เรื่องแนะนำ
Powered by
|
ภาพประกอบ
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
นักรบกะเหรี่ยงแดง
ในบรรดาชนกลุ่มน้อยชายขอบไทย - พม่า ชาวคะเรนนีหรือชาวกะเหรี่ยงแดง จัดเป็นกลุ่มชน ที่คนไทยรู้จักน้อยที่สุด ด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร ์ - รัฐคะเรนนี อยู่ติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน เต็มไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน เหตุผลทางวัฒนธรรม - ประชากรในรัฐคะเรนนีส่วนใหญ่ เป็นชาวเขาต่างเผ่า กับชาวเขาในประเทศไทย เหตุผลทางเศรษฐกิจ - รัฐคะเรนนีไม่มีตลาดการค้าชายแดน หรือสะพานมิตรภาพ เชื่อมสองฝั่งประเทศเป็นหนึ่งเดียว เช่นสะพานมิตรภาพไทย - พม่าเชื่อมอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และเมืองเมวดีในเขตรัฐกะเหรี่ยง หรือสะพานการค้า เชื่อมอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กับอำเภอท่าขี้เหล็กในเขตรัฐฉาน สิ่งเชื่อมต่อผืนแผ่นดิน ระหว่างคะเรนนีและแม่ฮ่องสอน มีเพียงภูเขาและสายน้ำ แม้ว่าแผ่นดินคะเรนนี จะถูกรัฐบาลพม่ารุกราน จนลุกเป็นไฟมายาวนานกว่า ๕๐ ปี และชาวคะเรนนีหนีตายมาอยู่ในค่ายผู้อพยพ ชายแดนไทยนานนับสิบปีมาแล้ว คนไทย -- เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกับพวกเขาที่สุด กลับรับรู้เรื่องราวของพวกเขาน้อยเต็มที
รัฐคะเรนนีอยู่ถัดจากรัฐฉานลงมาทางด้านใต้ ก่อนถึงรัฐกะเหรี่ยง จัดเป็นรัฐขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับรัฐชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ (พื้นที่ทั้งหมด ๑๑,๗๓๐ ตารางกิโลเมตร) ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงสี่กลุ่ม คือ คะยาห์ กะยอ กะยาง (กะเหรี่ยงคอยาว) และปะกู กลุ่มที่มีมากที่สุดคือ คะยาห์ (บางครั้งรัฐคะเรนนี จึงถูกเรียกว่ารัฐคะยาห์ แต่คนคะเรนนีนิยมเรียกว่า รัฐคะเรนนีมากกว่า เพราะมีความหมายครอบคลุมถึง กลุ่มชาติพันธุ์อื่นด้วย) คนไทยมักเรียกชาวคะเรนนีว่า กะเหรี่ยงแดง
แผ่นดินคะเรนนี อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีมูลค่ามหาศาล เฉพาะแร่ธาตุก็มีไม่น้อยกว่า ๑๐ ชนิด อาทิ ทองคำ ทองคำขาว เหล็ก ตะกั่ว พลอย ดีบุก วูลแฟรม และก๊าซธรรมชาติ ส่วนไม้สักยิ่งไม่ต้องพูดถึง เฉพาะไม้สักดำ ซึ่งเป็นไม้สักหายาก ก็มีมูลค่าไม่รู้เท่าไร ด้วยทรัพยากรมากมายดังที่กล่าวมา รัฐบาลพม่าจึงปรารถนา ที่จะครอบครองแผ่นดินคะเรนนี ที่ผ่านมา เพิ่งครอบครองได้แค่ โรงไฟฟ้าหนึ่งโรง กับเหมืองทังสเตนหนึ่งแห่งเท่านั้น แต่ชาวคะเรนนี ก็ไม่ยอมให้ศัตรู เข้ามายึดแผ่นดินเกิดง่าย ๆ กองทัพคะเรนนีต่อสู้อย่างเข้มแข็ง มาตลอดเวลากว่า ๕๐ ปี และจนถึงวันนี้ รัฐบาลพม่า ก็ยังไม่ได้ครอบครองทรัพยากร บนแผ่นดินผืนนี้อย่างที่ใจต้องการ
หลังจากพม่าได้รับเอกราช จากอังกฤษในปี ๒๔๙๑ รัฐคะเรนนีถูกผนวก เป็นส่วนหนึ่งของพม่าทันที ก่อนหน้านี้ชาวคะเรนนี ไม่เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของใคร แม้ในช่วงที่อังกฤษปกครองประเทศพม่า รัฐคะเรนนีก็ได้ทำข้อตกลงพิเศษ กับรัฐบาลอังกฤษ และรัฐบาลพม่าในปี ๒๔๑๘ ให้ยอมรับอิสรภาพของรัฐคะเรนนี โดยคะเรนนียอมเปิดเส้นทางคมนาคม และเส้นทางการค้าสู่ประเทศจีน เป็นข้อแลกเปลี่ยน ชาวคะเรนนีจึงถือว่า ตนไม่เคยตกอยู่ ภายใต้การปกครองของใคร เมื่อรัฐบาลพม่า ต้องการปกครองรัฐคะเรนนี โดยส่งกองกำลังทหารเข้ามายึดครอง และเข่นฆ่าชาวคะเรนนี ชาวคะเรนนี จึงลุกขึ้นจับปืนสู้กับรัฐบาลพม่า ตั้งแต่ปี ๒๔๙๑ มาจนถึงปัจจุบัน ภายใต้ชื่อ พรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี หรือ KNPP (Karenni National Progressive Party) นับเป็นตัวแทนทางการเมืองของชาวคะเรนนี ที่มีเอกภาพ และต่อสู้มายาวนานที่สุด ในบรรดาชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่า
กองทัพพม่าเริ่มบุกรัฐคะเรนนีตั้งแต่ปี ๒๔๙๑ จนกระทั่งปี ๒๕๐๕ กองทัพพม่าส่งกองทัพบุกยึดรัฐคะเรนนี จนเกือบครบทุกหัวเมือง ฝ่ายกองกำลัง KNPP จึงใช้วิธีรบแบบกองโจร แอบซุ่มโจมตีในป่า แทนการตั้งฐานทัพในเมือง และเคลื่อนย้ายไปเรื่อย ๆ ไม่ตั้งฐานทัพอยู่ที่ใดที่หนึ่ง
ชายหนุ่มจากหมู่บ้านทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ของรัฐคะเรนนี เล่าสถานการณ์ในหมู่บ้านของตนว่า
"ทหารพม่าบุกเข้ามาที่หมู่บ้านของผม ตั้งแต่ปี ๒๔๙๑ หลังจากรัฐบาลยึดพื้นที่ได้ ก็จัดตั้งกองกำลังทหารในหมู่บ้าน เป็นหน่วยทหารพิเศษ สำหรับปราบปราม กองกำลังทหารกะเหรี่ยง ช่วงแรก ๆ ฐานปฏิบัติการทหารพม่า ในรัฐคะเรนนีมีเพียงห้าฐานเท่านั้น ทหารคะเรนนีควบคุมพื้นที่ได้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำพอน จนถึงชายแดนไทย แต่หลังจากปี ๒๕๓๐ ทหารพม่าก็บุกเข้ามามากขึ้น จนทุกวันนี้ มีไม่น้อยกว่า ๒๐ ฐาน"
เรื่องราวการสังหารโหด ที่น่าจะปรากฏอยู่ในนิยายฆาตกรรม กลับปรากฏให้เห็นจนชินตา ในหมู่บ้านชาวคะเรนนี การปล้น ฆ่า ข่มขืนแบบ "ไม่ธรรมดา" เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เด็กหญิงวัย ๑๒ ถูกทหารทั้งกองร้อย ข่มขืนจนตาย ต่อหน้าแม่ของเธอ หรือการฆ่าเด็กสามขวบ ด้วยการจับเด็ก ยัดลงในครกกระเดื่อง ตามด้วยการ "ตำเด็ก" จนเละ เหล่านี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริง ที่ปรากฏผ่านสายตาชาวคะเรนนี นับตั้งแต่ทหารพม่า บุกเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ ชายหนุ่มคะเรนนีจำนวนมาก จึงพากันสมัครเข้าเป็นทหาร ใน KNPP ทำการสู้รบเพื่อปกป้องแผ่นดินตนเอง
นับตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ รัฐบาลพม่าพยายามกดดันกองทัพ KNPP เช่นเดียวกับกองทัพชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ โดยยุทธวิธีตัดสี่ คือ อาหาร วัสดุ ฝ่ายการข่าว และกองกำลัง ทหารพม่าเผาเสบียง ในยุ้งฉางของชาวบ้าน ให้เหลือน้อยที่สุด จนมั่นใจว่าไม่เหลือเสบียง ส่งให้ทหารที่ซ่อนตัวในป่าแน่ ๆ รวมทั้งสังหารทุกครอบครัว ที่มีลูกชายเป็นทหาร หรือเป็นสายลับให้ KNPP
ชายหนุ่มวัย ๒๒ ปีจากรัฐคะเรนนี เล่าเหตุการณ์ เมื่อครั้งทหารพม่า ฆ่าคนที่เขา "ได้ข่าว" ว่าเป็นสายลับให้ฟังว่า
"ตอนนั้นผมอยู่ ป. ๖ มีทหารพม่าเข้ามาในหมู่บ้าน ถามว่าเจอทหารคะเรนนีบ้างหรือเปล่า แล้วทหารพม่าก็สั่งห้าม ออกนอกหมู่บ้านตอนกลางคืน คืนนั้นทหารพม่า เข้ามาจับชาวบ้านสามคน บอกว่าสองคนเป็นสายลับทหารคะเรนนี อีกคนเป็นคนส่งอาหารให้ทหารคะเรนนี แล้วทหารพม่า ก็เอาคนทั้งหมดไปสอบสวน เอาเชือกมัดมือไพล่หลัง แล้วก็เอาตัวใส่กระสอบ คนแรกโดนซ้อมจนตายในกระสอบ อีกสองคนยังไม่ตาย เขาเอาไปผูกไว้กับเสา ในสนามฟุตบอล ช่วงนั้นตรงกับงานประเพณี ของคะเรนนีพอดี ทหารพม่าสั่งให้ชาวบ้าน ไปเต้นรำข้างหน้าคนสองคนนี้ และสั่งให้ทุกคนในหมู่บ้าน ไปยืนดูตอนเที่ยงวัน หลังจากนั้นทหารพม่า ก็นำคนหนึ่งใส่กระสอบแล้วฆ่า อีกคนพยายามจะหนีเลยถูกทหารพม่ายิงตาย�
หลังจากใช้ยุทธวิธีตัดสี่ไม่สำเร็จ กองกำลัง KNPP ยังคงสู้รบกับทหารพม่าอย่างเข้มแข็ง และพม่าไม่สามารถช่วงชิงทรัพยากร บนแผ่นดินคะเรนนีได้ดังหวัง ในปี ๒๕๑๙ รัฐบาลพม่า จึงปฏิบัติการขั้นเด็ดขาด ด้วยการอพยพผู้คน ออกจากหมู่บ้านในชนบท ที่อยู่ใกล้กองกำลังคะเรนนีในป่า เข้าสู่พื้นที่ควบคุมในเมือง (เช่นเดียวกับการอพยพชาวบ้าน ทางตอนกลางของรัฐฉานในปี ๒๕๓๙) และทำการอพยพในพื้นที่อื่น เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทราบว่าพื้นที่นั้น มีกองกองกำลังคะเรนนี แต่จนแล้วจนรอด รัฐบาลพม่าก็ไม่สามารถปราบ กองกำลังคะเรนนีให้ราบคาบได้ ความหวังเรื่องเหมืองแร่ และสัมปทานป่าไม้บนแผ่นดินผืนนี้ จึงยังคงเป็นหมัน
ในที่สุดรัฐบาลพม่าจึงหันมาใช้ไม้อ่อนดูบ้าง โดยยื่นข้อเสนอเจรจาหยุดยิงกับ KNPP ในเดือนมีนาคม ๒๕๓๘ ยอมให้ชาวคะเรนนี ทำมาหากินได้ตามปรกติ รวมทั้งหาผลประโยชน์ จากผืนดินคะเรนนีได้ โดยรัฐบาลพม่าขอมีส่วนแบ่ง ในทรัพยากรของชาวคะเรนนีบ้าง แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งสองฝ่ายก็มีอันต้องกลับมายิงกันอีกครั้ง หลังจากเซ็นสัญญาหยุดยิง แค่เพียง ๓ เดือนเท่านั้น !
พรพิมล ตรีโชติ กล่าวถึงการกลับมาสู้รบกันใหม่ หลังควันปืนยังไม่จางหายว่า
"สาเหตุของการสู้รบอีกครั้ง เป็นเพราะข้อตกลง ในเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ ระหว่างผู้นำกองกำลัง KNPP กับรัฐบาลทหารพม่าไม่ลงตัว ด้วยในเงื่อนไขหนึ่ง ของการเจรจาหยุดยิง คือ รัฐบาลทหารพม่าอนุญาตให้ KNPP จัดการเรื่องไม้ ในเขตของตนได้ ฝ่าย KNPP จึงได้ขายสัมปทานการตัดไม้ ให้แก่บริษัทของไทย ในขณะที่รัฐบาล ได้ตกลงขายสัมปทาน ให้แก่บริษัทของสิงคโปร์ เมื่อตกลงกันไม่ได้ กองทัพพม่า จึงส่งทหารเข้าประชิดฐานที่มั่นของ KNPP ทันที�
หนึ่งปีต่อมา รัฐบาลพม่าสั่งอพยพหมู่บ้านอีกครั้ง ชาวคะเรนนีไม่น้อยกว่า ๒ หมื่นคนกลายเป็นคนไร้บ้าน หลายคนอดตายอยู่ในค่ายอพยพ เพราะคนส่วนใหญ่ ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากค่าย แม้ว่านักบวชจากโบสถ์ ในเมืองลอยกอว์ เมืองหลวงของรัฐคะเรนนี จะพยายามติดต่อ ขอบริจาคอาหาร และผ้าห่ม แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาต จากทหารพม่า คนแก่ และเด็กจำนวนมาก เสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ คนที่ทนอยู่ในค่ายไม่ได้ ก็แอบหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่า เพราะอย่างน้อย ก็ยังหาอาหารประทังความหิวได้ โดยจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ประมาณสองสามครอบครัว เคลื่อนย้ายไปเรื่อย ๆ เพราะถ้าอยู่ที่ใดนาน ๆ ทหารพม่าจะเห็น รอยทางเดิน หากถูกจับได้ ทุกคนจะถูกยิงทิ้งทันที
รัฐบาลพม่าดำเนินนโยบายล้างเผ่าพันธุ์ ชาวคะเรนนีทุกรูปแบบ เมื่อปราบกองกำลังทหารไม่ได้ ก็หันมาปราบประชาชนตาดำ ๆ ด้วย "อภิมหาโครงการฆ่าล้างเผ่า" ไม่ว่าจะเป็นโครงการส่งโสเภณี ที่ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งถูกขังอยู่ในคุกพม่า เข้าไปขายบริการ ในรัฐคะเรนนี เพื่อแพร่เชื้อเอดส์ สู่หนุ่มคะเรนนี และให้หนุ่มคะเรนนี ส่งเชื้อโรคร้ายต่อไปยังหญิงสาว (ข้อมูลจากอดีตนายทหาร spdc หรือสลอร์กเดิม ผู้เปลี่ยนใจมาเข้าร่วมกับชาวคะเรนนี) หรือโครงการกลืนกลายชาติพันธุ์ ด้วยการสั่งให้ทหารพม่า แต่งงานกับหญิงท้องถิ่น ผู้หญิงหลายคน ถูกบังคับให้แต่งงานกับทหารพม่า ที่เธอเกลียดชังมากที่สุด วิธีนี้ถูกใช้อย่างเป็นระบบ และขยายไปทั่วแผ่นดินคะเรนนี
นับตั้งแต่การละเมิดสัญญาหยุดยิงปี ๒๕๓๘ ผู้นำพรรค KNPP พยายามติดต่อเจรจาหยุดยิง กับทหารพม่าหลายครั้ง แต่การเจรจาก็ไม่เคยสำเร็จ เดวิด ซอวา ผู้นำชาวคะเรนนี ในค่ายผู้อพยพกล่าวถึง ปัญหาในการเจรจายุติสงครามกลางเมืองคะเรนนี ที่มีมากว่า ๕๐ ปีว่า
"ผู้นำของเรา พร้อมเจรจาทุกเมื่อ แต่ต้องไม่ใช่ในพม่า เพราะที่ผ่านมา เราเคยไปเจรจาที่ย่างกุ้งสองครั้ง แต่วงแตกเร็วมาก เพราะรัฐบาลพม่า ต้องการให้คะเรนนีวางอาวุธเพียงอย่างเดียว ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าเราวางอาวุธ ก็แสดงว่าเรายอมแพ้ ทหารพม่า จะทำอะไรกับเราได้ทุกอย่าง ผมคิดว่าการเจรจา ไม่ควรตกลงแบบตัวต่อตัว ในประเทศพม่า เพราะรัฐบาลพม่าขี่หลังเสือมานาน เขาไม่ยอมลงมาง่าย ๆ เขาทำความชั่วร้ายไว้เยอะ มันต้องมีแรงกดดันจากข้างนอก ถึงจะช่วยได้ ควรเป็นข้อตกลงที่นานาชาติรับรู้
|
|
|
1
ทหาร หนุ่มกระเหรี่ยงแดงชุมนุมกันที่ลานรวมพลก็ออกปฎบัติการยึดพื้นที่คืนจากทหารรัฐบาลพม่า
ยุวชนทหารกระเหรี่ยง กำลังฝึกแถวตอนหมวดหมู่
มันเป็นสงครามที่ยืดเยื้อ มันคือสงครามที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชนเผ่าและชาติพันธุ์
สงครามนิรนามที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ
นักรบแห่งหน่วยจรยุทธ์ของกองทัพกะเหรี่ยงแดง สูบชาลูท (บุหรี่พม่า) อย่างอารมณ์ดี
นักรบกะเหรี่ยงแดงแห่งลุ่มน้ำสาละวิน พร้อมอาวุธคู่กาย
คูรบ กับนักรบผู้โดดเดี่ยว ณ แนวรบฝั่งตะวันตก เขาจะคิดถึงใครบ้างหรือเปล่าหนอ...?
ส่งกำลังใจสู่แนวหน้า บรรยากาศภายในแนวหน้าของกองกำลังกะเหรี่ยงแดง/คะยา เมื่อมีดารามาเยือนฐานที่มั่น
ผมติดตามทุกตอน
เอาคะแนนแรกปาย
เจ๋งดีว่ะ
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก