที่สำคัญหลายอย่าง เช่น สระน้ำขนาดใหญ่ที่คนขุดขึ้นในสมัยสร้างปราสาท
ซึ่งมีขนาดกว้างประมาณ 510 เมตร ยาวประมาณ 1090 เมตร ขอบสระกรุด้วยศิลาแลงสอบลงไปถึงพื้นดินเดิม
สระนี้มีน้ำขังอยู่ตลอดปี (บริษัทสุรามหาราช จำกัด 2540:229-231)

ที่เรียกชื่อว่า ปราสาทเมืองต่ำ เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่พื้นที่ราบ เมื่อเทียบกับปราสาทเขาพนมรุ้งซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา
ปราสาทเมืองต่ำ เป็นศาสนาสถาน ศิลปะขอมแบบบาปวน อายุประมาณ พ.ศ. 1551-1630 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 16-17
(กรมศิลปากร 2536:127-130) ลักษณะของปราสาทมีองค์ประกอบ ดังนี้

1. ปรางก่ออิฐ 5 องค์ เรียงเป็น 2 แถว แถวหน้า 3 องค์ แถวหลัง 2 องค์ ตั้งอยู่บนฐานชั้นเดียว
แผนผังของปรางค์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ตัวปรางค์ก่อด้วยอิฐขัดเรียบ

แถวหน้า

* ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงกลางเยื้องมาข้างหน้าเล็กน้อย ระหว่างปรางค์บริวารทั้งสองมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์บริวารอีก 4 องค์
ทับหลังเป็นหินทราย จำหลักภาพเทวะนั่งยกเข่าซ้ายอยู่บนแท่นเหนือเศียรเกียติมุข
ส่วนบนของทับหลังจำหลักภาพฤาษีนั่งประนมมือเป็นแถว จำนวน 7 ตน

* ปรางค์ด้านทิศเหนือ มีขนาด 4.40X4.40 เมตร มีประตูทางด้านทิศตะวันออก
ทับหลังหินทรายจำหลักภาพพระอิศวรทรงโคนนทิ พระหัตถ์ซ้ายอุ้มนางปราพตี
พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูลโคนนทีนี้ยืนอยู่บนแท่นเหนือเศียรเกียรติมุขซึ่งคายท่อนพวงมาลัย
ขอบบนสุดจำหลักภาพฤาษีนั่งรัดเข่าประนมมือ จำนวน 10 ตน

* ปรางค์ด้านทิศใต้ มีขนาด 4.40X4.40 เมตร มีประตูทางด้านทิศตะวันออก ทับหลังหินทราย
จำหลักภาพเทวะนั่งชันเข่าขวาอยู่เหนือเศียรเกียรติมุข ซึ่งคายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้งสองข้าง
ขอบบนของทับหลังจำหลักภาพฤาษีนั่งจำนวน 9 ตน

แถวหลัง

* ปรางค์ด้านทิศเหนือ มีขนาด 4X4 เมตร ประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออก
ทับหลังหินทรายจำหลักภาพพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ

* ปรางค์ด้านทิศใต้ มีขนาด 4X4 เมตร ประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออก
ทับหลังหินทรายจำหลักภาพพระอรุณนั่งชันเข่าในซุ้มเหนือแท่นซึ่งมีหงส์ 3 ตัว
ยืนแบกอยู่เหนือเศียรเกียรติมุขที่กำลังคายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้งสองด้าน

2. ระเบียงคดและซุ้มประตู ก่อด้วยอิฐ มีขนาด ประมาณ 38.60X38.60 เมตร มีซุ้มประตูทั้ง 4 ด้าน
ก่อด้วยหินทราย ระเบียงคดนี้ลักษณะเป็นห้องแบบระเบียงคดทั่วไป หลังคาเป็นหินทรายทำเป็นรูปประทุนเรือ
มีประตู 3 ด้านพื้นของซุ้มประตูยกสูงขึ้นจากพื้นลานโดยรอบ ประตูกลางซึ่งเป็นประตูหลักมีขนาดประมาณ 2.10X1.15 เมตร
ด้านข้างของซุ้มประตูทำเป็นช่องหน้าต่างทึบด้านละ 2 ช่อง ด้านนอกติดลูกกรงลูกมะหวด

ที่หน้าบันซุ้มประตูด้านทิศตะวันออกด้านนอกจำหลักภาพเทวะนั่งชันเข่า
อยู่เหนือเศียรเกียรติมุข เหนือขึ้นไปเป็นนาค 5 เศียรครอบ 2 ชั้น ทั้ง 2 ข้าง
ทับหลังหินทรายจำหลักภาพเกียรติมุขคายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้ง 2 ข้าง

เสากรอบประตูกลางจำหลักภาพสิงห์ยืนเท้าสะเอวจับพุ่มกนกและโคนเสาเป็นภาพฤาษีนั่งยอง ๆ ประนมมือ

ที่หน้าบันซุ้มประตูด้านทิศตะวันออกด้านในจำหลักภาพสิงห์ท่ามกลาง ลิง และช้าง ประดับด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษา
ทับหลังจำหลักภาพพระกฤษณะตอนปราบนาคกาลียะ


3. สระน้ำ ตั้งอยู่ที่ลานขนาด 10X10 เมตร รอบนอกระเบียบคดทั้ง 4 ด้าน สระน้ำทั้ง 4 สระนี้มีขนาดประมาณ 20X40 เมตร
กรุพื้นสระด้วยหินทรายซ้อนเป็นชั้น ๆ ปากผายก้นสอบ ที่มุมขอบสระทุกมุมทำเป็นตัวพญานาคชูคอ สองข้างบาทวิถี
ระหว่างซุ้มประตูระเบียงคดกับซุ้มประตูกำแพงทุกด้านมีบันไดลงสู่สระน้ำอยู่ทั้งสองข้างทาง
เหนือบันไดทำเป็นเสาซุ้มประตูทั้งสองข้างปัจจุบันล้มลงทั้งหมด

4. กำแพงแก้วและซุ้มประตู ตั้งอยู่รอบนอกห่างจากสระน้ำประมาณ 10 เมตร
กำแพงแก้วก่อด้วยศิลาแลงเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 140X114.50 เมตร บนสันกำแพงเซาะเป็นรางตื้น ๆ
สำหรับวางท่อหินสี่เหลี่ยมสี่ด้านทำเป็นซุ้มประตูจตุรมุข มีประตูด้านละ 3 ช่องมุงหลังคาด้วยหินทรายโค้งเป็นรูปประทุนเรือ
ทับหลังหินทรายเหนือประตูของซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก
จำหลักภาพพระกฤษณะปราบนาคกาลียะที่ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกมีร่องรอยแสดงว่ายังตกแต่งลวดลายไม่เสร็จ
ระหว่างประตูทั้ง 3 ช่อง เป็นหน้าต่างหลอกติดลูกกรงลูกมะหวดเลียบกำแพงศิลาแลง มีทางเท้าปูด้วยก้อนศิลาแลง
ขนาดกว้าง 1 เมตรรอบทุกด้าน

ทะเลเมืองต่ำ

ทะเลเมืองต่ำ หรือสระบารายที่บ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่ขุดขึ้นมาในสมัยที่สร้างปราสาท
อยู่ห่างจากตัวปราสาทเมืองต่ำไปทางทิศเหนือราว 200 เมตร สร้างขึ้นเพื่อการอุปโภค การชลประทานของชุมชน
มีขนาดกว้างประมาณ 510 เมตร ยาวประมาณ 1,090 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร ก่อขอบสระด้วยศิลาแลง 3 ชั้น
บนขอบสระด้านยาว คือ ด้านทิศเหนือและทิศใต้มีท่าน้ำเป็นชานกว้าง ขนาดกว้างประมาณ 6.90 เมตร ยาว 17 เมตร
ปูพื้นด้วยศิลาแลงลาดลงไปยังฝั่งน้ำ ซึ่งก่อบันไดท่าน้ำเป็นทางลงสระรวม 5 ขั้น ท่าน้ำทั้ง 2
ฟากนี้อยู่ในแนวตรงกันประมาณกึ่งกลางของขอบสระ (กรมศิลปากร 2540:70)

ความโดดเด่นของปราสาทเมืองต่ำ นอกจากจะได้ชมสถาปัตยกรรมและศิลปะที่สวยงามของโบราณสถานแห่งนี้แล้ว
ยังได้ชมหมู่บ้านที่ตั้งเรียงรายเป็นกลุ่มอยู่กับปราสาทนี้ด้วย ชาวบ้านอยู่ที่นี่มานานจนมีความรู้สึกว่าปราสาทคือส่วนหนึ่งของชุมชน
การดำเนินชีวิตของชาวบ้านโคกเมืองสัมพันธ์กับความงามของปราสาท กลายเป็นความสงบร่มเย็นน่าสนใจไม่น้อย

การเดินทางไปปราสาทเมืองต่ำ ไปได้หลายทาง ส่วนใหญ่ใช้เส้นทางบุรีรัมย์-นางรอง-พนมรุ้ง
เข้าไปปราสาทเมืองต่ำระยะทางแยกเข้าไปประมาณ 83 กิโลเมตร หรือจะไปเส้นทางบุรีรัมย์-ประโคนชัย
เข้าประสาทเมืองต่ำ ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งคือ สายประโคนชัย-บ้านกรวด
ซึ่งเป็นเส้นแยกสายตะโก-พนมรุ้ง-ละหานทรายก็ได

บางรายแห่งนี้น่าจะมีทางรับน้ำด้านทิศตะวันตกจากเขาปลายนัด (ไปรนัด) และเขาพนมรุ้ง
ตรงบริเวณที่เรียกว่า สะพานขอม และระบายน้ำออกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้
เรื่องแนะนำ:



 
บทวิจารณ์
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย play3 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
ไอเงี้ยนกะไอ้มืด เมื่อวานกูล็อคเอ้าท์ออกไปแล้วเห็นมึงเข้ามากูก็ตามมาคุยยังไม่หายมันส์มึงก็เผ่นกันทั้งคู่แปลว่าอะไรถ้าไม่ใช่มึงปอดแหกกันวะ เฮอๆ
มาดูซะนะ...WeAreKiller และอีกเพียบ แล้วบอกก่อน เวลามาแก้ตัวให้ ป๋าคุณนะ เอาข้อมูลติดมือมาบ้าง อย่ามาแต่ตัวกับหัวสมองอันกลวงโบ๋.....เซ้งว่ะ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย augrust เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
long live the king

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี ปราสาทเมืองสิงห์เป็นเมืองโบราณที่เกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของอารยธรรมขอม อยู่สุดชายแดนทางด้านตะวันตกของไทย มีกำแพงเมืองขนาด 800x900ม. เนื้อที่ 641 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ในเมืองมีสระน้ำหกสระและโบราณสถานสำคัญสี่แหง ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทิศเหนือ ตะวันออก และตะวันตกของเมืองล้อมรอบด้วยคูน้ำ คันดินเจ็ดชั้น แต่ละชั้นห่างกันไม่มากนัก บางส่วนยังมีร่องรอยเหลือให้เห็นได้ชัดเจน ประวัติ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเมืองสิงห์และโบราณสถานภายในเมืองสร้างขึ้นเมื่อใด จากโบราณสถานที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นศิลปกรรมแบบขอมสมัยบายน (มีอายุในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 18 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) ผสมผสานกับศิลปะทวารวดีโดยฝีมือช่างพื้นเมืองซึ่งหยาบกว่าฝีมือช่างขอมที่ปราสาทบายน นครธม มาก ทำให้สันนิษฐานว่า ปราสาทเมืองสิงห์มีอายุ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งพุทธศาสนานิกายมหายานจากกัมพูชา แพร่หลายเข้าสู่ดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนหน้าพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรขุดแต่งบูรณะตั้งแต่ พ.ศ. 2517-2529 และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2530 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี สิ่งที่น่าสนใจ ปราสาทเมืองสิงห์(โบราณสถานหมายเลข 1)สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นิกายมหายาน ปราสาทตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมือง มีทางเดินรูปกากบาทเชื่อมระหว่างประตูเมืองด้านทิศตะวันออกกับซุ้มประ*้านหน้า แต่ก่อสร้างเยื้องกันเล็กน้อย ไม่ตรงพอดีเหมือนที่อื่น ตัวปราสาทก่อด้วยศิลาแลง ฉาบปูน ประดับลวดลายปูนปั้น มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ศิลาแลงที่ใช้ก่อสร้างได้มาจากเมืองครุฑ ซึ่งเป็นแหล่งตัดหินริมแม่น้ำแควน้อย *งจากเมืองสิงห์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กม. ด้านหน้าปราสาทมีลานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ที่มุมทั้งสี่ของลานแอ่งตื้นๆ ขนาดเล็ก รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รอบแอ่งเป็นหลุมสี่เหลี่ยมตื้นๆ ขนาดเท่าก้อนศิลาแลงเรียงกันอยู่เป็นคู่ สันนิษฐานว่า ใช้สำหรับวัดระยะในการสร้างโบราณสถานแห่งนี้ ปราสาทเมืองสิงห์มีส่วนประกอบดังนี้ ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงกลางฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขยื่นออกไปรับกับมุขของโคปุระ(ซุ้มประตู) ทั้งสี่ทิศ หน้าปรางค์ด้านตะวันออก สันนิษฐานว่าทำเป็นระเบียงเครื่องไม้รูปกากบาท มุงหลังคาด้วยกระเบื้องกาบกล้วย แต่ปัจจุบันเหลือเพียงฐานอาคาร เนื่องจากปรางค์ส่วนยอดพังทลายลงมาหมดแล้ว พบเพียงกลีบบัวส่วนยอดสลักด้วยหินทราย ตกอยู่ใกล้โคปุระทางทิศตะวันตก ภายในปรางค์ ค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปางเปล่งรัศมี พระนางปรัชญาปารมิตา พระพุทธรูปนาคปรกหินทราย ซึ่งเป็นรูปเคารพในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้นำรูปจำลองของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมาประดิษฐานไว้ ส่วนองค์จริงนำไปประดิษฐานที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โคปุระ (ซุ้มประตู) และระเบียงคด อยู่ล้อมรอบปรางค์ประธานทั้งสี่ทิศ ด้านทิศเหนือและทิศใต้พังทลาย เหลือเพียงเรือนธาตุ ด้านทิศตะวันตกที่สมบูรณ์ มากที่สุด ปัจจุบันดิษฐานรูปจำลองของพระนางปรัชญาปารมิตา โคปุระทุกด้านมีระเบียงทางเดินเชื่อมต่อกัน มีผนังสองด้าน หลังคาเป็นศิลาแลงเรียงซ้อนเหลี่ยมเป็นเส้นโค้ง มีบราลีดินเผาประดับอยู่บนสันหลังคาเพื่อป้องกันไม่ให้นกมาเกาะสันหลังคา ระเบียบด้านที่สมบูรณ์ที่สุดคือด้านที่เชื่อมระหว่างโคปุระด้านทิศเหนือซึ่งมีภาพสลักนูนต่ำรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร บรรณาลัย สร้างขึ้นเพื่อเก็บคัมภีร์ทางศาสนา อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ประตูทางเข้าอยู่ด้านตะวันตก ผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้มีช่องหน้าต่างเล็กๆ ตำแหน่งการสร้างเช่นนี้พบในศาสนสถานอีกหลายแห่งที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมนที่ 7 กำแพงแก้ว เป็นกำแพงล้อมรอบตัวปราสาท ส่วนใหญ่พังทลายเกือบหมด มีลักษณะเป็นกำแพงศิลาแลงสูง มีศิลาแลงคล้ายใบเสมาวางเรียงกันอยู่บนสันแนวกำแพง โบราณสถานหมายเลข 2 อยู่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทเมืองสิงห์ สร้างด้วยศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้น ลักษณะพื้นเมืองคล้ายศิลปะทวารวดี ประกอบด้วยปรางค์ประธานตั้งอยู่ตรงกลาง มีโคปุระสี่ด้านเชื่อมกันด้วยระเบียงคด โคปุระตะวันออกอยู่*งจากปรางค์ประธานมากกว่าด้านอื่นๆ แต่ระเบียงคดด้านตะวันออกมีเพียงฐาน ไม่มีผนังและหลังคาคลุมตามแบบแผนที่ควรเป็น เมื่อทำระเบียงคดระหว่างโคปุระด้านทิศเหนือกับทิศใต้แล้ว ทำให้ดูเหมือนเป็นปรางค์สามองค์เรียงกัน โบราณสถานหมายเลข 3 ตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วด้านตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทเมืองสิงห์ มีสภาพชำรุดมาก ไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างประเภทใด ร่องรอยเหลือเฉพาะแนวฐานของโบราณขนาดเล็ก ภายในกลวง ฐานชั้นล่างเป็นฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อด้วยศิลาแลง ถัดขึ้นมาเป็นฐานปัทม์ ก่อด้วยอิฐ ชั้นบนสุดก่อนด้วยศิลาแลง โบราณสถานหมายเลข 4 อยู่ใกล้กับโบราณสถานหมายเลข 3 มีสภาพชำรุดมากเช่นกัน ตัวอาคารก่อศิลาแลงเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นระยะสี่ห้อง พื้นบางส่วนปูศิลาแลง มีกรวดแม่น้ำและทรายอัดแน่น อาคารจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ จัดแสดงภาพถ่ายและเรื่องราวในการบูรณะอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ รวมทั้งจัดแสดงโบราณวัตถุหลายชื้นที่หักพังและค้นพบในช่วงบูรณะ เช่นลวดลาย ปูนปั้น เศษกระเบื้อง บราลี กลีบขนุน ภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนพระพักตร์ของพระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่ รูปจำลองพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระนางปรัชญาปารมิตา และพระพุทธรูปนาคปรกหินทรายอีกหลายองค์(องค์จริงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) เทวรูปส่วนใหญ่เป็นศิลปะขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นำมาจากกัมพูชา ส่วนพระพุทธรูปส่วนใหญ่เป็นศิลปะลพบุรีฝีมือช่างพื้นเมือง หลุมขุดค้นทางโบราณคดี อยู่ริมแม่น้ำแควน้อยนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้ ในหลุมขุดค้นพบโครงกระดูกสี่โครง และเครื่องมือเครื่องใช้ ทั้งภาชนะสำริด ดินเผา เครื่องมือเหล็ก สร้อยคอทำด้วยลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว รวมทั้งพบแกลบข้าวติดอยู่ที่ขวานสำริดข้างศพด้วย นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นที่ฝังศพของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในราว 2,000 ปีก่อน ซึ่งแสดงว่ามีการตั้งชุมชนกระจายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยนานมาแล้ว และมีพิธิกรรมการฝังศพที่แยกตามฐานะอย่างชัดเจน ปัจจุบันมีการจัดแสดงโครงกระดูกที่สภาพสมบูรณ์เอาไว้ในหลุมขุดค้นสองโครง ส่วนที่เหลือนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร การเดินทาง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ที่บ้านปากกิเลน หมู่1 ต.วังสิงห์ อ.ไทรโยค อยู่*งจาก อ.เมืองกาญจนบุรีประมาณ 43 กม. รถยนต์ส่วนตัว มาตามทางหลวงหมายเลข 323(กาญจนบุรี-ทองผาภูมิ) ประมาณ 17 กม จะมีทางแยกซ้ายมือ มีป้ายบอกทางชัดเจน จากนั้นมาตามทางหลวงหมายเลข 3455 อีกประมาณ 9 กม เมื่อถึงสามแยก ให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 200ม. จะถึงปากทางเข้า รถโดยสารประจำทาง ขึ้นรถกาญจนบุรี-สังขละบุรี หรือกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ มาลงที่แยกปากกิเลน แล้วนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างเข้าไป ส่วนขากลับต้องนัดหมายให้รถมารับ รถไฟ ขึ้นรถไฟสายธนบุรี-น้ำตก มาลงที่สถานีท่ากิเลน แล้วนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย augrust เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
long live the king

ปราสาทวัดสระกำแพงใหญ่ ตั้งอยู่ที่บ้านกำแพงใหญ่ ตำบลสระกำแพงใหญ่ ริมทางหลวงหมายเลข ๒๒๖ ห่างจากจังหวัด ๒๖ กิโลเมตร ห่างจากตัวอำเภอ ๒ กิโลเมตร เป็นปราสาทขอมที่มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดของจังหวัด ลักษณะเป็นปรางค์ ๓ องค์บนฐานเดียวกัน เรียงกันในแนวทิศเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง ก่อด้วยหินทราย มีอิฐแซมบางส่วน มีทับหลังจำหลักภาพพระอินทร์ทรงช้าง บนแท่นเหนือหน้ากาล ส่วนปรางค์อีก ๒ องค์ เป็นปรางค์อิฐ มีส่วนประกอบตกแต่งที่เป็นหินทราย เช่น ทับหลัง กรอบหน้าบันและกรอบเสาประตู ด้านหลังปรางค์องค์ทิศใต้มีปรางค์ก่ออิฐอีก ๑ องค์ ด้านหน้ามีวิหารก่ออิฐ ๒ หลัง ล้อมรอบด้วยระเบียงคตก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย มีโคปุระหรือประตูซุ้มทั้ง ๔ ทิศ ส่วนวิหารที่ก่อด้วยอิฐซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือมีทับหลัง สลักภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่เหนือพระยาอนันตนาคราช ท่ามกลางเกษียรสมุทร และที่วิหารก่ออิฐ ทางด้านทิศใต้มีทับหลังรูปพระอิศวรกับพระอุมาประทับนั่งเหนือนนทิ ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้อยู่ในความดูแลของกองโบราณคดี กรมศิลปากร และได้มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่นทับหลังจำหลักภาพศิวะนาฏราช, พระกฤษณะยกเขาโควรรธนะและยังพบพระพุทธรูปนาคปรก, พระพุทธรูปปางสมาธิ, พระพิมพ์ดินเผา ฯลฯ จากหลักฐานลวดลายที่ปรากฏบนหน้าบัน ทับหลัง และโบราณวัตถุต่างๆ โดยเฉพาะจารึกที่หลืบประตูปราสาทสระกำแพงใหญ่ สรุปได้ว่าปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ตรงกับศิลปะขอมแบบบาปวน เพื่อเป็นเทวาลัยถวายแด่พระศิวะ และเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นวัดในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย augrust เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
long live the king

หยา play3 ตามมาเร็วจังยังลงไม่หมดเลยนะเนี่ย ผมจะแบ่งลงกระทู้ละ 3 ปรสาทนะครับ ไม่งั้นมันเยอะไป
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย bigfish2 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
Take care
เช้าดูเล่าข่าว...บ่ายอ่านหนังสือพิมพ์...กลางคืนตามข้อมูลคุณอีก...เหนื่อยไม่เบา แล้วคุณก็ขยันจริงๆ พักผ่อนบ้างครับ..ไปฟังเพลง i want it that a way ที่กระทงของผมบ้าง เพราะนะ....
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย augrust เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
long live the king
จริงๆนี่ผมชอบดูหนังเรื่อง BigFish มากกว่านะ 555
คุณต้อง ล็อกอิน จึงจะวิจารณ์กระทงได้