|
|
|
กระทงร้อน
เรื่องแนะนำ
Powered by
|
เรื่องแนะนำ:
|
เรื่องใหม่ๆ (คะแนนไม่ถึง 3)
|
รูปแสดงให้เห็นขนาดของทะเลสาบชาดระหว่างปี 1973-2001
การหดตัวอันเหลือเชื่อของทะเลสาบชาดในอัฟริกา ทะเลสาบชาด (Lake Chad)
ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 20 000 ปีแห่งนี้ เคยเป็นแหล่งน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของทวีปอัฟริกา ทะเลสาบอันยิ่งใหญ่นี้มีพื้นที่ถึง25 000 ตร.กม.ในปี 1963
แต่ปัจจุบันนี้มันมีพื้นที่เหลือเพียงไม่ถึง 1/20 ของพื้นที่เดิม นับเป็นการหดตัวอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนใน
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของทะเลสาบชาด นี่เป็นการรายงานของ Jonathon A. Foley และ MichaelT. Coe สองนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย
วิสคอนซิน แห่งเมืองแมดิสัน สหรัฐอเมริกา ทะเลสาบชาดตั้งอยู่ในแถบ Sahel ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าซาวานา ที่มีเขตแดนด้านหนึ่งติดกับป่าฝนชายฝั่งอัฟริกา
ตะวันตก และเขตแดนทางเหนือติดทะเลทรายซาฮารา ทะเลสาบแห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วย 4ประเทศ ได้แก่ Chad, Niger, Nigeria, และ Cameroon โดยปกติแล้วทะเลสาบชาดก็มีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลอยู่อย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว เพราะมันเป็นทะเลสาบที่มีความลึกเพียงแค่ 7 ม.เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ดีนักวิจัยได้สรุปว่า สภาวะโลกร้อนมิได้เป็นจำเลยโดยตรงต่อการลดขนาดของทะเลสาบชาดอันน่าตื่นตระหนกนี้ สาเหตุหลักน่าจะมาจาก
น้ำมือของมนุษย์เอง ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมาพื้นที่แถบ Sahel ได้ประสบกับภาวะแห้งแล้งเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้คนและสัตว์ต้องพึ่งพิงน้ำในทะเล
สาบชาดเพื่อการดำรงชีวิตมากขึ้น โครงการชลประทานขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาต่อสู้กับภัยแล้งก็ได้แย่งน้ำไปจากทะเลสาบด้วยการผันน้ำที่เคยไหลลง
ทะเลสาบไปลงที่อื่น ภาวะแห้งแล้งได้ทำให้หญ้าเลี้ยงสัตว์ลดลง สัตว์เลี้ยงจึงต้องหากินไกลขึ้น ความชื้นในพื้นที่จึงยิ่งลดลง และทำให้เกิดภาวะแห้งแล้ง
ยิ่งขึ้นไปอีก ส่งผลเป็นลูกโซ่หรือ domino effectคาดว่าภาวะเช่นนี้จะรุนแรงขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้และทะเลสาบชาดคงไม่อาจฟื้นกลับมาอยู่ในสภาพ
อุดมสมบูรณ์ได้ภายในชั่วอายุคนรุ่นปัจจุบัน
Michael T. Coe หนึ่งในนักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้กล่าวย้ำว่า “ปรากฎการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า มนุษย์เรามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องจัดการ
เรื่องทรัพยากรน้ำให้ดีกว่านี้อีกมาก เพราะน้ำเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด หาไม่แล้วเราจะต้องเผชิญกับปัญหาที่สาหัสอย่างแน่นอน”แม้ว่านักวิจัยจะสรุปว่าการ
หดตัวของทะเลสาบชาดนี้ เป็นผลมาจากน้ำมือของมนุษย์มากกว่าเป็นผลจากสภาวะโลกร้อนโดยตรง แต่การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในพื้นที่แถบนั้นซึ่ง
ทำให้เกิดภัยแล้งและจุดชนวนให้เกิดผลกระทบลูกโซ่ตามมา ก็อาจจะเกี่ยวโยงกับสภาวะโลกร้อนก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีเรื่องราวของทะเลสาบแห่งนี้ก็นับว่า
น่าสนใจไม่น้อยและน่าจะให้ข้อเตือนใจหรือบทเรียนที่ดีแก่พวกเราชาวลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาว่าเราควรจะทำหรือไม่ทำอย่างไร หากเราไม่อยากให้
เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาของเรา
http://news.nationalgeographic.com/news/2001/04/0426_lakechadshrinks_2.html
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก