บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
ตอนที่1 ช่วงแรกของสงครามเหนือเส้นขนาน38
15/8/1945
ยุ่นปี่ ยอมแพ้สงคราม
ในเวลาเดียวกันนั้น ไอ้กันทยอยปลดอาวุธยุ่น บริเวณคาบสมุทรเกาหลี โดยให้หมี ปลดทางภาคเหนือ ไอ้กันขอภาคใต้ อย่างแรง ที่เส้นขนาน 38
ภาคเหนือเจ้า ปกครองโดย สหายประธานาธิบดี คิม อิล ซุง
ภาคต้ายอย่างแรง นิ ปกครองโดย บั่ก ยี ซุง มัน
12/1/1950
บั่ก ดีน แอคเชสึ้น เจ้าที่ของลับราชการของไอ้กัน กล่าวว่า
ไม่มีความจำเป็นแล้วโว้ยที่จะต้องอยู่ ยุ่นปี่ กะ ฟิลิปปินส์แล้วโว้ย
เมื่อบั่กดีนประกาศปาวๆ มาแล้ว สหาย แฮ แจ ดุก หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของโสมแดง ได้ส่ง sms ไปหา สหาย คิม อิล ซุง ทันที บอกว่า ป๋าๆ แมนยู ต่อ1ลูกครึ่ง คิม อิล ซุง ตอบว่า เออ กุรอง(ได้เวลาที่จะรวบรวมแผ่นดินหลังจากไอ้กันมาแบ่งแยกพวกเราแล้ว)
ตอนที่2 ตบเกรียนโสมขาว
25/6/1950
ตอนเช้าตรู่ กองทัพโสมแดงบุกตลุย ผ่านเส้นขนานที่38 ลงมา ย้าฮู้.....ๆๆ
6.00am ผบ. แช เปียง ดุก แห่งโสมขาว ประกาศเตือนภัย เฮ้ยยยๆๆๆ แมนยู กด ลิเวอร์พุล 3-0โว้ย เอ้ยๆๆๆๆๆไม่ใช่โสมแดงลุยผ่านเส้น38มาแว้วๆๆๆๆๆ ไอ้กันช่วยกุด้วย!!!!
10.00am ยี ซุง มัน เรียกประชุมด่วนอย่างแรง
12.00am เครื่องบินสอดแหนม ของโสมแดง บิน ดูสาว ณ กรุง โซล
แต่ว่าโสมขาวเตรียมตัวไม่ทันเสียแล้วแว้วๆๆๆๆ
คิมอิลซุงแห่งโสมแดงกล่าวว่า เฮ้ย วางอาวุธเถอะกุไม่อยากทำ
ยีซุงมันแห่งโสมขาวกล่าวว่า พี่น้องเรามาป้องกันพอเป็นพิธีและหนีกันเถอะ
แต่กระนั้น โสมขาวก็ยันพอเป็นพิธีนิดหน่อย
อย่างไรก็ตาม
กองพลย่อยที่7โสมขาว ก็ยังมีความหวังหริบหรี่ๆ ณ เขตการต่อสู้ที่ อุย จอง บุ เหนือกรุงโซล
(ย้อนไปขณะนั้นหน่อยนะ)
10.00am รถถังรุ่น T34ของโสมแดง เข้ามากระทืบ เชอร์แมน และแพตตันอย่างเมามันส์ กองพลย่อยที่7ของโสมขาว ผลสรุป เขตหมู่บ้านโปจุม กองพลย่อยที่7 เละเป็นขี้
26/6/50
2.00am UN บอกให้โสมแดงหยุด ฌ บัดnow
อุย จอง บุ แตกกระจาย โสมขาววิ่งหนี หาพ่อ(ไอ้กัน)
3.00am กรุงโซล ก็แตก
และขณะนั้นที่กรุงโซล ได้มีการ จับเชลย และตบเกรียนพวกโสมขาวเล่นอย่างเมามันส์ เผาๆๆๆๆๆให้ลาบ น้ำตก ที่ สะพานข้ามแม่น้ำ ฮาน ถูกระเบิดโดยโสมขาวเพราะกลัวโสมแดงจะระเบิดก่อน ประชนซิงๆโสมขาวตาย700คนในทีเดียว บรึ้มๆๆๆๆๆ
ในการเข้ายึดกรุงโซลทหารและพลเรือนโสมขาวม่องเท่ง1.5ล้านคนในครานั้น
ตอนที่ 3 ก่อนไอ้กันจะเจือก
และแล้วไอ้กันก็มาเจือกจนได้
แมคอาเธอร์ถามว่า เฮ้ย โสมขาวพวกเมิง สามารถกัน ไม่ให้สะพาน ฮาน ระเบิดนี่ได้เวลาเท่าไร
นายพลโสมขาว บอกว่า 5555+โธ่ บั่ก แมคอาเธอร์ กุอยู่หรอย กุสู้แค่ตายเว้ย(ตอนนั้น สะพานยังไม่ระเบิดนะครับ)
แมคอาเธอร์ งั้นเมิงรอกุแปปเดวกุจะไปช่วย เดวกุเตรียมพลที่ยุ่นปี่ก่อน เดวเจอกุ
เวลานั้น UNเรียกประชุมและขอกำลังจากนานาชาติ
ไอ้กันประชุมพล บก เรือ อากาศได้250000กว่าๆ
อังกิด16000
แคนาดา5400
ออสซี่ 900
นิวซีแลนด์ 400 กะเรือ ฟรีเกต2ลำ
ฮอลแลนด์ 7200(อาพวกอาณานิคมไป)
เศษฝรั่ง7400(เอาอินโดจีนไป 555เวีตนามมีส่วนนะเว้ย)
ระฆังดี+ลักเซมเบิก 5600
กรีก 1000
ตุรกี4600
เอธิโอเปีย1200
ไทย800 กะเรือบรบ2ลำ
ฟิลปิน1100
แอฟริกาใต้ มีแต่กองทัพอากาศ 800
โคลัมเบีย 1100 เอาโคเคนไปขาย เอ้ย ไปรบ+กะเรือ1ลำ
และในเวลาต่อมา พวกUN พากันขึ้นบกที่ อินชอล พร้อมกับกระโดดร่มลงแนวหลังด้วย
และบั่กแชเบียงดุกแห่งโสมขาว คาดการณ์ไม่ผิดที่ไอ้กันต้องมาช่วย (ช้าไปต๋อย) กองทัพโสมแดง เคลื่อนพลข้ามแม่น้ำฮาน อย่างเร็ว
4/7/1950
ซูวอนโดนยึด
5/7/1950
กองพันสมิธ โดนตีแตกที่โอซาน
10/7/1950
กองพลที่25UN แตก
20/7/1950
แทจอนเสร็จโสมแดง และเวลาเดียวกัน โสมแดงรุกข้ามแม่นน้ำ นักดง
5/8/1950
สุดท้ายที่ปูซาน 555+โสมขาวตกทะเลแน่5555+
บั่กนายพล วอลตัน เอช วอลค์เกอร์ กล่าวว่า ไม่ได้แล้วโสมขาวตกทะเลเราต้องทำอะไรสักอย่าง ไปตายที่เกาหลีกันเถอะ ยืนหยัดหรือตายเลือกเอา
และในเดือน สิงหาคม ปูซานก็โดนถล่มอย่างหนักแต่ก็แค่ต้านทานได้แค่เต็มที่ถึงเดือนกันยา
นายพล ปารค์ ซุง ยับแห่งโสมขาว กล่าวว่า เราเสียทาปูดอง แดกู อีกไม่นานถ้าไอ้กันยังชักช้าอยู่กุว่ากุคงต้องไปว่ายน้ำเล่นแล้วล่ะ แต่ถึงยังไง สู้โว้ย กองทัพโสมขาวอยู่หรอยโว้ย
1/9/1950
โสมขาวตอบโต้แบบสุนัขจนตรอก และ…
ตอนที่4 UNกองทัพตุ๊ดแอบตุ๊ยโสมแดง
5/9/1950
ในขณะนั้น พวกUNแอบหรอยไปขึ้นบกที่ คูซาน เรียกปฏิบัติการนี้ว่า FEINT
15/9/1950
ขณะการสู้รบ UN ก็ไปขึ้นบกที่ อินชอลอีกแหละ หรือเรียกปฏิบัติการนี้ว่า CHORMITE และได้ผลเป็นอย่างดีในการขึ้นบกที่อินชอล
16/9/1950
UNใช้แผนปฏิบัติการ SLEDGEHAMMER(ค้อนติดสเลด-*-)
23/9/1950
โสมแดงกุแย่แล้วโดนตีร่นกลับภาคเหนือ
28/9/1950
โซลได้รับการปลดปล่อย และสามารถดันโสมแดงกลับไปที่เส้นขนาน38จนได้(โกงรุม แน่จริง1-1ไหมสาด)
และในที่ประชุมมติUNได้ประชุมว่า
B1 เฮ้ยถ้าเกิดโสมแดงมันกลับมาอีกล่ะจะทำไงดีว่ะ
B2 นั่นดิกุว่ามันไปเอา จีน กะ โซเวียตมาแน่ ไม่น่าไปรุมมันเล้ย
ณ เปียงยาง คิม อิล ซุง ได้ไปฟ้อง โซเวียต และ จีน อย่างที่ B1 และ B2 ประชุมกันไม่มีผิด
โปรดติดตามตอนต่อไป......
ปล.แปลโดยเหงียน มินห์ เทียว
ที-34 (T-34) เป็นรถถังขนาดกลางของโซเวียต ที่ผลิตช่วง ค.ศ.1940 - ค.ศ.1958 ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลกช่วงที่สหภาพโซเวียตเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ต่อมาเกราะและอาวุธของมันจะสู้รถถังรุ่นหลังๆไม่ได้ แต่มันก็ยังได้ชื่อว่าเป็นรถถังที่มีอิทธิพลอย่างมาก ทำการรบได้ดี มีประสิทธิภาพเยี่ยมที่สุดในสงคราม จากความสมดุลของทั้งอำนาจการยิง ความเร็ว และการป้องกันตัว มันเป็นแกนหลักของกองกำลังยานเกราะโซเวียตตลอดสงคราม ในเบื้องต้น ที-34 ยังมีข้อบกพร่องอยู่หลายจุด แต่มันได้รับการปรับปรุงตลอดช่วงสงครามทั้งเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และค่าใช้จ่ายในการจัดสร้าง เมื่อสงครามโลกยุติเมื่อ ค.ศ.1945 ที-34 รุ่น ที่มีความสามารถรอบตัว และใช้งบก่อสร้างที่ลงตัวก็เข้ามาประจำการณ์แทนรถถังเบาและรถถังหนักหลายรุ่น ที-34 มีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาคอนเซ็ปต์ของสิ่งที่เรียกว่า รถถังรบหลัก ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 หลังสงครามมีการส่งออก ที-34 ไปต่างประเทศมากมาย มันเป็นรถถังอันดับ 2 ที่ถูกผลิตออกมามากที่สุดในโลก โดยตามหลังแค่รถถังรุ่นน้องอย่าง ที-54/55 และครองอันดับ 1 ในส่วนของรถถังยุคสงคราม จนถึง ค.ศ.1996 ที-34 ก็ยังคงมีใช้ใน 27 ประเทศทั่วโลก ชื่อรถถังโซเวียตส่วนใหญ่นั้น จะขึ้นด้วยอักษร T ที่ภาษารัสเซียออกเสียงว่า แต และย่อมาจากคำว่า ตั๊งก์ ซึ่งหมายถึงรถถัง และตามด้วยตัวเลข 2 ตัวท้ายของปี ค.ศ.ที่เริ่มมีแนวคิดที่จะสร้างรถถังรุ่นนั้นๆ ที-34 จึงหมายถึงรถถัง ที่เริ่มมีแนวคิดที่จะสร้าง ปี ค.ศ.1934 ที-34 พัฒนาขึ้นมามาจากรถถังตระกูลบีที หรือที่ภาษารัสเซียเรียก แบแต ซึ่งเป็นรถถังเคลื่อนที่เร็ว และถูกนำเข้าประจำการณ์แทนรถถังตระกูลบีที และ ที-26 โดยช่วงก่อน ค.ศ.1939 รถถังโซเวียตส่วนมากเป็นรถถังเบารุ่นที-26 และ รถถังเคลื่อนที่เร็วตระกูลบีที รุ่น ที-26 นั้นเป็นรถถังเคลื่อนที่ช้าสำหรับทหารราบมันถูกออกแบบมาให้เกาะไปกับทหารเดินเท้า ส่วนบีทีนั้น เป็นรถถังของทหารม้า มันเร็วมาก และถูกออกแบบให้สู้กับรถถัง แต่ไม่ใช่กับทหารราบ แต่ทั้งสองแบบมีเกราะบาง ป้องกันอาวุธเล็ก ได้ แต่ต้านปืนต่อสู้รถถังขนาดใหญ่ไม่ได้ ขณะที่เครื่องยนต์น้ำมันก๊าดของรถถังก็มักมีปัญหาไฟลุกอยู่ บ่อยครั้ง ทั้งสองแบบ ต่างก็พัฒนามาจากมันสมองของชาวต่างชาติทั้งสิ้น ที-26 นั้นพัฒนามาจากรถถัง วิคเกอร์-6 ตัน ของอังกฤษ ส่วน บีที ก็เป็นการออกแบบโดยวอลเตอร์ คริสตี้ วิศวกรอเมริกัน ที-34 ต้นแบบ 2 คันสร้างเสร็จต้น ค.ศ.1940 และได้แสดงแสนยานุภาพโดยการวิ่งไกล 2,000 กิโล เมตรจากโรงงานที่คาร์คอฟ (ปัจจุบันเรียก คาร์คิฟ อยู่ในยูเครน) เพื่อไปมอสโก ก่อนจะไปฟินแลนด์ มิ้นส์ก และเคี๊ยฟ ก่อนจะกลับไปโรงงานเพื่อปรับปรุงข้อบกพร่อง ที-34 รุ่นพร้อมใช้งานออกมาในเดือนกันยายนปีเดียวกัน และเข้าทดแทนรถถัง ที-26 , รถถังขนาดกลางที-28 และ บีที ปลายเดือนเดียวกันนั้น กอชกิ้นก็เสียชีวิตจากโรคปอดบวม รถรุ่นแรกติดปืนขนาด 76.2 มม.จึงเรียกกันว่า ที-34/76 ในปี ค.ศ. 1944 มีการปรับปรุงระบบอาวุธ โดยหันมาใช้ปืนขนาด 85 มม. จึงเรียกว่า ที-34/85 ในเบื้องต้น ที-34 ผลิตกันที่เมืองคาร์คอฟ โดยโรงงานอื่นๆส่งส่วนประกอบต่างๆมาสนับสนุน ต่อมามีการย้ายฐานการผลิตไปเมืองอื่น ก่อนที่นาซีเยอรมันจะบุกสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องนี้กดดันให้ประเทศต้องเร่งผลิตที-34 ออกมาเต็มกำลังหลังจากที่ก่อนหน้านี้ถกเถียงกันว่า ควรหันไปผลิตรถถังรุ่นเก่า หรือไม่ก็หันพัฒนารุ่นที่ก้าวหน้ามากกว่า ช่วงที่ประเืทศเข้าสู่สงคราม ที-34 มีสัดส่วนแค่ 4 เปอร์เซ็นต์ของรถถังของประเทศ การปรากฏตัวของที-34 ในฤดูร้อน ค.ศ.1941 ทำให้ทหารเยอรมันประหลาดใจ และตกใจอย่างมากแม้ คาดว่าจะเจอการตอบโต้อย่างหนักจากฝ่ายศัตรูมาอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ที-34 ยุคแรกก็มีข้อบกพร่องทาง ด้านเครื่องยนต์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเกียร์และคลัทช์ ความสูญเสียของที-34 ใน ฤดูร้อนปีนั้น ครึ่งหนึ่งเกิดจากความบกพร่องของมันเอง มากกว่าที่จะเป็นจากฝ่ายข้าศึก จากการสูญเสียมากมายในช่วงแรกของฝ่ายโซเวียต จึงได้คิดหาวิธีทำให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตรถถูกลง แต่รถ ถังยังใช้งานได้ดี เช่นเรื่องการทำให้โลหะแข็งขึ้น ในที่สุดในเวลาแค่ 2 ปี ค่าใช้จ่ายในการผลิตรถที-34ก็ลด ลงจากคันละ 269,500 รูเบิ้ลในปี ค.ศ.1941 เหลือแค่ 135,000 รูเบิ้ล ระยะเวลาในการสร้างก็ลดลงครึ่งหนึ่ง ที-34 เหนือกว่ารถถังเยอรมันอย่างมากเมื่อสามารถลุยได้ทั้งในสภาพพื้นผิวทีเป็นโคลนหนา หรือน้ำแข็ง อาวุธของฝ่ายทหารราบเยอรมันก็ทำอะไรมันไม่ได้ แต่ที่ทำให้ ที-34 ไม่ประสบควมสำเร็จขนานใหญ่ก็เพราะพลประจำรถถังที่ได้รับการฝึกน้อย และฝ่ายบัญชาการที่มีข้อบกพร่อง ฝ่ายเยอรมันได้แก้เกมด้วยการผลิตปืนต่อสู้รถถัง และรถถังที่ใหญ่กว่า แม้ทหารเยอรมันบอกว่าที่พวกเขาต้องการก็คือให้เยอรมันผลิต ที-34 ออกมาสู้กับที-34 ของโซเวียต หลังจากฝ่ายเยอรมันนำปืนขนาด 75 มม.มาติดรถถังของพวกเขา ในปี ค.ศ.1942 ทำให้ที-34 ไม่ได้เปรียบอีกต่อไป โซเวียตก็ได้เริ่มออกแบบรถถังรุ่นใหม่คือ ที-43 ซึ่งหวังจะให้เด่นในเรื่องเกราะที่เพิ่มการป้องกันได้มากขึ้น มันจะเป็นรถถังเอนกประสงค์ โดยจะเข้ามาแทน ที-34 และ รถถังหนัก เควี-1 แต่ปีถัดมา เยอรมนีส่งรถถังไทเกอร์และแพนเธอร์เข้าสนามรบ ปืนของที-34 สู้กับรถถังรุ่นใหม่ไม่ไหว มองกันว่าปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 85 มม.น่าจะสู้ได้ และมันสามารถนำมาปรับใช้กับรถถังได้ แต่เกราะของ ที-43 รุ่นต้นแบบก็ยังต้านทานปืนขนาด 85 มม.ของไทเกอร์ไม่ไหว ขณะเดียวกันความเร็วของมันก็สู้ ที-34 ไม่ได้ โซเวียตจึงตัดสินใจปรับปรุง ที-34 จนกลายเป็นรุ่น ที-34/85 ตามขนาดของปืน การตัดสินใจพัฒนารถถังรุ่นเก่า แทนการผลิตรุ่นใหม่ มีความสำคัญต่อการรักษาอัตราการผลิตรถถังของโซเวียตอย่างมาก เพราะขณะที่โซเวียตผลิตที-34/85 ได้เดือนละ 1,200 คันเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1944 นาซีเยอรมันมีรถถังแพนเธอร์อยู่ในแนวรบตะวันออกแค่ 304 คันเท่านั้น ข้อด้อยของที-34 จึงสู้กับรถถังเหล่านี้ได้ไม่ยากเย็นนัก ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการสร้าง ที-34/85 ก็ลดลงเรื่อยๆ ปี ค.ศ.1945 ค่าใช้จ่ายลดเหลือคันละ142,000 รูเบิ้ล ขณะที่ศักยภาพการเคลื่อนที่และความเร็วยังเท่าเดิม ส่วนระบบอาวุธและเกราะก็เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จนถึงปลายปี ค.ศ.1945 ที-34 ถูกผลิตออกมากว่า 57,000 คัน และคิดเป็น 55 เปอร์เซ็นต์ของรถถังทั้ง หมดที่โซเวียตมีอยู่ ี T-34 มีเกราะ บางกว่า แพนเซอร์มาร์ค 4 รุ่นแรก แต่หนากว่า มาร์ค 3 แถมยังลาดเอียง ทำให้มีความแข็งแกร่งสูงกว่าเกราะรถถังเยอรมัน เเละมีโอกาสที่ลูกปืนจะแฉลบหรือเปลี่ยนทิศทางออกไปด้วย ในขณะที่เกราะเยอรมันยุคเดียวกันไม่มีโอกาสเลยเพราะมันปะทะตรงๆ T-34วิ่งได้เร็ว กว่ารถถังเยอรมัน เพราะอัตราส่วนต่อแรงขับสูงกว่า ด้วยน้ำหนักตัว 26 ตัน แต่ใช้เครื่องยนต์ 450 แรงม้า ขณะที่ มาร์ค 4 น้ำหนัก 25 ตัน แต่ใช้เครื่องยนต์ 300 แรงม้า , ลุยได้ดี ไม่ว่าจะโคลนตมหรือพื้นที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ด้วยหน้าสายพานที่กว้างมาก และล้อกดสายพานที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้ข้ามหลุมบ่อได้ดี ในขณะที่ มาร์ค 3 , 4 มีล้อกดสายพานเล็กและหน้าสายพานแคบ ทำให้จมโคลนและติดหล่ม เคลื่อนที่ไปไม่ได้ วิ่งได้ไกลมากเนื่องจากใช้เครื่องยนต์ดีเซลจึงประหยัดน้ำมันกว่าเครื่องยนต์เบนซินถึง 40 เปอเซ็นต์ เมื่อถูกยิงติดไฟยากเพราะใช้น้ำมันดีเซล ขณะที่เยอรมันใช้เบนซิน ถูกยิงปุ๊บ ติดทันที การเก็บรักษาน้ำมันดีเซลทำได้ง่ายกว่าเบนซิน เครื่องยนต์ของ T34 สตาร์ทติดง่ายแม้ในเขตที่อากาศหนาวจัด ขณะที่เครื่องยนต์เบนซินของรถถังเยอรมันซึ่งใช้ระบบไฟฟ้า มักสตาร์ทไม่ค่อยติดในเขตที่อากาศหนาว ทำให้ต้องติดเครื่องตลอดเวลา จึงสิ้นเปลืองน้ำมันมากและทำให้เครื่องสึกหรอเร็ว , การออกแบบของ T34 ทำให้ผลิตง่าย จึงผลิตได้เร็วและเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้การซ่อมบำรุงก็ทำได้ง่ายกว่ารถถังเยอรมันซึ่งมีความซับซ้อนและซ่อมบำรุงยาก , ด้วยข้อดีต่างๆ เหล่านี้ทำให้ T34 กล้าดวลกับรถถังทุกรุ่นในโลกนี้อย่างไม่กลังศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นรถถังเยอรมัน , เซ็นจุเรียนของอังกฤษ , แพตตันของอเมริกัน ก็เคยได้ลิ้มรสปืน 85 มม. ของ T34/85 มาแล้ว หลังสงคราม มีการผลิตที-34 ออกมาอีกมากมาย รวมทั้งมีการออกใบอนุญาตให้ประเทศอื่นๆสามารถผลิตมันได้ด้วยอย่างจีน โปแลนด์ และ เชคโกสโลวาเกีย ในยุคทศวรรษที่ 1960 ที-34/85 มีการปรับปรุงให้ทันสมัยเพื่อการส่งออกและการเป็นกำลังสำรอง ประเมินกันว่า ที-34 ถูกผลิตออกมาทั้งสิ้่น 84,070 คัน มันถูกใช้ในกลุ่มประเทศกติกาสัญญาวอร์ซอ ในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม สงครามบอสเนีย ตะวันออกกลาง อัฟกานิสถาน อังโกล่า โซมาเลีย และไซปรัส รวมแล้ว 39 ประเทศทั่วโลกเคยนำ ที-34 เข้าประจำการณ์ credit k.social
และการข้ามเส้นขนานที่38ของโสมแดง
อันนี้คงไม่เกี่ยว
อันนี้หน่วยกล้าตายกองทัพแดง