โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน

เรื่องแนะนำ

Powered by
10
คะแนน
 
โดย boi9999 เป็นกระทงร้อน 5 เดือนที่แล้ว
พรุ่งนี้ก็ไปแล้วนะ
 
เราอาจรู้เรื่องโลกร้อน นี่เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งว่ากันว่าโลกกำลังกำจัดปรสิด (ก็คือมนุษย์) ที่กำลังทำให้โลกป่วย เนื้อหายาว คลิปของยูทูปประดับใว้
คะแนน: 10 ชอบ, 0 ไม่ชอบ

tag: คลิป คลิปวีดีโอ บทความ วิทยาศาสตร์ วีดีโอ โลกร้อน

ประเภท: วิทยาศาสตร์

คลับ: คนรักสีแดง

10 บทวิจารณ์  |  3,753 คนอ่าน
 
คำสั่ง
Share เว็บฝรั่ง
Share เว็บไทย
Exteen
วีดีโอคลิป
URL  
Embed  
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
การค้นพบทางวิทยาศาสตร์อีกชิ้นหนึ่งที่นำมาซึ่งความมหัศจรรย์ใจในความสามารถ ในการดูแลควบคุมตัวเองได้ของโลก คือ ทฤษฎีกายา (Gaia Theory)

ในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๐๓ - ๑๒ (๑๙๖๐s) มีการส่งยานอวกาศขึ้นไปสู่นอกโลก เป็นครั้งแรกของมนุษยชาติที่ได้มีโอกาสเห็นภาพอันสวยงามของโลกที่ตัวเองอาศัยอยู่ โลกที่ให้กำเนิดชีวิตทั้งมวล นักบินอวกาศหลายคนยอมรับว่าการที่ได้ขึ้นไปเห็นภาพของดาวเคราะห์ที่มีสีสันในโทนน้ำเงินขาว ล่องลอยอยู่ในอวกาศอันมืดมิดและกว้างใหญ่ไพศาลนั้น เปรียบได้กับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเลยทีเดียว เพราะมีผลให้เปลี่ยนทัศนคติและความสัมพันธ์ของตนที่มีต่อโลกไม่มากก็น้อย ในช่วงเดียวกันนั้นนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาองค์ประกอบทางกายภาพของโลกในด้านต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานของดาวโลก และดาวอื่นๆ ในระยะข้างเคียง ได้แก่ ดวงจันทร์ ดาวศุกร์และดาวอังคาร

ในช่วงเวลานั้นเอง องค์การนาซ่าได้เชิญนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ผู้มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของชั้นบรรยากาศโลก คือ เจมส์ เลิฟลอค (James Lovelock) ในการออกแบบอุปกรณ์ตรวจค้นชีวิตบนดาวอังคาร ตามแผนการส่งยานอวกาศไปเก็บตัวอย่างดินจากดาวอังคารมาวิเคราะห์และศึกษาต่อไป

จากการศึกษาธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต เลิฟลอคค้นพบว่า คุณสมบัติที่ชีวิตทั้งหลายมีร่วมกันคือ การรับพลังงานและสสาร และถ่ายเทของเสียออก เขาตั้งสมมติฐานว่าในดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตในดาวเคราะห์นั้นจะต้องมีการนำเอาสสารและพลังงานจากชั้นบรรยากาศ และมหาสมุทรไปใช้ในเพื่อการดำรงอยู่และผลิตของเสีย ดังนั้น หากดาวอังคารมีสิ่งมีชิวิตอยู่จริง ก็ต้องสามารถตรวจจับองค์ประกอบก๊าซที่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ได้ วิธีการนี้สามารถกระทำได้บนโลกและไม่ต้องลงทุนส่งยานอวกาศเดินทางไปสำรวจถึงดาวอังคาร

หลังจากทำการทดลอง และเปรียบเทียบข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของชั้นบรรยากาศ ระหว่างโลกกับดาวอังคารดูแล้ว เห็นว่ามีความต่างกันโดยสิ้นเชิง ดาวอังคารนั้นมีปริมาณก๊าซออกซิเจนน้อยมาก มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง และไม่มีก๊าซมีเทนเลย ส่วนในชั้นบรรยากาศโลกนั้นประกอบด้วยก๊าซออกซิเจนจำนวนมาก แทบจะไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เลย และมีก๊าซมีเทนอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เลิฟลอคสรุปว่า ในดาวอังคารนั้น เนื่องจากไม่มีสิ่งมีชีวิตมีส่วนร่วมอยู่เลย ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นระหว่างสารเคมีต่างๆ ได้ดำเนินมาจนสิ้นสุด และกลายเป็นสภาพเสถียรและสมดุลมานานแล้ว ซึ่งตรงข้ามกับโลกโดยสิ้นเชิง เพราะในชั้นบรรยากาศของโลกนั้นเต็มไปด้วยก๊าซออกซิเจน และมีเทนที่มีแนวโน้มที่จะทำปฏิกิริยาทางเคมีอย่างต่อเนื่อง เป็นสภาวะที่ไกลจากสมดุลทางเคมีมาก นอกจากนั้น สิ่งมีชีวิตบนโลกได้ดูดซับเอาก๊าซเหล่านี้ไปใช้ตลอดเวลา พืชและต้นไม้ผลิตก๊าซออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็ผลิตก๊าซชนิดอื่น ชั้นบรรยากาศโลกจึงเป็นระบบเปิดที่มีการถ่ายเทแลกเปลี่ยนสสารและพลังงานกับระบบอื่นตลอดเวลา ทำให้มีสภาวะของความเคลื่อนไหวและห่างไกลจากจุดสมดุลทางเคมี แต่มีองค์ประกอบทางเคมีค่อนข้างคงที่แน่นอน

การค้นพบในครั้งนี้นำมาซึ่งความมหัศจรรย์ใจคล้ายประสบการณ์ของการรู้แจ้งเลยทีเดียว และทำให้เขาตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ผลิตก๊าซต่างๆ อย่างเดียว แต่ยังทำหน้าที่กำหนดควบคุมปริมาณก๊าซต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตเองด้วย เพราะข้อมูลทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ยืนยันว่า อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ๒๕ นับตั้งแต่สิ่งมีชีวิตได้อุบัติขึ้นในโลก และอยู่ในระดับที่คงที่มาตลอดระยะเวลาสี่พันล้านปีมาแล้ว ซึ่งทำให้เขาตั้งคำถามว่า โลกสามารถควบคุมลักษณะทางกายภาพต่างๆ ของตัวเอง เช่น อุณหภูมิ ระดับความเข้มข้นของเกลือในมหาสมุทร เพื่อให้เหมาะกับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ได้หรือไม่ เพราะนั่นจะหมายความว่า โลกจะมีระบบการควบคุมตัวเองเหมือนกับระบบชีวิตอื่นๆ เลิฟลอครู้ว่าสมมติฐานนี้กำลังจะพลิกผันความเข้าใจเดิมของวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลกเลยทีเดียว

ทัศนะเดิมมองโลกว่า ประกอบไปด้วยลักษณะทางกายภาพที่ไร้ชีวิต เช่น หิน ทราย ก๊าซต่างๆ น้ำ ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ต่างกับทฤษฎีกายาที่มองโลกแบบองค์รวมและเห็นว่า สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดระบบกลไกการควบคุมตัวเอง (Self-regulating system)



ตอนนั้นนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซ่าไม่ยอมรับและไม่ชอบการค้นพบของเลิฟลอคเลยทีเดียว ยังดึงดันที่จะส่งกระสวยอวกาศไปสำรวจดาวอังคาร ถึงแม้เลิฟลอคจะบอกว่าไม่มีความจำเป็น เพราะสามารถกระทำได้โดยการใช้กล้องส่องทางไกลคุณภาพสูง เพื่อวิเคราะห์เสปคตรัมของชั้นบรรยากาศบนดาวอังคาร เป็นสิ่งที่ทำได้จากพื้นดิน และในที่สุดนาซ่าก็ส่งยานอวกาศไปถึงดาวอังคาร และค้นพบเพียงร่องรอยของความว่างเปล่า ปราศจากสิ่งมีชีวิตตามที่เลิฟลอคคาดการณ์ไว้






ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เลิฟลอคได้นำเสนอการค้นพบดังกล่าวในการประชุมทางวิทยาศาสตร์ที่ปริ้นซตั้น หลังจากนั้นก็มีนักเขียนวรรณกรรมคนหนึ่งที่เห็นว่าสิ่งที่เลิฟลอคนำเสนอนั้น ตรงกับความเชื่อโบราณของกรีก เกี่ยวกับพระนางกายา (เทียบได้กับพระแม่ธรณี) และเสนอให้เลิฟลอคใช้ชื่อ “กายา” เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ เลิฟลอครับเอาชื่อนี้มาด้วยความยินดี และในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เขาได้เขียนและตีพิมพ์หนังสือชื่อ “มองกายาผ่านชั้นบรรยากาศ”

แม้กระนั้น เลิฟลอคก็ยังไม่สามารถไขปริศนาของกระบวนการควบคุมองค์ประกอบ และระดับปริมาณของสารเคมีในชั้นบรรยากาศโดยสิ่งมีชีวิต รู้แต่เพียงว่าต้องมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และก็ไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายผลิตก๊าซอะไรออกมากันบ้าง ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น ลินน์ มาร์กุลิส (Lynn Margulis) นักจุลชีววิทยากำลังศึกษาสิ่งที่เลิฟลอคต้องการรู้อยู่พอดี นั่นคือ การผลิตและดูดซับก๊าซต่างๆ โดยสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย รวมทั้งแบคทีเรียในดินที่มีจำนวนมากมายมหาศาล นับเป็นการพบกันที่ลงตัวของความรู้ ทั้งสองแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองค้นพบ เลิฟลอคอธิบายเกี่ยวกับหลักการทางเคมี หลักการเทอร์โมไดนามิกส์ และไซเบอร์เนติกส์ (ระบบควบคุมตัวเองอัตโนมัติ) ส่วนมาร์กุลิสก็อธิบายถึงก๊าซของชั้นบรรยากาศที่เกิดจากระบบสิ่งมีชีวิต ในที่สุดทั้งสองก็ได้ประมวลความรู้ทั้งหมด และอธิบายระบบควบคุมตัวเองของโลก ดังนี้

กระบวนการควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด นับตั้งแต่การกระทุขึ้นของภูเขาไฟต่างๆ บนโลก มีผลให้บรรยากาศโลกมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น และอยู่ในระดับสูงอยู่เป็น เวลาหลายล้านปี เนื่องจากก๊าซนี้ทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก และจะทำให้โลกร้อนขึ้น กายาจึงต้องสร้างกลไกในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้อยู่ในสภาวะที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต พืชและสัตว์ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง หายใจและกระบวนการผุพังเน่าเปื่อย อย่างไรก็ตาม การแลกเปลี่ยนดังกล่าวมักมีปริมาณเท่าๆ กันและสมดุล ไม่ส่งผลต่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินที่อยู่ในบรรยากาศได้ ตามทฤษฎีกายา กระบวนการที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดวงจรป้อนกลับ (feedback loop) ในระดับใหญ่เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินคือ กระบวนการผุกร่อนของหิน

ในกระบวนการผุกร่อนของหินนั้น หินและน้ำฝน จะทำปฏิกิริยากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดเป็นสารเคมีองค์ประกอบต่างๆ ที่เรียกว่า คาร์บอเนท นั่นหมายความว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถูกดูดออกจากชั้นบรรยากาศมาอยู่ในรูปของเหลว กระบวนการนี้ยังไม่มีสิ่งมีชีวิตเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม เลิฟลอคและคณะได้ค้นพบแบคทีเรียในดินทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้กระบวนผุกร่อน ของหินทางเคมีนั้นมีอัตราเร็วขึ้น
หลังจากนั้นคาร์บอเนตก็ถูกชะไหลลงสู่ทะเล ที่มีอัลจี (algae) หรือพืชทะเลจำพวกเห็ดราซึ่งมีขนาดเล็กจนมองไม่เห็นอยู่เป็นจำนวนมาก พืชทะเลเหล่านี้จะทำการดูดสารคาร์บอเนตไปใช้ในการสร้างเปลือกชอล์ก (สีขาว) ในรูปเบบอันวิจิตร ตอนนี้คาร์บอนไดออกไซด์ในถูกแปรสภาพไปอยู่ในเปลือกหุ้มของพืชทะเลจิ๋วเหล่านี้ นอกจากนั้นพืชทะเลเหล่านี้ยังดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ จากบรรยากาศเหนือทะเลโดยตรงอีกด้วย

พออัลจีตาย ก็จะจมดิ่งและสะสมอยู่ใต้ท้องทะเลและมหาสมุทร ทับถมเป็นตะกอนหินปูน จนกระทั่งมีน้ำหนักมากพอที่จะจมลงไปถึงขั้วโลก และถูกหลอมละลายอีกครั้งหนึ่ง และบางทีก็ส่งผลให้เกิดการไหวตัวของแผ่นดิน และปะทุให้มีการระเบิดของภูเขาไฟอีกครั้ง

จะเห็นว่าวงจรป้อนกลับทั้งหมด นับตั้งแต่ภูเขาไฟ การผุกร่อนทางเคมีของหิน แบคทีเรียในดิน อัลจีหรือพืชทะเล ตะกอนหินปูน กลับไปยังภูเขาไฟนี้เป็นวงจรป้อนกลับที่ใหญ่พอที่ สามารถปรับเปลี่ยนอุณหภูมิของโลกได้ ในกรณีที่ดวงอาทิตย์แผ่รังสีร้อนขึ้นและมีผลทำให้โลกร้อนขึ้น แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินจะถูกกระตุ้น และส่งผลให้เกิดกระบวนการผุกร่อนทางเคมีของหิน และดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ จนทำให้โลกมีอุณหภูมิเย็นลง เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม (ที่ไร้ชีวิต) จึงเป็นส่วนเดียวกันในการดำรงอยู่ อากาศและหินจึงไม่ได้อยู่ในฐานะที่เป็นเพียง “สิ่งแวดล้อม” ที่แวดล้อมชีวิตอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทั้งหมด เช่นเดียวกับที่หลอดเลือดในร่างกายเราเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มิได้เป็นเพียงสิ่งแวดล้อมของหัวใจ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกก็ไม่ได้มีฐานะเป็นเพียงผู้มาเยือน หรือผู้มาอยู่อาศัยชั่วคราว ด้วยความบังเอิญที่โลกมีสภาวะที่เอื้อต่อชีวิตตามทัศคติเดิมเท่านั้น หากมีส่วนในการควบคุมและกำหนดสภาวะเงื่อนไขทางกายภาพ ให้เหมาะสมการดำรงอยู่ของชีวิตเองด้วย

ถึงแม้ว่าความคิดในเรื่องของกายาจะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่นักสิ่งแวดล้อม และเหล่าศาสนิกที่ยังเชื่อในความมีตัวตนของจิตวิญญาณใหญ่ที่ปกครองและบำรุงเลี้ยงโลกอยู่ ลินน์ มาร์กูลิสเตือนว่าการใช้บุคลาธิฐานที่ยังมองเห็นโลกเป็นตัวเป็นตนนั้น ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เธอและเลิฟลอคพยายามนำเสนอ เนื่องจาก กายา ไม่ใช่ ”สิ่ง” มีชีวิต เพราะไม่ได้กิน หรือสังเคราะห์แสง หรือถ่ายของเสีย แต่เป็น “ระบบ” ที่มีชีวิต ที่รับเอาสสารและพลังงานทั้งหลายมาใช้ใหม่ หากนิยามของการมีชีวิตคือความสามารถในการผลิตใหม่ ซึ่งหน่วยชีวิต (reproducibility) และการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดสรรตามธรรมชาติ (natural selection) ความเป็นกายาเป็นลักษณะที่โผล่ปรากฏตามเหตุปัจจัยทางนิเวศวิทยาของชั้นบรรยากาศโลก ชีวภูมิศาสตร์ กายวิภาค และกระบวนลูกโซ่แห่งปฏิสัมพันธ์อันหลากหลายและซับซ้อนในหมู่สิ่งมีชีวิต ๑๐ ล้านสปีชี่ เธอกล่าวว่ามนุษย์ไม่มีอำนาจพอที่ จะทำลายกระบวนการนี้ ได้แม้จะใช้ระเบิดนิวเคลียร์สักกี่ลูก แต่มนุษย์สังหารเผ่าพันธุ์ตนเองให้สูญสิ้น ได้ด้วยความไม่รู้และความอหังการ์ของตัวเอง และหากมนุษย์สูญพันธุ์ไปจริงๆ หรือหากมนุษย์ตัดป่าเขตร้อน และทำลายระบบนิเวศลงเสียหมดจริงๆ กายา ในฐานะกระบวนการจัดการตัวเองก็จะยังคงดำเนินต่อไป
ขอบคุณ
http://www.zone-it.com/f/topic:41565.0/wap2
ตอนนี้โลกเป็นคนเป็นเห็บที่ต้องบี้ทิ้งคุณลองคิดดูแมลงวันตัวหนึ่งเกาะที่แขนของคุณ ด้วยสติปัญญาหรือระดับจิตของแมลงวัน มันจะรู้ไหมว่าที่เกาะอยู่นั้นเป็นสิ่งมีชีวิต หรือสิ่งที่มันเกาะนั้นเป็นอะไร เป็นของใคร ชื่ออะไร สิ่งที่มันรู้ก็เป็นแค่ระดับที่จิตของแมลงวันจะสัมผัสรับได้เท่านั้น แล้วถ้าโลกมีชีวิตจริงๆละ จิตอันกระจ้อยร่อย ก้านสมองอันน้อยนิดของมนุษย์จะมีปัญญาสัมผัสรับรู้ถึงความมีอยู่ เป็นอยู่ของจิตในระดับดาวเคราะห์ของโลกได้หรือเปล่า บางที่อาจรู้ได้ถ้าเป็นจิตที่ละเอียด บริสุทธิ์ระดับญาณ 9 หรือนิโรธสมาบัติเช่น พระพุทธเจ้า แต่คุณก็จะค้านว่าถ้าจิตของมนุษย์เราต่ำเกินกว่าจะรับทราบความมีชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งของโลกใบนี้ได้แล้วละก็ ความคิดว่าโลกมีชีวิตก็ไม่มีทางพิสูจน์ได้ นอกจากเราจะสำเร็จอรหันต์กัน แต่เมื่อหลายปีก่อนได้มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งรวมตัวกันด้วยความสมัครใจค้นหาคำตอบข้อสงสัยของพวกเขา โดยพวกเขาได้พัฒนาทฤษฎีไร้ระเบียบขึ้นมาจนพอจะใช้มันคำนวณปรากฏการณ์ธรรมชาติในระดับละเอียดได้ และมันทำให้พวกเขาค้นพบว่าปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงทุกอย่างในธรรมชาติมันล้วนมีรูปแบบที่ผูกพันโยงใยกันเกินธรรมดา การอพยพย้ายถิ่นของนกบนฟ้าหรือปลาไหลในทะเล ฝูงผีเสื้อและตั๊กแตนที่บินข้ามถิ่นเป็นร้อยๆไมล์ พายุ หรือกระแสน้ำ ทุกสิ่งทุกอย่างมันคือกระบวนการสร้างสมดุลเคมีของสิ่งมีชีวิตเหมือนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในร่างกายของเรา และยังมีการศึกษาถึงสนามแม่เหล็กโลกด้วย โดยทางนักวิทยาศาสตร์กลุ่มดังกล่าวได้พบว่าในคลื่นแม่เหล็กโลกนั้นมีคลื่นประหลาดอีกคลื่นหนึ่งแทรกสอดอยู่ด้วยมันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติครั้งใหญ่ๆของโลก ถ้าหากคลื่นนี้เข้มขึ้นก็จะเกิดแผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมหรือสึนามิได้ เมื่อร้อยห้าสิบปีก่อน เริ่มมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม โรงงานและเขื่อนกั้นน้ำถูกสร้างขึ้น คนเริ่มจับจองสร้างสิ่งปลูกสร้างมากมาย ตอนนั้นโลกมีประชากรแค่เก้าร้อยกว่าล้านคน พื้นที่ป่าเกินกว่าสิบล้านตารางไมล์ เพียงแค่สองชั่วอายุคนเท่านั้น เทคโนโลยีก้าวกระโดดไปอย่างกับเนรมิต เรามีโรงงาน เมืองใหญ่ เขื่อนกันน้ำ ไฟฟ้าและตลาดหุ้น แต่ประชากรเพิ่มขึ้นเป็นหกพันล้าน ป่าไม้เหลือไม่ถึงสามล้านตารางไมล์ มลภาวะ ปัญหาชั้นโอโซนกับกรีนเฮาส์เอฟเฟกต์ แต่ที่สำคัญที่สุดคลื่นความคิดของโลกเปลี่ยนไปมาก และมากจนน่ากลัว ขณะนี้มนุษย์เรากำลังทำตัวเป็นปรสิตกัดแทะร่างกายของโลกอย่างมูมมาม ซึ่งคล้ายๆกับว่า เวลายุงมากัดคุณ คุณก็จะตบมัน โลกเราก็เหมือนกันขณะนี้มันกำลังคิดว่าปรสิตที่เกาะมันอยู่เกะกะมันมาก มันจึงคิดจะลดจำนวนปรสิต อย่างเช่นคุณเคยดูหนังเรื่อง เดอะเดย์อาฟเตอร์ทูมอร์โร(The Day After Tomorrow)ไหม คล้ายๆกัน และการเกิดสึนามิบริเวณเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทำให้คนตายแสนกว่าคนที่ผ่านมา หรือแผ่นดินไหวที่ปากีสถาน อินเดีย ที่ทำให้ผู้คนล้มตายหลายหมื่นคน ก็เกิดจากการที่โลกเราพยายามลดปรสิตที่อยู่
เรื่องแนะนำ:



 
บทวิจารณ์
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย priboi เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
สนธิSHIP หาย
เวณล่ะ คนเป็นแค่กาฝากโลก
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย แพร^^ เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
งานเยอะ
หือๆๆ เรากะลังโดนกวาดล้างโลกเหรอ เป็นความเห็นที่ดีนะ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย แหล่ม เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
โพสมาไม่ต้องห่วง เด๋วป๋าดันให้
สมมุตว่าโลกเป็นมนุษย์ แล้ว สิวขึ้นหน้า มนุษย์ก็ต้องบีบ สิวออก ใช่ปะคับ
  คำสั่ง โหวต
2 คะแนน โดย boi9999 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
พรุ่งนี้ก็ไปแล้วนะ
ราวๆนั้น
  คำสั่ง โหวต
-2 คะแนน โดย cloecho เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
พลังใจสถิตย์อยู่กับท่าน
โลกของเรามีจิตวิญญาณในตัวเอง
และจิตก็มีกลายประเภท
เช่น จิตหลับ จิตตื่น หรือ จิตฝัน ในขณะที่เราตื่น หลับ หรือฝัน กระบวนการทำงานตามระบบต่างๆ ของร่างกายยังคงดำเนินไปอยู่ โลกเราก็เช่นกัน การที่มนุษย์สร้างมลพิษให้กับโลกมากเกินไป ทำให้จิตของโลกที่หลับ อยู่ตื่นขึ้นมา เพื่อที่จะกำจัดของเสียออกจากตัวเอง ก่อนที่โลกจะย่อยยับมากไปกกว่านี้ กระบวนการนี้เราอาจจะเรียกได้ว่า กระบวนการป้องกันตัวเอง เราอย่าคิดว่าต้นไม้ ก้อนหิน หรือแม้แต่ดิน น้ำ ไม่มีความหมายอะไร เพราะไม่มีชีวิต ใช่ถ้าบอกว่าไม่มีชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้มีจิตรับรู้ในตัวเอง เห็นได้จากกระบวนการปกป้องตัเอง พร้อมกับการกินอยู่เพื่อสร้างความเจริญเติบโตให้กับตัวเอง ต้นไม้ก้อต้องกินเช่นกัน น้ำก็ต้องกิน ดินก็กิน เพียงแต่อาหารของแต่ละอย่างอาจจะไม่เหมือนกัน คนอาจจะต้องการข้าวน้ำ ต้นไม้ต้องการแร่ธาตุ น้ำต้องการก๊าซ เป็นต้น เวลาผมเห็นคนเข้าห้องน้ำ ดึงทิชชู่ออกมาเป็นกำเพื่อเช็ดมือแล้วรู้เลยว่า ยังไม่มีจิตสำนึกประยัดพลังง รักษ์โลก หรืออะไรก็ตามที่ช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ พวกนี้คิดสั้น มองแค่สิ่งที่เห้น ตัดสินด้วยตา ปกติเวลาล้างมือในห้องน้ำผมจะใช้กระดาษแค่แผ่นเดียว หรือไม่ใช้เลย เพราะผมรู้ว่ากระดาษแต่ละแผ่นกว่าจะผลิตออกมาให้เราใช้ต้องผลาญทรัพยากรไปไม่รุ้กี่เท่าไหร่ ตัดต้นไม้กี่ต้น ใช้พลังงาน เครื่องจักร น้ำมัน ไฟฟ้ามากแค่ใหน คุณอาจจะคิดว่า ห้างหรือบริษัทไม่ใช่พ่อคุณ เรื่องไรไปช่วยประหยัด
แต่คุณคงไม่คิดต้นไม้มาจากที่ใหน คุณเคยปลูกต้นไม้หรือไม่ พอและ...เบื่อ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย นายขยะ เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
สบายใจทางไหนก็เล่นทางนั้นเถอะ
มนุษย์นี่ช่างน่ารังเกียจเสียจริงๆเลย
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย RECONSIDERING เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
คนไทยต้องรู้จักสิทธิในความเป็นประชาธิปไตยของท่านเอง
ใช่แล้ว ถ้าโลกไม่สามารถกำจัดมนุษย์ที่เป็นเชื้อโรคที่กำลังทำลายโลกแล้ว..... โลกนั่นเองก็จะล่มสลาย ตายไป เหมือนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ที่สิ้นชีวิต หมดสิ้นทุกอย่าง
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย boi9999 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
พรุ่งนี้ก็ไปแล้วนะ
คุณcloecho ผมกะกดบวกดันกดผิดโทษที
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย Tuykung เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
อย่างที่เขาเรียกว่า คืนสู่สมดุล ครับ
คุณต้อง ล็อกอิน จึงจะวิจารณ์กระทงได้