ภาพประกอบ
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
ทว่าการเจาะสำรวจและอ้างสิทธิในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะประเทศไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่ถึง 25,923 ตารางกิโลเมตร
และในพื้นที่เดียวกันนี้เองที่ต่างฝ่ายต่างให้สัมปทานสำรวจขุดเจาะทับซ้อนกันอยู่ด้วย
จากข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
ปรากฏประเทศไทยได้ให้สัมปทานสำรวจขุดเจาะและผลิตกับบริษัทเอกชนที่สนใจไปแล้วตั้งแต่ปี 2546
จนกระทั่งถึงปัจจุบันมี ผู้ได้รับสัมปทานไปแล้ว 4 กลุ่ม ได้แก่ บริษัท Thailand Bloc 5&6LLC
ในแปลงสัมปทานที่ 5-6, บริษัทบริติช แก๊ส เอเชีย อิงค์ ในแปลงสัมปทานที่ 7-8-9,
บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ในแปลงสัมปทานที่ 10-11-13 และพื้นที่ 12 (A) 12 (B)
และบริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในแปลงสัมปทาน G9/43 (พื้นที่ประกอบ)
แต่ทั้งหมดยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินการสำรวจและผลิตได้ เนื่องจากมีพื้นที่
เส้นแบ่งเขตที่ต่างล้ำเข้ามาในพื้นที่ของกันและกัน หรือที่เรียกว่า Over Lapping Area
ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้จนถึงวันนี้ ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง
กัมพูชาเองก็ได้ให้สัมปทานสำรวจขุดเจาะและผลิตเช่นเดียวกับประเทศไทย
โดยมีข้อสงสัยกันว่า บริษัทเชฟรอนฯจะเป็นผู้ได้รับสัมปทาน รายใหญ่ที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่า
เชฟรอนฯเป็นเพียงบริษัทเดียวที่ได้รับสัมปทานในพื้นที่ทับซ้อนทั้งจากรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา
ตอนนี้ในมุมมองของต่างชาติ
กัมพูชากลายเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุดที่มีการประเมินว่า
กัมพูชา จะเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน-ก๊าซรายใหญ่รายใหม่ของโลก
หลังจากที่เชฟรอน (Chevron Corporation) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาประกาศเมื่อปี 2548
ว่าได้ค้นพบบ่อน้ำมัน-ก๊าซขนาดใหญ่ ในพื้นที่ 2,427 ตารางกิโลเมตรทางใต้ของประเทศกัมพูชา
โดยรายงานว่าบ่อขุดเพื่อการสำรวจ 5 จุด พบน้ำมันถึง 4 จุด ในพื้นที่สัมปทานแปลงเอ
เนื้อที่ 6,278 ตารางกิโลเมตรของเชฟรอน จากเดิมที่เคยคาดว่าจะมีน้ำมันราว 400 ล้านบาเรล
แต่อาจจะมีมีน้ำมันสำรองมาก 2 เท่าถึง 700 ล้านบาเรล
รวมถึงก๊าซธรรมชาติอีกระหว่าง 3 ล้านล้าน ถึง 5 ล้านล้าน ลูกบาศก์เมตร
กระแสข่าวอย่างต่อเนื่อง
ถึงความเนื้อหอมใน 2 ทางคือ การเข้ามาสัมปทานโดยตรงคือ
มีบรรษัทน้ำมันข้ามชาติยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ในโลก มาเข้าคิวกันขอใบอนุญาตเพื่อขุดน้ำมันขึ้นมาใช้ยาวเหยียด
ปัจจุบันแปลงสัมปทานของรัฐบาลมี 5 แปลง ขณะนี้กำลังแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ระหว่างบริษัท Total SA ของฝรั่งเศส กับชีนุ๊ก (China National Offshore Oil Corp - CNOOC)
ของจีน เพื่อขอสัมปทานในแปลง B เนื้อที่ 6,557 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้
บริษัทจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส คูเวต ไทย มาเลเซีย ออสเตรเลียและสิงคโปร์
กำลังเข้ามาขอประมูลกันอย่างเข้มข้น แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ชัดว่า รัฐบาลกัมพูชาจะเอาแปลงขุดในทะเล
ทั้ง 6 แปลง ออกมาเปิดให้ประมูลจริงมากน้อยแค่ไหน
ประเด็นสำคัญตอนนี้มี 3 ประเด็นที่น่าสังเกตุเกี่ยวกับอนาคตพลังงานของกัมพูชาคือ
1.) กัมพูชายังอุบไต๋ปริมาณน้ำมันในบล็อก A ซึ่งไม่แน่ว่าจะเป็นการลักไก่หน้าไพ่หรือเปล่า
2.) สัญญาการผลิตน้ำมัน-ก๊าซที่ทำกับรัฐบาลที่มีพรรค CPP นำใด ๆ ในกัมพูชา
จะต้องทำผ่านบริษัทโซกีเม็กซ์ (Sokimex) ของคนเชื้อสายเวียดนาม ที่ใกล้ชิดกับฮุนเซน
ปัญหาในอนาคตคือการครอบงำและการคอรัปชั่น
3.) ขณะที่ประเด็นสำคัญที่ผมจะนำข้อมูลมานำเสนอ
คือกัมพูชายังตกลงในการแบ่งสรรผลประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจทางทะเล
ที่ทับซ้อนกับไทยไม่ได้นี่คือชนวนสำคัญที่อนาคตหากเคลียร์ประเด็นเรื่องทับซ้อนไม่ได้
ก็อาจจะเกิดสงครามแย่งน้ำมันก็ได้ ประกอบกับฐานะภาพทางการเมืองของ
ไทยยังไม่สามารถต่อรองผลประโยชน์กับกัมพูชาได้
เมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจที่แห่ให้การสนับสนุนประเทศกัมพูชาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ทั้งนี้คนวงในอุตสาหกรรมการสำรวจขุดเจาะในกัมพูชากล่าวว่า
ความจริงแล้วแหล่งที่คาดว่าจะมีก๊าซและน้ำมันดิบมากที่สุดก็คือ
เขตเหลื่อมล้ำทางทะเลในอ่าวไทยที่กัมพูชายังมีข้อพิพาทกับไทย
กระทั่งล่าสุด Dr Abdullah Al Madani
นักวิจัยและอาจารย์สอนวิชาเอเชียศึกษาที่มีชื่อเสียงแห่งคูเวต
ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในบทความชิ้นหนึ่งที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กัล์ฟนิวส์
ได้ออกเตือนว่ากรณีพิพาทดินแดนระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดนี้
อาจจะปะทุรุนแรงขึ้นได้เมื่อมีอุตสาหกรรมน้ำมันในกัมพูชาพัฒนาไปอย่างจริงจัง
และ กัมพูชา ควรจะพยายามให้มากขึ้นในการเจรจาแบ่งปันเขตแดนทางทะเลกับไทยให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
นักวิชาการในตะวันออกกลางได้แสดงความวิตกว่า ในอนาคตอันใกล้นี้
ไทย - กัมพูชา อาจจะมีความขัดแย้งจนถึงขั้นเปิดสงครามย่อยๆ ขึ้นได้
ในยุคที่เริ่มมีการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันในกัมพูชา และเส้นแบ่งพรมแดนในเขตอ่าวไทยยังไม่ชัดเจน
พร้อมทั้งแนะนำให้ทั้งสองประเทศรีบเจรจาหาทางปักปันเขตแดนทางทะเลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
ทั้งนี้ ในภาพรวมประเด็นเรื่องความซับซ้อนของเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยบริเวณนี้มี 4 ประเทศที่เกี่ยวข้องกัน
คือ ไทย เขมร มาเลเซีย และเวียดนาม ทับกันไปทับกันมา
แต่สำหรับ พื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างราชอาณาจักรไทย กับราชอาณาจักรกัมพูชา
หรือ Joint Development Area : JDA
อันเป็นปมปัญหาให้ต้องเจรจากันดังกล่าวนี้มีพื้นที่ประมาณ 25,789 ตารางกิโลเมตร
อันเป็นแหล่งที่คาดว่าจะมีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแหล่งหนึ่งในเอเชียอาคเนย์ในอนาคต
สำหรับความเป็นมาก่อนหน้านี้ อดีตรัฐบาลที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
สามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจาปัญหาเขตทับซ้อนทางทะเล ไทย-กัมพูชา
ด้วยการมีบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยกับกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ยังผลให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา
ประชุมกันครั้งแรกเมื่อ เดือนธันวาคม 2544 และมีการกันพื้นที่ในการเจรจาออกเป็น 2 ส่วน คือ
1. พื้นที่ทับซ้อนเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือขึ้นไป ให้แบ่งเขตทางทะเลอย่างชัดเจนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้บังคับ
2. พื้นที่ทับซ้อนใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือลงมา ให้พัฒนาพื้นที่ดังกล่าวร่วมกัน
กระทั่งการเดินทางไปราชอาณาจักรกัมพูชาของอดีตนายกฯ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2549
ได้มีกระบวนการเร่งรัดให้การเจรจาปักปันเขตแดนทางทะเลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
เพียงเพื่อหวังให้มีการเจรจาเปิดสัมปทานขุดเจาะก๊าซและน้ำมันในพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ JDA เป็นหลัก
ปรากฎว่าการเจราจาเรื่องประโยชน์ในการสำรวจและขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
(JDA)ระหว่าง 2 ประเทศ ไม่สามารถตกลงกันได้
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นแถลงว่า "ตามข้อเสนอเดิมจะแบ่งพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็น 3 เขต
โดยพื้นที่ในส่วนที่อยู่ตรงกลางจะแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากขุดเจาะปิโตรเลียม 50:50 ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร
ส่วนพื้นที่อีกสองเขตทางด้านซ้ายและด้านขวา จะให้มีสัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์ที่ต่างออกไป คือ
ทางกัมพูชาเสนอให้แบ่งผลประโยชน์ 90:10 ขณะที่ไทยเสนอว่าควรแบ่งผลประโยชน์ 60:40
โดยแถลงต่อว่า อดีตนายกฯ ระบุในที่ประชุมว่า จะพยายามเจรจากับนายกฯ ฮุนเซน
เพื่อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ในการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลดังกล่าวให้เร็วที่สุด
เพื่อให้เพียงพอกับการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศ ขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
หากทั้งสองบรรลุข้อตกลงแล้ว ทางฝ่ายไทยจะให้บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
เข้าไปสำรวจและขุดเจาะหาก๊าซธรรมชาติทันที
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยเตรียมเสนอปล่อยเงินกู้ที่มีเงื่อนไขผูกพันวงเงิน 1.3 พันล้านบาท ให้กับกัมพูชา
สำหรับสร้างถนนในกัมพูชาสายสะงำ-อลองเวง-เสียมราฐ ซึ่งรักษาการนายกฯ ระบุว่า
การปล่อยกู้ดังกล่าวจะช่วยสร้างประโยชน์ให้ไทยในด้านการท่องเที่ยว เพราะเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางไปสู่
"นครวัด"แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของกัมพูชา และยังสนับสนุนสนามบินสุวรรณภูมิทางอ้อมด้วย
"การที่ไทยจะให้ความช่วยเหลือโดยเสนอปล่อยเงินกู้ สร้างถนนหมายเลข 67 วงเงิน 1.3 พันล้านบาท
การขายกระแสไฟฟ้าให้กับกัมพูชา รวมทั้งการปักเสาไฟฟ้าไปยังเขตกัมพูชาน่าจะเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่จะช่วยโน้มน้าวกัมพูชา
ที่จะทำให้การเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของสองประเทศสำเร็จได้"
นั่นคือข้อสรุปการเจรจาล่าสุดในรัฐบาลที่แล้ว
แต่ปัญหานี้กำลังรอประทุขึ้นมาหากมีการประกาศเรื่องผลประโยชน์ที่จะมีขึ้นของประเทศกัมพูชาในอนาคตอันใกล้
โดยเฉพาะยังมีขุมทรัพย์ในแปลง B ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งกัมพูชา 250 กม.ไปทางตะวันออก ติดกับเขตน่านน้ำไทยในอ่าวไทย
โดยแปลงสำรวจขุดเจาะที่ว่านี้ ทอดไปทางตะวันออกเฉียงใต้ทางแนวน่านน้ำของกัมพูชา
ซึ่งเป็นแหล่งที่มีศักยภาพในปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 6,551 ตารางกิโลเมตร
คาดว่ามีน้ำมันและก๊าซอยู่หลายร้อยล้านบาร์เรล
ขณะเดียวกันก็เป็นห่วงกัมพูชาที่มีคนปรามาสไว้เช่นกันว่า ประเทศนี้จะมีทางรอดพ้นจาก "คำสาปน้ำมัน"
(Oil Curse) ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยบางประเทศ เช่น ไนจีเรีย ที่เข้าสู่ความยุ่งยากหลังการพบน้ำมันดิบมหาศาล
แต่มีเงินเข้าคลังเพียงน้อยนิด มิหนำซ้ำยังเป็นหนี้หลายแสนล้านดอลลาร์
และจะมีการเปลี่ยนประเทศกัมพูชาที่ยากจนมานานหลายทศวรรษกลายเป็นประเทศที่เรียกว่า "เคลปโตเครซี่"
(Cleptocracy) หรือประเทศที่ "ปกครองโดยพวกหัวขโมย"
ตามความหมายที่ไม่เป็นทางการนั้น คำๆ นี้หมายถึงระบอบที่มีรัฐบาลทุจริตคอร์รับชั่นในการบริหารจัดการเงินงบประมาณ
แทนที่จะมุ่งนำไปพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้พ้นจากความยากจน
แต่เงินงบประมาณถูกถ่ายเทเข้ากระเป๋าหรือบัญชีเงินฝาก เพื่อความร่ำรวยส่วนตัวของผู้นำ
นักการเมืองและกลุ่มที่มีพลังทางการเมืองทั้งหลาย
ไทยกับกัมพูชาก็ได้ตกลงในหลักการร่วมกันนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2006
เป็นต้นมาแล้วว่าให้มีการจัดแบ่งเขตทับซ้อนทางทะเลซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างเกือบถึง
27,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทยนี้ออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน
โดยส่วนที่อยู่กึ่งกลางของเขตทับซ้อนนั้นก็ให้แบ่งผลประโยชน์ที่จะได้รับ
จากการขุดค้นน้ำมันและแก๊สธรรมชาตินั้นเป็นสัดส่วน 50 ต่อ 50
ส่วนเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งของไทยนั้นก็ให้แบ่งเป็นผลประโยชน์ให้กับฝ่ายไทยมากกว่าฝ่ายกัมพูชา
ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งของกัมพูชานั้นก็ต้องแบ่งผลประโยชน์
ให้กับฝ่ายกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทย แต่สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วม กันไม่ได้ในการเจรจาครั้งนั้น
ก็คือฝ่ายไทยเสนอให้แบ่งผลประโยชน์เป็น 60 ต่อ 40
ฝ่ายกัมพูชานั้นกลับไม่เห็นด้วย เพราะต้องการให้มีการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน
ในสัดส่วน 90 ต่อ 10 โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากทางฝ่ายกัมพูชานั้นมี
ความเชื่อมั่นว่าในเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งของกัมพูชานั้นมีปริมาณสำรอง
ของน้ำมันและแก๊สธรรมชาติมากกว่าในเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งของไทยนั่นเอง
ซึ่งถ้าหากทางการไทยยอมตกลงตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้นนี้ก็จะทำให้รัฐบาลกัมพูชามีราย
ได้จากการขายน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในเขตทับซ้อนทางทะเลดังกล่าวนี้คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
และยังจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
อีกทั้งยังจะถือว่าเป็นรายได้หลักที่มากกว่าผลผลิตมวลรวมภายใน (GDP) ของกัมพูชาในปัจจุบันนี้ด้วย
นับตั้งแต่บริษัทเชฟรอน (Chevron Corp) ได้ประกาศการค้นพบน้ำมันดิบ
หลายฝ่ายได้แสดงความห่วงใยต่อกัมพูชา ประเทศที่มีประชากรเพียง 14 ล้านคน
กว่าครึ่งหนึ่งยังมีฐานะยากจนรายได้เฉลี่ยเพียงวันละ 50 เซ็นต์ ด้วยเกรงว่ารัฐบาลของนายฮุนเซน
ที่อยู่ในอำนาจมานานกว่า 20 ปี และ มีข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง จะไม่สามารถรับสถานการณ์ใหม่ได้
ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทน้ำมันจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมทั้งจากประเทศไทยก็กำลังเข้าสำรวจขุดเจาะในแปลงใกล้เคียงกัน
บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากจีนคือ CNOOC กำลังเจรจากับรัฐบาลนายฮุนเซน
เพื่อเข้าสำรวจขุดเจาะในแปลงอื่นๆ และ ก็ยังมีบางอาณาบริเวณที่ยังไม่มีการสำรวจ
เนื่องจากเป็นเขตทับซ้อนน่านน้ำกับไทย
เชื่อกันว่าจะมีการพบน้ำมันดิบอีกจำนวนมากในเขตน่านน้ำกัมพูชา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาณาบริเวณแนวเขตแดนทางทะเลติดกับประเทศไทย
ที่เชื่อว่าจะมีมากที่สุด และ ยังไม่มีการเข้าไปเจาะทดสอบ.
สำหรับแหล่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย ที่เห็นตามแผนที่ด้านขวามือ
คือ ผลประโยชน์ทับช้อนไทย-มาเลเซีย บริเวณใกล้ชายฝั่งหน่อย
ของจังหวัดปัตตานีมีบ่อน้ำมันมากเลยไกลหน่อยเป็นบ่อแก๊ส
จะเห็นแนวท่อแก๊สทับช้อนขึ้นที่ปัตตานีเมื่อก่อนเขาแบ่งเค็กแล้วแต่ทำไม่สำเร็จตามแผนที่
สามารถสูบน้ำมันแก๊สมาใช้ได้อีกนับร้อยๆ ปี ก็ลองนึกถึงปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็แล้วกัน ทำไมถึงไม่สงบ
ขณะเดียวกันไทยเราก็พบแหล่งน้ำมันที่เพชรบูรณ์
นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้รับแจ้งจาก
บริษัท แพน โอเรียนท์ นักลงทุนจากแคนาดา ผู้ได้สัมปทานปิโตรเลียมแหล่งวิเชียรบุรี
จังหวัดเพชรบูรณ์ ว่า ผลจากการสำรวจในพื้นที่แหล่งนาสนุ่น
พบปริมาณน้ำมันเพิ่มเติมประมาณ 5,000 บาร์เรล/วัน
เป็นปริมาณที่เพิ่มเติมจากการที่ปัจจุบันมีการผลิตจากแหล่งวิเชียรบุรีแล้ว 600-700 บาร์เรล/วัน
ซึ่งนับเป็นข่าวดีว่าไทยจะสามารถผลิตน้ำมันในประเทศได้เพิ่มเติม
จะช่วยลดภาระการนำเข้าในช่วงน้ำมันแพง โดยปัจจุบันแหล่งน้ำมันบนบกของไทยแหล่งใหญ่ที่สุด
คือ แหล่งสิริกิติ์ ในขณะที่แหล่งก๊าซฯ อยู่ที่น้ำพอง ขอนแก่น และ ภูฮ่อม จังหวัดเพชรบูรณ์
นอกจากนี้ ได้เร่งรัดการสำรวจและผลิตในแหล่งอื่นๆ
โดยในการเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 20 ที่เปิดทั้งหมด 65 แปลง
คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนในการสำรวจเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 ล้านบาทใน 3-4 ปีนี้
ส่วนแผนที่ด้านล่าง สีแดง เป็นแนวบ่อแก๊ส เทียบกับจังหวัดภูเก็ต บ่อแก๊ส บ่อน้ำมัน
ใหญ่กว่าจังหวัดภูเก็ตนับสิบเท่าครับ เรามีขุมทรัพย์ อยู่ในอ่าวไทย ปริมาตร มากกว่า
ใหญ่กว่าจังหวัดภูเก็ต นับสิบเท่า แล้วอีก กี่ปี กี่ชาติ เราถึงจะใช้หมด
แล้วอย่างนี้เราจะให้กลุ่มนายทุนการเมือง มาปล้น ปตท ของเราไปทำไม
ทำไมบ่อน้ำมัน บางบ่อถึงเป็นบ่อแก๊ส
โลกเรามีอุณหภูมิใต้ผิวโลก ไม่เท่ากัน บางแห่งร้อนมาก น้อย ต่างกันไป
น้ำมันดิบที่อยู่ใต้ผิวโลก นานวันเข้ากลั่นตัวเอง กลายเป็นแก๊สธรรมชาติ
คือ แก๊สนี้มันลอยตัวอยู่เหนือน้ำมันดิบ ดังนั้น ใต้แก๊สธรรมชาติคือน้ำมันดิบ
ปตท ดูดเอาไปเฉพาะแก๊สธรรมชาติ น้ำมันดิบ มีข้อมูลทางลับว่า
เรือใหญ่มาดูดเอาไปแล้ววิ่งตรงไปยังประเทศหนึ่งในย่านนี้ เพราะกรรมวิธีการผลิตแก๊สธรรมชาติ
น้ำมันดิบคือผลพลอยได้ เราดูดน้ำมันดิบออก ดูดน้ำทะเลเข้าไปแทนที่
น้ำทะเลจะหนักมากกว่าน้ำมันดิบ จะจมอยู่ล่างสุด จะดันน้ำมันดิบออกมา
แล้วดูดลงเรือไปยังประเทศหนึ่ง ซึ่งเขาก็จะอ้างว่าเป็นขั้นตอนของกรรมวิธีการผลิต
ลปตท.ขายหุ้นหมดภายใน 1 นาที 17 วินาที หลังจากเปิดตลาดซื้อขายหุ้นวันแรก...
ตอนที่ประชาชนไปยืนต่อแถวซื้อหุ้นที่ธนาคาร คนแรกยังกรอกเอกสารไม่เสร็จ
ธนาคารไทยพาณิชย์ประกาศขายหุ้นหมดแล้ว ณ เวลา 1 นาที 17 วินาที
และปลายปีที่ผ่านมา 2550 ปตท.ประกาศผลกำไรสุทธิ กำไรสุทธิคืออะไร??
กำไรสุทธิ คือกำไรที่หักค่าใช้จ่ายหักภาษีแล้ว จึงเรียกว่ากำไรสุทธิ ที่ได้
คือ 1แสน8 หมื่นล้าน (เกือบ2แสนล้านบาท) กำไรแค่นี้ ยังบอกว่า กำไรต่ำกว่าเป้า กำไรน้อยเกินไป
ใครเป็นคนกำหนดราคา
เราคงจะเคยได้ยินคำว่า "ราคาน้ำมันในตลาดโลกวันนี้อยู่ที่ 125 เหรียญต่อบาเรล"
มันหมายความว่าไง? ราคานั้นหมายความว่า ราคาน้ำมันที่เขาขายกันอยู่ในโลกทั่วไปมันคือ
125x0.20 = 25 บาทต่อลิตร ตัวเลข 0.20 หรือ 20 สตางค์ คือตัวเลขที่เราเอาไปคูณ
แล้วมันจะออกมาเป็นหน่วยบาทต่อลิตร นั่นคือราคาที่ทั่วโลกขายกัน แต่เหตุไฉนราคาน้ำมัน
บ้านเรามันถึงพุ่งไปอยู่ที่เกือบ 40 บาทได้ ในขณะที่ต้นทุนมันแค่ 27 บาทกว่าเท่านั้น
นั่นเป็นเพราะการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ให้ออกมาอยู่ในมือของคนไทย
จะพูดให้ถูกคือมาอยู่ในมือของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อยู่ในมือของคนในกระทรวงพลังงาน
พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ขององค์กร พวกเขาเป็นผู้มีอำนาจอันชอบธรรมในการลดหรือขึ้นราคาน้ำมันภายในประเทศ
การกำหนดราคาก็คือ เอาต้นทุน + กำไรที่ต้องการ = ราคาขาย
ในปัจจุบันนั้นพวกเขาบวกกำไรที่ต้องการถึง 200,000ล้าน เพื่อเข้ากระเป๋าตัวเอง
เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ทำไมปตท.ถึงมีกำไรมากจัง คุณโสภณได้พูดว่า
"เราจะไปต่อว่าบริษัทนั้นไม่ได้หรอก เขาทำงานก็เป็นธรรมดาที่ต้องการให้เกิดผลกำไรสูงสุดต่อองค์กร
แต่คนที่ควรจะมีความรับผิดชอบต่อประชาชนสักหน่อยควรจะเป็นผู้ใหญ่ในกระทรวงพลังงาน
ผู้มีอำนาจในรัฐบาลควรมีความเมตตาต่อประชาชนมากกว่านี้"
แล้วทำไมพวกท่านเหล่านั้นจึงไม่ช่วยควบคุม กำกับ ดูแลบริษัท ไม่ให้ขึ้นราคาจนเกินเหตุเช่นนี้ล่ะ
เพราะว่าพวกท่านเองเป็นผู้ถือหุ้นเองน่ะสิ นี่แหละที่เรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อน
กฎหมายที่พยายามจะดันให้ผ่านแต่คนดีกลับโดนบีบออก เพราะเป็นกฎหมายที่ไปขัดขาคนโกง
แนวโน้มราคาน้ำมันในอนาคตเป็นอย่างไร
เรามาทำความรู้จักกับเจ้าน้ำดำนี้กันหน่อย น้ำมันในประเทศแถบตะวันออกกลางนั้นมีปริมาณเยอะมาก
หากประเทศในตะวันออกกลางผลิตน้ำมันใช้เองเป็นการภายใน ไม่ส่งออกนั้น
พวกเขาจะมีน้ำมันใช้ไปอีกพันปี ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีบ่อน้ำมันส่วนตัวที่ใช้ได้เพียง 4 ปี
นั่นเป็นเหตุให้อเมริกาพยายามไปก่อสงครามในตะวันออกกลาง
เมื่อเกิดสงครามคนในตะวันออกกลางก็ไม่มีอาวุธจะไปสู้กับเขาได้ จึงต้องสั่งซื้ออาวุธโดยเอาบ่อน้ำมันไปแลก
แล้วใครกันที่ขายอาวุธใครกันที่เข้าไปครอบครองบ่อน้ำมัน ก็พี่ใหญ่อเมริกานี่แหละ
ยิงนัดเดียวได้ทั้งเงิน ได้ทั้งน้ำมันเมื่อธุรกิจการค้าน้ำมันมีพี่ใหญ่เพียงชาติเดียวแล้ว
ทำให้การกำหนดราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นทุกวี่วันโดยที่ต้นทุนในการผลิตไม่ได้สูงขึ้นสักแดงเดียว
เป็นการผูกขาดราคากลายๆโดยใช้ข้ออ้างว่า "น้ำมันจะหมดโลกๆ"
เป็นเรื่องของอุปสงค์ อุปทาน (ใครเคยดู Blood Diamond) คงจะเข้าใจ ดังนั้น สั้นๆ ง่ายๆ
ไม่ว่าเมื่อไหร่ ราคาน้ำมันโลกก็จะพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆอย่างไม่ต้องสงสัย แต่คนไทยจะซวยหน่อย
ตรงที่นอกจากจะโดนต่างประเทศปั่นราคามารอบนึงแล้ว ยังโดน
คนในประเทศเองปั่นซ้ำอีกรอบนึงอีก ทำให้เราซื้อน้ำมันที่แพงหูดับตับแลบอย่างในปัจจุบัน
ข้อมูลเหล่านี้เป็นความจริงล้วนๆ รายชื่อของผู้ถือหุ้นไทยก็แผ่หลากันอยู่ว่าใครเป็นใคร
เป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจ หรือไม่เข้าใจว่ามันไปเกี่ยวกับเศรษฐกิจอย่างไร
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะตื่นขึ้นมาสนใจสิ่งรอบข้างเสียที อย่าว่าไม่ใช่เรื่องของเรา
อย่าว่าถึงรู้ไปก็ทำอะไรไม่ได้ อย่างน้อยจงรู้ตัวเสียว่าตกเป็นเหยื่อของผู้มีอำนาจอยู่
กำลังโดนเขาบีบให้ตายคามืออยู่และอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันเท่านั้นอีกด้วย
ขอให้ทุกคนรู้ทัน ช่วยกันคิด ช่วยกันดูแล และปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราประชาชนเองแท้ๆ
สุดท้ายขอให้พวกเราจำไว้ ราคาน้ำมันโลกเท่าไหร่ เอา 20 สตางค์ คูณเข้าไป จะได้รู้ว่าพวกเรากำลังโดนสูบเลือดสูบเนื้อวันละกี่บาท
ย้อนอดีตราคาน้ำมันดิบโลก
หากย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน เป็นเรื่องยากที่จะพูดกันถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ว่ากันตามจริงแล้ว เมื่อ 10 ธันวาคม 2541 ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าที่ตลาดนิวยอร์ก เมอร์แคนไทล์
ยังอยู่ที่ระดับ 10.72 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล ช่วงเวลานั้นปัจจัยแวดล้อมโดยรอบแตกต่างจากปัจจุบันอย่างสุดขั้ว
วิกฤตเงินเอเชียทำให้ดีมานด์ของภูมิภาคทรุดฮวบลง ขณะที่ ฤดูหนาวในอเมริกาเหนือกลับเป็นช่วงที่อากาศอบอุ่นมากที่สุดครั้งหนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์
อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มเห็นได้ชัดในช่วงต้นปี 2542
ซึ่งในช่วงนั้นฮิวโก ชาเวซ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ของเวเนซุเอลา ให้คำมั่นจะร่วมมือกับสมาชิก
ในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) มากกว่าจะแข่งเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดกันภายในกลุ่ม
การตัดสินใจครั้งนั้นนำมาซึ่ง การประกาศลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก
ในเดือนมีนาคม 2542 ราคาเริ่มขยับขึ้น กระทั่งสิ้นปีราคาปรับขึ้นมาอยู่แกว่งเหนือ 25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ประกอบกับมีปัจจัยใหม่เข้ามาเสริม โดยเฉพาะปัจจัยแหล่งน้ำมันที่เริ่มตึงตัว
เนื่องจากแหล่งน้ำมันส่วนใหญ่ที่ค้นพบมีการผลิตออกมา ใช้แล้วทั้งสิ้น
เหลือเพียงแหล่งน้ำมันในที่ยากและห่างไกล ที่ใช้ต้นทุนในการสูบน้ำมันออกมาใช้ สูงมาก
อีกทั้งประสบการณ์จากวิกฤตราคา น้ำมันตกต่ำในช่วงปี 2529 และ 2541
ทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันกังวลกับความเสี่ยงหาก จะต้องลงทุนมากเกินไป
แต่ดูเหมือนความหิวกระหายน้ำมันของโลกกลับทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการ
บริโภคน้ำมันในสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3% ต่อปี ในปลายทศวรรษ 1990 เช่นเดียวกับ
ความต้องการในประเทศกำลังพัฒนาเริ่มขยับ ขึ้นอีกครั้ง
กระทั่งมีนาคม 2546 เมื่อสหรัฐเคลื่อนพลเข้าบดขยี้อิรัก
บวกกับจีนได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นทางการ
ความต้องการน้ำมันของโลกได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2547 อุปสงค์น้ำมันโลกอยู่ที่ 82.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.8 บาร์เรลต่อวัน โดยเกือบ 1 ใน 3 ของปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นมาจากจีนประเทศเดียว
จาก 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขยับขึ้น 60 ดอลลาร์กว่าๆ จากนั้นก็แทบจะไม่ปรับ กลับลงมาที่ระดับต่ำอีกเลย
และพุ่งทะยาน อย่างหวาดเสียวเฉียดๆ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอยู่หลายครั้งในช่วงปลายปี 2550 กระทั่งมาทุบสถิติสำคัญเมื่อ 2 มกราคม 2551
ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของกระบวนการปล้นน้ำมันของระบอบทักษิณนั้น พ.ต.รัฐเศรษฐ กล่าวว่า
ได้แก่รถสิบล้อ รถปิ๊กอัพ รวมไปถึงควายเหล็กของชาวบ้าน สำหรับหลักในการคำนวณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ระบุเป็นบาเรลนั้น
สามารถคำนวณได้ คือ 1 บาเรล เท่ากับ 159 ลิตร โดย 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 33 บาท ซึ่งถ้าคำนวณเป็นเงินแล้ว 1 ลิตร
จะเท่ากับ 27.78 บาท แต่วันนี้บ้านเราขายน้ำมันดีเซลลิตรละ 42 บาท ซึ่งถือว่าแพงเกินกว่าปกติ และแพงที่สุดในโลก
เพราะคำนวณกลับไปแล้วจะพบว่า ราคำน้ำมันจะเท่ากับราคา 202 ดอลลาร์ต่อบาเรล ทั้งๆ
ที่ราคาน้ำมันในประเทศสหรัฐอเมริกาเพียง 138 ดอลลาร์ต่อบาเรล ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจะหายนะมากยิ่งขึ้น ถ้าเราไม่รวมตัวกัน
“ในภูมิภาคของเรา มีทรัพยากรธรรมชาติอยู่มากมายมหาศาล แต่กลับต้องใช้น้ำมันราคาแพงกว่าประเทศสิงคโปร์
และหลังจากการแปรรูป ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีกำลังการผลิตน้ำมันวันละ 100 ล้านลิตร คิดคำนวณเป็นเงินแล้ว
ถัวเฉลี่ยตกวันละ 2,500 ล้านบาท นี่คือปิโตเลียมบนผืนแผ่นดินไทย ซึ่งไม่มีใครเคยบอกเรา มีแต่บอกว่านำเข้านำมัน
ดังนั้นเราจะต้องกอบกู้เอาพลังงานปิโตเลียม และน้ำมัน กลับมาเป็นของประชาชนโดยตรง ซึ่งไม่ใช่ของระบอบทักษิณ”พ.ต.รัฐเศรษฐ ระบุ
พ.ต.รัฐเศรษฐ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญ คือ แหล่งน้ำมันดิบ และแก๊สธรรมชาติ ที่เขาไม่ยอมเปิดเผยข้อเท็จจริง
โดยวันนี้เราผลิตแก๊สธรรมชาติได้วันละ 5,000 ล้านลูกบาตรฟุต ซึ่งคำนวณแล้ว ไทยสามารถผลิตได้เฉลี่ย 138 ล้านลิตรต่อวัน
แล้วยังมาอ้างว่าประเทศไทยไม่มีแก๊ส ต้องนำเข้า จนเป็นเงื่อนไขขอขึ้นราคา ขอลอยตัวแก๊ส อย่างนี้ยุติธรรมกับประชาชนหรือไม่
อีกทั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย และบนบก ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,300 แท่น ซึ่งมีทรัพย์สินประมาณ 1 ล้านล้านบาท
แต่เมื่อระบอบทักษิณเอาไปแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ขายเพียง 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งหมดเพียงระยะเวลา 1 นาที กว่าๆเท่านั้น
“ผมแทบน้ำตาไหล เพราะผมทำงานอยู่ที่แท่นขุดเจาะน้ำมัน เพราะน้ำมันดิบที่ขึ้นมา เขาเอาใส่เรือวิ่งไปทางสิงคโปร์
และออกไปทางจีน ญี่ปุ่น และอเมริกา ซึ่งไม่เข้าระบบกลไกภาษีของเรา เพราะมีเท่าไหร่เขารับซื้อไม่อั้น
ตรงนี้มูลค่าความเสียหายมากมายมหาศาล นอกจากนี้ แม้แต่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เขาก็เอาไปไว้ที่อาคารชินวัตรชั้น 26
ที่สำคัญหลังจากที่แปรรูป ปตท.ไปแล้ว รัฐบาลซึ่งถือหุ้นใหญ่ 52 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับได้เปอร์เซ็นต์น้อยมากเพียง 3 หมื่นล้านบาท
และภาษีน้ำมันรวมผลิตภัณฑ์ทุกอย่างได้แค่ 7.7 หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งๆ ที่ ปตท.บอกว่า ภาษีน้ำมันประมาณ 13 บาท
ส่งให้หลวงหมด ซึ่ง 1 ปี ตกอยู่ที่ประมาณ 6-7 แสนล้านบาท เงินหายไป 5-6 แสนล้านบาทต่อปี รวมทั้งสิ้นเมื่อ ปตท.แปรรูป
เงินหายไป 3.5 ล้านล้านบาท แล้วใครจะรับผิดชอบ”พ.ต.รัฐเศรษฐ ระบุ
พ.ต.รัฐเศรษฐ กล่าวอีกว่า ดังนั้นถ้ามีการยึดทรัพย์ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
จะจ่ายคืนให้กับเราวันละประมาณ 1,500 ล้านบาท ที่เราถูกโกงไปหรือไม่ ซึ่งเราไม่เคยได้รับรู้รับทราบ
เพราะไม่เคยมีใครเปิดเผยข้อมูล ทั้งนี้ตนพร้อมที่จะรับผิดชอบ เพราะข้อมูลข่าวสารที่ออกมานั้น เป็นของราชการทั้งสิ้น
ติดตามเพิ่มเติมที่เว็บเจ้าของข้อมูล โปรดคลิ๊ก
ไปที่ลิ๊งค์
|