|
คำสั่ง
ภาพประกอบ
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
"ความถูกต้องของตัวเอง"
ป้ายสีอ้างคนไม่หวังดีนำเขาพระวิหารไปเป็นประเด็นการเมืองทั้งในและนอกสภา ขู่ชำแหละคำพิพากษาศาล รธน.
ขณะที่ "ทักษิณ" ปิดปากไม่พูดถึง ฝ่ายค้านชิงยื่นถอดถอนบี้ตัดสิทธิ์การเมือง-ฟันอาญา ส.ว.ซ้ำอีกดอก 14 ก.ค.
นายกฯ แบ๊ะๆ ให้รอดูพ่นออกทีวีประสาหมัก "ชลิต" ขึงขัง ครม.รับผิดชอบทั้งคณะ ยกวัวบ้าเกาหลีกระตุกต่อมสำนึก
จับตา "สีหนุ" รุกฮุบทางขึ้นปราสาท
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางกลับจากการไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก
ที่รัฐควิเบก ประเทศแคนาดา ถึงประเทศไทยแล้วเมื่อเวลา 06.05 น. เช้าวันพฤหัสบดี โดยเที่ยวบิน TG 911
จากประเทศอังกฤษ โดยมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับสหภาพท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.)
ไปประท้วงบริเวณทางออก VIP ของสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมตะโกนเสียงดังว่า "นพดลขายชาติ"
แต่รัฐมนตรีรายนี้กลับหลบผู้ชุมนุมและกองทัพผู้สื่อข่าวไปใช้ช่องทางพิเศษที่ชั้น 4 ของท่าอากาศยานแทน
โดยมีรถมารับออกจากสนามบินไปทันที และมีข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ 3 คนเข็นกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 4
ใบของนายนพดลออกมาทีหลัง ขนขึ้นรถตู้หมายเลขทะเบียน ฮข 374 เดินทางตามไปทีหลัง
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นมีข่าวสะพัดว่านายนพดลสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศจัดเตรียมสถานที่บริเวณโถงห้องวิเทศสโมสร
แถลงข่าวในเวลา 14.00 น. และเมื่อถึงเวลานายนพดลได้เปิดแถลงข่าวตรงตามเวลาที่นัดหมายในทันที
นายนพดลกล่าวว่า ขอแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศ เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ของทุกภาคส่วน
เพื่อให้ประเทศไทยที่เป็นที่รักของเราได้เดินหน้าต่อไป ยืนยันว่าไม่ได้ขายชาติ และมีความรักชาติเท่ากับคนไทยทุกคน
"บ้านเมืองของเรามีความสำคัญกว่าตำแหน่งทางการเมืองของผม และแม้ว่า
ผมขอย้ำนะครับ และแม้ว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิดก็ตาม
แต่ผมขอแสดงสปิริตและความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ (สะอึก) ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไป"
รมว.การต่างประเทศยืนยันว่า ตนดำเนินการเรื่องเขาพระวิหารอย่างถูกต้อง แต่สิ่งที่น่าเสียดายและน่าเสียใจก็คือ
มีการนำประเด็นนี้มาปลุกเร้ากระแสชาตินิยมจนเกินสมควร
และทำเป็นประเด็นเพื่อหวังผลทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและความถูกต้อง
"ผมอยากจะเห็นคนไทยรักกัน และผมอยากจะเห็นคนไทยรักเพื่อนบ้าน
เพราะความมั่งคั่งมั่นคงของเพื่อนบ้านคือความมั่งคั่งมั่นคงของไทย
ประเทศไทยยิ่งใหญ่พอที่จะสามารถชื่นชมความสำเร็จของประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วยความเต็มใจ"
นายนพดลยังอ้างว่า การประชุมครั้งที่ 32 ที่แคนาดา วันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา
แม้เราจะคัดค้านและเจรจาอย่างหนักของกระทรวงการต่างประเทศ และคณะกรรมการมรดกโลกของไทย
คือนายปองพล อดิเรกสาร กัมพูชาก็สามารถขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารได้
เพราะคุณสมบัติของตัวปราสาทของกัมพูชาเอง ไม่ใช่เพราะการสนับสนุนของไทย หรือไม่ใช่เพราะคำแถลงการณ์ร่วมฯ
นายนพดลบอกว่า เคารพในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ แต่คำวินิจฉัยนี้เป็นคำวินิจฉัยที่จะเป็นกรณีศึกษาที่นักนิติศาสตร์
นักกฎหมาย และผู้สนใจจะสนใจใช้ศึกษาและพิจารณาต่อไปอย่างกว้างขวาง
แต่กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการตามความเห็นของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย
และข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศมาโดยตลอด และไม่มีใครจงใจกระทำการผิดกฎหมาย
อ้างคนไม่หวังดีทั้งในและนอกสภา
"กลุ่มบุคคลไม่หวังดีนำเรื่องปราสาทพระวิหารมาเป็นประเด็นการเมืองทั้งในสภาและนอกสภา
ซึ่งส่งผลกระทบต่อครอบครัวผม เนื่องจากมีผู้ไม่หวังดีใช้เป็นเหตุรังแกระรานพี่สาวของผมที่จังหวัดนครราชสีมา
ทั้งที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่มีทางสู้ จนชาวบ้านต้องออกมาช่วย
มีการนำประเด็นนี้มาปลุกเร้าความเกลียดชังและแตกแยกของคนในชาติระหว่างไทยและกัมพูชา ผมมั่นใจครับ
เมื่อควันและฝุ่นจางลงความจริงจะปรากฏขึ้นชัดเจนเมื่อเหตุผลเข้ามาแทนที่อารมณ์"
เขาได้แสดงความขอบคุณนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อนข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ
ทหารในกรมแผนที่ทหาร พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในความเป็นมืออาชีพและความกล้าหาญที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง
แม้ในวันที่พายุทางอารมณ์พัดรุนแรงและกระแสการเมืองที่เชี่ยวกราด ขอให้พวกท่านเป็นหลักให้บ้านเมืองต่อไป
"ผมขอขอบคุณพี่น้อง เพื่อน ประชาชน ที่แสดงความเห็นใจผมในยามที่มรสุมทางการเมืองพัดกระหน่ำ
มีบุคคลมากมายที่รักและให้กำลังใจผม
กราบขอบพระคุณเพื่อนสื่อมวลชนและคอลัมนิสต์ทั้งหลายคนที่เขียนด้วยปัญญาและปราศจากอคติ
ผมซาบซึ้งในความเป็นมนุษย์ของท่านที่ได้ให้แสงสว่างในคืนที่มืดมิด"
สำหรับอนาคตนั้นนายนพดลบอกว่า คงจะไปเขียนหนังสือไปทำดิกชันนารีกฎหมายไปสอนหนังสือ
ก็ไปพัฒนาผลิตนักกฎหมายที่มีคุณภาพให้เพิ่มมากขึ้น
ส่วนการยื่นถอดถอนโดยพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายนพดลกล่าวว่า เป็นไปตามกระบวนการ
ก็พร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ การลาออกครั้งนี้เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง และบอกนายกฯ แล้วว่าจะลาออก
เป็นการแสดงสปิริตของตน
การแถลงข่าวครั้งนี้ นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ซึ่งมีบทบาทสูงคู่กับนายนพดล
ไม่พยายามทำตัวไกล้ชิดกับนายนพดล ยืนฟังการแถลงข่าวอยู่ห่างๆ โดยนายนพดลแถลงข่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
บางช่วงมีน้ำตาคลอเบ้า
ระหว่างแถลงข่าวพบว่าเมื่อนายนพดลระบุอย่างชัดเจนว่าตนตัดสินใจลาออก ข้าราชการหลายคนถอนหายใจ
แล้วเดินออกจากที่แถลงข่าวในทันทีโดยไม่รอฟังให้นายนพดลพูดจบ
ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมแสดงความยินดีกับ
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ "อุ๊งอิ๊ง" บุตรสาว ในโอกาสที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร
หลังจากสำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่หอประชุมใหญ่ จุฬาฯ โดยได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า
ไม่ทราบเรื่องที่นายนพดลลาออก
ทั้งนี้ ก่อนที่นายนพดลจะประกาศลาออกนั้น อีกด้านหนึ่งที่รัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์
นำโดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)
ยื่นหนังสือต่อนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เพื่อขอให้ถอดถอนนายนพดลออกจากตำแหน่ง
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 พร้อมจำนวนรายชื่อ ส.ส. 1 ใน 4 ตามรัฐธรรมนูญ โดยนายนิคมกล่าวว่า
ขอเวลาตรวจสอบรายชื่อตามมาตรา 117 ก่อน และจะส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อโดยเร็ว
นายสาทิตย์ให้สัมภาษณ์หลังการยื่นหนังสือว่า
ในคำร้องจะยืนยันได้อย่างชัดเจนว่านายนพดลมีเจตนาที่จะจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 190
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่าคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190
3 ข้อถอดถอน
นายสาทิตย์กล่าวต่อว่า การถอดถอนครั้งนี้ฝ่ายค้านระบุเหตุผลหลัก 3 ข้อ คือ
1.รมว.การต่างประเทศมีเจตนาพิเศษที่เร่งรัด ฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ให้แถลงการณ์ร่วมฯ มีผลโดยเร็ว
ซึ่งเราเชื่อว่าเอกสารหลักฐานทั้งหลายยืนยันว่าการเจรจาในเรื่องนี้เริ่มต้นที่เกาะกง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2551
ที่ รมว.การต่างประเทศเดินไปทางกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.ศึกษาธิการ น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ
และในวันนั้นมีข้อครหาเบื้องต้นแล้วว่า เป็นการแลกกันกับผลประโยชยน์
ซึ่งเจตนาพิเศษนี้นำมาซึ่งการไปเจรจากับคณะที่ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 22-23 พฤษภาคม และที่ผิดปกติมากคือ
หลังจากการเจรจาไปแล้วมีการลงมติ ครม.เห็นชอบย้อนหลังไปผูกพัน วันที่ 22-23 พฤษภาคมด้วย
ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง เพราะหลักฐานปรากฏในตอนหลังว่า ในวันที่ 22-23 พฤษภาคมนั้น
รมว.การต่างประเทศยังไปลงนามกำกับในร่างของคำแถลงการร่วมฯ ดังกล่าวด้วย
2.มีคนท้วงติงกรณีแถลงการณ์ร่วมฯ อาจจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพราะก่อนหน้าที่
ครม.จะมีมติในวันที่ 17 มิถุนายน แต่ รมว.การต่างประเทศยังยืนยันที่จะดำเนินการแสดงว่ามีเจตนาที่จะฝ่าฝืน
รัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง
3.รมว.การต่างประเทศคนนี้เป็นนักกฎหมาย จบนิติศาสตร์ จบเนติบัณฑิต
สมควรที่จะรู้รัฐธรรมนูญและข้อกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของนายนพดล
หลายครั้งที่นายนพดลได้พูดชัดถึงอนุสัญญากรุงเวียนนาซึ่งเป็นเรื่องของสนธิสัญญา
และได้พูดถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 190 แต่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริงในการชี้แจง เพื่อที่จะให้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชามีผล
นายสาทิตย์กล่าวว่า ทั้งหมดจึงชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของ รมว.การต่างประเทศ จงใจฝ่าฝืน
ซึ่งเป็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องใช้คำว่าผิดอย่างร้ายแรง ซึ่งผลกระทบที่จะตามมาทีหลังคือ
กรณีที่ประเทศไทยจะเสี่ยงต่อการเสียดินแดน อย่างที่ทุกคนเป็นห่วงอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม
การยื่นถอดถอนนายนพดลครั้งนี้เป็นเพียงขั้นต้นเท่านั้น เพราะขั้นตอนต่อไปจะต้องดูว่ามีรัฐมนตรีคนใดที่เข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง
เขาบอกว่า สิ่งที่พรรคดูอยู่คือความเกี่ยวพันกับนายกรัฐมนตรี
ดังนั้นคำร้องถอดถอนที่น่าจะดำเนินการต่อไปก็จะเกี่ยวข้องกับนายกฯ ที่หนีไม่พ้นที่จะต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้น
และข้อหาก็คงจะเหมือนกัน คือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
"เรื่องถอดถอนนี้พวกเราจำเป็นต้องทำ คงไม่ใช่เป็นเรื่องการล้มรัฐบาลหรืออย่างไร
แต่เป็นการทำหน้าที่ในการปกปักรักษาแผ่นดินเกิด และถือว่าเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน"
ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการดำเนินคดีอาญาเอาผิดกับนายนพดลนั้น
ทีมกฎหมายของพรรคกำลังดำเนินการอยู่ และทาง ส.ว.ก็จะยื่นดำเนินคดีอาญา ตามมาตรา 275 อยู่แล้ว ซึ่งเราก็ต้องทำทุกทาง
ทั้งนี้ การถอดถอนนายนพดล ถึงแม้ว่านายนพดลจะลาออกก็ไม่มีผล เพราะถือว่าการถอดถอนมีผลแล้ว
และ ป.ป.ช.ก็ต้องไปดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
นายสาทิตย์กล่าวว่า พรรคไม่ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ที่ได้ขอเอกสารนำของกระทรวงการต่างประเทศ และมติ ครม.เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม, 17 มิถุนายน และ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา
ที่เกี่ยวข้องกับการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ ซึ่งหากมีความล่าช้า ทางพรรคมีความกังวลว่าอาจจะส่งผลต่อรูปคดีได้
เพราะอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเอกสารได้
เขาบอกว่าเอกสารที่ทาง สลค.มอบให้เพียงรายชื่อผู้ที่ไม่เข้าร่วมประชุม ครม.เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมาเท่านั้น
คือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง, นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกฯ,
พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน, นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย และนายวุฒิพงศ์ ฉายแสง
รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
"มาร์ค" ยำลาออกก็ไม่รอด
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า
แม้นายนพดลจะลาออกแล้วก็ตาม ก็ไม่มีผลกระทบต่อการยื่นถอดถอนนายนพดล
เพราะฝ่ายค้านได้ดำเนินการเรื่องนี้ในขณะที่นายนพดลอยู่ในตำแหน่ง ดังนั้นกระบวนการคงต้องดำเนินการต่อ
โดยประธานวุฒิสภาส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช.พิจารณา ซึ่งการยื่นถอดถอนจะแตกต่างจากการลาออก
"ในทางการเมืองหาก ป.ป.ช.วินิจฉัยว่ามีมูลแล้วส่งให้มีการถอดถอน ผลก็จะมีมากกว่าการพ้นตำแหน่งคือ
การห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอนาคตด้วย และหากมีการกระทำที่ผิดกฎหมาย
จะต้องดำเนินการตามกระบวนการของศาล แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของ ป.ป.ช."
ซักว่านอกจากการยื่นถอดถอนนายนพดลแล้ว คนต่อไปมีแนวโน้มจะเป็นนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่
นายอภิสิทธิ์ตอบว่า กำลังรวบรวมเอกสารทั้งหมดอยู่ว่าใครเกี่ยวข้องเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ซึ่งขณะนี้ได้มาระดับหนึ่งแล้ว
ส่วนการยื่นถอดถอนครั้งต่อไปจะยื่นเฉพาะนายกฯ หรือ ครม.ทั้งหมดก็ต้องดูตามข้อเท็จจริง ขณะนี้กำลังรอข้อมูลอยู่
เพราะเอกสารที่ได้มาจากเลขาฯ ครม.ยังค่อนข้างน้อย
เนื่องจากทางเลขาฯ ครม.อ้างว่ากระทรวงการต่างประเทศจัดเป็นชั้นความลับไว้ ดังนั้นต้องสอบถามไปยังกระทรวงการต่างประเทศ
และหากกระทรวงไม่ให้ข้อมูลทางพรรคอาจต้องใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ แต่อาจจะไม่จำเป็น
เพราะเมื่อนายนพดลยืนยันว่ากระทรวงไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ควรเปิดเผยทุกอย่างให้เกิดความโปร่งใส
ว่ามีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แนะให้นายสมัครปรับใหญ่ เพราะมีหลายคนที่มีเครื่องหมายคำถาม และ
ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นในการทำงานได้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ทั้งนโยบายหลายเรื่องที่ไม่เดินไปข้างหน้า"
นายอภิสิทธิ์กล่าว
ส่วนท่าทีของวุฒิสภานั้น นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา เปิดเผยว่า แม้ว่านายนพดลจะลาออก
แต่คดีทางอาญายังไม่จบ โดยในเวลา 12.00 น. วันที่ 11 กรกฎาคม กลุ่ม ส.ว. 77 คน
จะประชุมหาแนวทางดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตาม ตามรัฐธรรมนูญ ม.275 ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 119 และ 120 โดยใช้รายชื่อ 1 ใน 4 ของ ส.ว.ทั้งหมด ยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภาในวันที่ 14 กรกฎาคม
เพื่อส่งต่อ ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดำเนินการต่อไป
น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวว่า แม้นายนพดลจะลาออกก็ยังไม่เพียงพอ เพราะก่อนนายนพดลจะไป
จะต้องทำสิ่งสำคัญให้แก่ประเทศชาติ คือ 1.เพิกถอนแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา และ 2.ไม่ยอมรับแผนที่ของกัมพูชา
ซึ่งประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้ร่าง เนื่องจากกระบวนการที่นายนพดลไปตกลงไว้จะมีผลผูกพันไปถึงในอนาคต
ในกรณีหากไทยและกัมพูชาตกลงจะปักปันเขตแดนอย่างชัดเจน จะทำให้ไทยเสียดินแดนเพิ่มเติมโดยเฉพาะเกาะกูด
จ.ตราด และกาบเชิง จ.สุรินทร์ จะหายไปหมด เนื่องจากกัมพูชาจะอ้างว่านายนพดล
ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศได้ยอมรับแผ่นที่ของกัมพูชาแล้ว ประกอบกับในการประชุมที่ควิเบก เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม
นายนพดลยังได้ขอสงวนสิทธิ์เอาไว้ว่าการปักปันเขตแดนยังไม่สิ้นสุดด้วย
อดีตกษัตริย์ "สีหนุ" ฮึ่ม!
ขณะที่อดีตกษัตริย์นโรดมสีหนุของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ที่เขียนด้วยลายมือ
ตอบโต้คำวิพากษ์วิจารณ์ของไทยกรณียูเนสโกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
โดยตรัสว่าการที่นักวิจารณ์ไทยที่อ้างว่าบันไดทางขึ้นหลักสู่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในประเทศไทยไม่ใช่กัมพูชานั้น
ถือเป็นการไม่ยอมรับความจริงของประวัติศาสตร์
เจ้าสีหนุตรัสอีกว่า แทนที่สองประเทศจะได้ทุ่มเทเวลาพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
แต่นักวิจารณ์ไทยกลับพูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และแสดงความใจแคบอันนำมาซึ่งความเสียใจที่กัมพูชาไม่ควรต้องเผชิญ
ก่อนหน้านี้ นายฮอร์ นัมฮอง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา
ยืนยันว่าทั้งไทยและกัมพูชาไม่มีฝ่ายใดเสียดินแดนจากการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
พร้อมระบุว่าเป็นห่วงกระแสชาตินิยมในไทยที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ
ขณะที่มีเสียงเรียกร้องให้นายกฯ แสดงสปิริตด้วยนั้น นายสมัครซึ่งเดินทางไปตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศ
บอกเพียงว่า วันนี้ไม่ขอพูดการเมือง ไว้ไปฟังในรายการสนทนาประสาสมัคร วันนี้ขอคุยข้างเดียวไม่ตอบคำถาม
ขณะที่ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. กล่าวว่า รัฐบาลยังปกติ ไม่ถึงขั้นง่อนแง่น เพียงแต่มีพายุถาโถม
คงเป็นภาระนักการเมืองต้องแก้ไข
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองการเมืองขณะนี้อย่างไร ผบ.ทอ.ตอบว่า ค่อนข้างสับสน เพราะหลายเรื่องเกี่ยวพันกับกฎหมาย
คงต้องดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ สถานการณ์คลี่คลายหรือเพิ่มขึ้นไม่ทราบ แต่ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย
ซึ่งมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญ กฎหมายหลัก กฎหมายอื่นเป็นตัวประกอบ
กฎหมายออกมาอย่างไรต้องยอมรับตามกฎหมาย เพราะถ้าไม่ยอมรับคงอยู่ในประเทศไทยไม่ได้
ซักว่า ครม.ควรแสดงความรับผิดชอบต่อจากนายนพดลหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิตตอบว่า คิดว่าส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ
ต้องไปค้นหาว่ารัฐบาลเกี่ยวพันกับการที่อนุญาต รมว.การต่างประเทศดำเนินการเรื่องนี้หรือไม่
เป็นเรื่องของการอนุมัติและการมีมติหรือไม่ ซึ่งหากเป็นมติของคณะต้องเป็นเรื่องของทั้งคณะ
อย่างไรก็ตาม เรื่องการให้แสดงสปิริตนั้น ผบ.ทอ.ยอมรับว่าพูดยาก "ความรู้เรื่องการเมืองผมน้อย
แต่ผมดูทั่วไปในประเทศอื่น บางทีความรับผิดชอบในการนำเข้าเนื้อวัว และไม่เป็นที่พึงพอใจของประชาชน
เขาก็รับผิดชอบ หรือกรณีที่รัฐมนตรีของ ครม.ของท่าน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯ มีคนที่มีคดีที่ขัดรัฐธรรมนูญ
ก็เป็นภาวะของแต่ละท่านพิจารณา"
ถามว่าเป็นความรับผิดชอบส่วนตัวของรัฐมนมนตรีไม่เกี่ยวกับ ครม.ใช่หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิตตอบว่า
แต่ละบุคคลต้องมีสำนึกในจุดนั้น และเมื่อประกอบกันเป็นคณะต้องมีจิตสำนึกของคณะด้วย
แต่คิดว่าประเทศไทยยังไม่ถึงจุดนั้น
"คงเป็นบทเรียนต่อไป คิดว่าด้วยคุณธรรม จริยธรรม หรืออะไรแล้วแต่ ระเบียบแนวทางหรือคุณสมบัติของนักการเมืองที่ดี
ควรจะต้องทำอะไรบ้าง ไทยเรายังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาของนักการเมืองและประชาธิปไตย ต้องใช้เวลาอีกพอสมควร
กว่าที่จะทำให้เหมือนอเมริกาหรือยุโรป" พล.อ.อ.ชลิตกล่าว
เมื่อถามถึงนายทหารที่ออกไปร่วมชุมนุมเวทีพันธมิตรฯ นั้น พล.อ.อ.ชลิตกล่าวว่า
คิดว่าข้าราชการทหารทุกคนเป็นแกนสำคัญของประเทศแกนหนึ่ง การไปบังคับจิตใจบุคคล
ถือเป็นเรื่องของประชาธิปไตย ไปบังคับจิตใจใครไม่ได้ แต่ทุกคนถ้ามีความคิดเพื่อชาติเหมือนกัน
ส่วนการจะไปขึ้นเวทีเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ห้ามจะไปขึ้นเวทีสนามหลวงหรือมัฆวานฯ แต่อย่าทำให้กองทัพเสื่อมเสีย
"ระเบียบวินัยทหารไม่มีการพูดถึงห้ามทหารแต่งกายไปร่วมบนเวที
แต่พูดว่าไม่ควรจะกระทำในสิ่งที่เกิดความเสียหายกับข้าราชการทหาร เช่น แต่งเครื่องแบบไปอาบอบนวด
ต้องดูว่าสถานที่ไปเป็นที่คนติฉินหรือไม่ ต้องคำนึง เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาสั่งห้ามแล้วไปทำเป็นเรื่องผิดคำสั่ง" ผบ.ทอ.กล่าว
"อนุพงษ์" วัวพันหลัก
ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ถูกโจมตีอย่างหนักถึงท่าทีที่ไม่ชัดเจนในแทบทุกสถานการณ์
กล่าวว่า ตนทำหน้าที่ไม่มีวาระแอบแฝงหรือซ่อนเร้นใดๆ ทั้งสิ้น ที่มีการนำตนไปโจมตี
เอื้อเฟื้อ กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
|
หลังจากตกงานแล้ว............
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก