โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน

เรื่องแนะนำ

Powered by
6 คะแนน
 
โดย เหงียนมินห์เทียว เป็นกระทงร้อน 7 เดือนที่แล้ว
รอติดตามชม ผมงานหลังปีใหม่ เครื่องบินMIG-SU รวบรวมทุกรุ่น(ทำเสร็จไปครึ่งแหละ)
 
ไม่รู้ว่าจะไปทับเส้นใครหรือเปล่า เขาหาว่าผมชอบลำเอียง รังเกียจไอ้กันเอียงไปทางรัสเซียผมก็เลยขอนำเสนอบทความนี้ให้ได้อ่านกันว่า พี่ใหญ่ในโลกมุสลิมไปถึงไหนกันแล้ว
คะแนน: 6 ชอบ, 0 ไม่ชอบ

tag: การเมือง ทหาร บทความ มุสลิม สงคราม

ประเภท: การเมือง

คลับ: สงคราม

20 บทวิจารณ์  |  4,652 คนอ่าน
 
คำสั่ง
Share เว็บฝรั่ง
Share เว็บไทย
Exteen
ภาพประกอบ

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

                                  เเสนยานุภาพทางการทหารในโลกมุสลิม 

การเเข่งขันในการสะสมอาวุธในโลกนั้นมีผลทำให้เสถียรภาพ ความมั่นคง เเละสันติภาพของโลกนั้นได้อ่อนเเอหรือลดลงอย่างมากมาย เเต่การที่ไม่มีอาวุธที่ทันสมัยต่างก็เปิดโอกาสให้เกิดการถูกคุกคามเเละข่มขู่ในรูปเเบบต่างๆ ที่เเยบยลมากขึ้น ในบรรดาภูมิภาคต่างๆของโลก โลกอาหรับได้กลายเป็นดินเเดนที่มีการสะสมอาวุธ การขยายกำลังทหาร เเละการถ่ายโอนอาวุธที่น่ากลัวมากที่สุดเเห่งหนึ่งในโลก ยิ่งกว่านั้น ปัจจัยที่กำหนดหรือผลักดันให้ผู้นำในโลกอาหรับยังต้องสะสมอาวุธต่อไปนั้นมีความหลากหลายเเละสลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งผู้ที่ได้รับผลดีในการเเข่งขันอาวุธล้วนเป็นบริษัทผลิตอาวุธในบรรดาประเทศมหาอำนาจที่คุมเสียงในสหประชาชาติทั้งสิ้น
ผู้นำในโลกมุสลิมได้ประจักษ์ตลอดเวลาว่า การรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้านมุสลิมด้วยกัน (ดังในกรณีอิรักบุกอิหร่าน เเละในกรณีอิรักบุกคูเวต หรือในกรณีอื่นๆ) ได้สร้างความน่ากังวลใจพอๆ กับโอกาสที่ตนเองอาจเจอการรุกรานจากศัตรูถาวรในประวัติศาสตร์ ดังเช่นในกรณีที่ รัฐอิสราเอลได้ทำสงครามกับบรรดาชาติอาหรับในสงครามหกวัน เเละการบุกเลบานอนในเดือนกรกฎาคม 2006 ซึ่งในที่นี้อาจรวมถึงภาวะคุกคามของรัฐอิสราเอลต่อโลกอาหรับด้วยจรวดขีปนาวุธที่ทำลายล้างสูง
น่าสังเกตว่า ถึงเเม้ว่าสหรัฐอเมริกาได้ถูกมองจากหลายรัฐในโลกอาหรับว่าเป็นภัยคุกคามในทางวัฒนธรรม เเต่สำหรับผู้นำหรือกษัตริย์ในหลายประเทศมุสลิมกลับเห็นว่า ภัยเเท้จริงมักมาจากเพื่อนบ้านมุสลิมด้วยกันเอง ซึ่งมักรุนเเรงเเละเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในรูปเเบบของการปะทะต่อสู้ทางการทหาร การก่อการร้าย หรือเเม้เเต่ในรูปเเบบสงครามเต็มรูปเเบบ ยิ่งกว่านั้น ภัยจากบุคคลรอบตัวต่างเป็นภัยที่น่ากังวลใจลึกๆ โดยเฉพาะสำหรับหลายประเทศที่ความมั่นคงทางการเมืองยังไม่ลงตัวเเน่นอน หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ภัยจากภายนอกมักรุนเเรงพอๆ กับภัยจากคนของตนเองที่อยู่ภายในประเทศ ด้วยเหตุนี้ หลายรัฐในโลกมุสลิมจึงยังวนเวียนอยู่ในระบอบกิ่งเผด็จการเเละในหลายกรณียังต้องเข้าสู่วงจรการเเข่งขันในการสะสมอาวุธเเละการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในที่นี้ขอยกตัวอย่างประเทศที่ถือว่ามีเเสนยานุภาพทางการทหารในโลกมุสลิม
หากเปรียบเทียบขนาดของกำลังทหารในกองทัพของรัฐต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับโลกอาหรับก็อาจจะพอเปรียบกันได้ เเต่หากพิจาราณาในเรื่องจำนวนเเละระดับของอาวุธ
ยุทโธปกรณ์นั้น คงจะไม่สามารถเปรียบกันได้เลย การเเข่งขันในเรื่องการสะสมอาวุธในโลกอาหรับนั้นรุนเเรงกว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากนัก ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงไม่ขออธิบายรายละเอียดหรือพัฒนาการของการสะสมอาวุธของประเทศมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เเต่จะเน้นประเทศมุสลิมที่มีศักยภาพทางทหารขนาดใหญ่ ซึ่งมักอยู่ในดินเเดนตะวันออกกลางเเละภูมิภาคเอเชียใต้

อียิปต์

นอกจากมีคณะทูตที่ใหญ่ที่สุดในโลกอาหรับ อียิปต์ยังดำรงตำเเหน่งเป็นประเทศที่มีเเสนยานุภาพทางทหารมากที่สุดในโลกมุสลิมในปัจจุบัน ทั้งนี้ เพราะอียิปต์ต้องพยายามพึ่งตนเองในเรื่องการป้องกันประเทศเป็นอย่างมาก เเม้ว่าตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา อียิปต์ได้รับความช่วยเหลือในด้านการซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกาพอสมควร นอกจากนั้น อียิปต์ยังสามารถผลิตอาวุธหลายชนิดด้วยตนเอง
เนื่องจากผู้นำอียิปต์ยังมีความระเเวงกังวลเกี่ยวกับภัยจากสงครามที่อาจเกิดขึ้นได้รอบด้านทุกเมื่อ โดยเฉพาะกับดินเเดนสำคัญในทั้งสองฝั่ง คือ ฝั่งตะวันตกเเละฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอียิปต์ ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ คือพรมเเดนที่อียิปต์มีร่วมกับอิสราเอล กับอีกฝั่งคือพรมเเดนที่อียิปต์มีร่วมกับกับลิเบีย น่าสังเกตว่า ถึงเเม้ว่าลิเบียได้ถูกลดทอนกำลังจากการสู้รบที่ยาวนานกับประเทศชาด เเต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโอกาสของการล่วงล้ำพรมเเดนที่อาจจะมีขึ้นได้นั้นไม่มี
อียิปต์ในปัจจุบันมีบุคลากรของกองทัพเกือบสี่เเสนคน เเละมีเครื่องบินรบมากถึง 579 ลำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินที่ได้มาทั้งจากการซื้อจากยุโรปตะวันตก เเละที่อื่นๆ อียิปต์ยังมีกองทัพรถถังใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากประเทศซีเรีย คอมีจำนวนรถถังมากถึง 3,655 คัน (หากเปรียบเทียบกับขนาดของกองทัพไทย เราจะพบว่าอียิปต์มีกองทัพรถถังที่ใหญ่กว่าของไทยถึงสิบเท่า)
น่าสังเกตว่า นับจากการลงนามข้อตกลงที่เเค็มป์เดวิดในปี ค.ศ. 1978 อียิปต์ได้ถูกขอร้องจากตะวันตก โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาให้เลิกซื้ออาวุธจากรัสเซีย ยิ่งกว่านั้น อียิปต์ยังมีศักยภาพพอที่จะผลิตปืนไรเฟิลขายให้เเก่โลกกำลังพัฒนา ซึ่งหลายคนวิจารณ์ว่าปืนไรเฟิลที่ทำโดยอียิปต์เป็นเทคโนโลยีของรัสเซียเเละเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทวีปเเอฟริกายังต้องเต็มไปด้วยการเข่นฆ่ากันเพราะปืนไรเฟิลที่ทะลักเข้ามาจากประเทศอียิปต์เป็นจำนวนมาก

ซีเรีย

เเม้ว่าซีเรียเป็นประเทศที่มีประชากรเพียง 18 ล้านคน เเต่ซีเรียเป็นประเทศที่มีเเสนยานุภาพทางทหารในระดับเเนวหน้าของโลกอาหรับ หากพิจารณาในเรื่องขนาดของกองทัพนั้น ซีเรียอาจถูกจัดอยู่ในอันดับสี่ของโลกอาหรับ คือรองจาก อียิปต์ ตุรกี เเละอิหร่าน เเต่หากพิจารณาในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ซีเรียมีกองทัพบกเเละกองทัพอากาศที่ไม่น่าเป็นรองใคร
ปัจจัยที่ทำให้ซีเรียต้องสร้างกองทัพที่ใหญ่ขนาดนี้ เนื่องจากซีเรียมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพึงกองกำลังทหารจำนวนมหาศาลเพื่อคอยต้านทานหรือคานอำนาจทางทหารของประเทศเพื่อนบ้านที่ตนไม่เคยไว้วางใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิสราเอล
น่าสังเกตว่าซีเรียได้รับอาวุธส่วนใหญ่จากสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น ซึ่งภาวะเช่นนี้ได้เคยสร้างความกังวลใจอย่างมากต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในเรื่องสมดุลทางการทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผลทำให้สหรัฐอเมริกายังต้องช่วยอิสราเอลในเรื่องการขายหรือพัฒนาอาวุธที่ทันสมัยพอที่จะสามารถสกัดอาวุธรัสเซียที่หลั่งไหลเข้ามาในตะวันออกกลาง ในปัจจุบัน ซีเรียยังคงซื้ออาวุธจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง
น่าสังเกตว่าซีเรียมีเครื่องบินรบประเภท Su 22/24 เเละ MIG 21/23/25/29 เป็นจำนวนมากมายถึง 548 ลำเพื่อใช้ในการต่อสู้พิทักษ์น่านฟ้าของตนเอง นอกจากนั้น ซีเรียยังมีกองทัพรถถังที่มีจำนวนมากถึง 4,500 คัน ซึ่งซีเรียจำเป็นต้องสะสมให้มากกว่าอิสราเอลที่มีเกือบ 4 พันคัน
การที่ซีเรียมีบ่อน้ำมันเป็นของตนเองเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลซีเรียสามารถเดินหน้าในการซื้ออาวุธจากภายนอก เเละคงไม่มีใครสามารถหยุดยั้งซีเรียได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางมีสภาพที่ผันผวนในปัจจุบัน

ซาอุดิอาระเบีย

นับเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีเเสนยานุภาพทางทหารเพราะซาอุดิ
อาระเบียมีกองทัพขนาดใหญ่ เเต่จุดเด่นที่เราเห็นได้ชัดมากที่สุดของกองทัพซาอุดิอาระเบียคือการที่กองทัพซาอุดิอาระเบียมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าประเทศอื่นๆในโลกอาหรับเป็นจำนวนมาก เนื่องจากซาอุดิอาระเบียมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐอเมริกาจึงได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตกในเรื่องของการซื้ออาวุธ ยิ่งกว่านั้น น่าสังเกตว่า ซาอุดิอาระเบียได้ให้ความช่วยเหลือเเก่กองทัพสหรัฐอเมริกาในการทำสงครามตอบโต้กับอิรักทั้งสองครั้ง ดังเห็นว่าในสงคราอ่าวเปอร์เซียซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1991 ซาอุดิอาระเบียยอมเป็นผู้เเบกรับค่าใช้จ่ายในการทำสงครามถึง 55 พันล้านเหรียญสหรัฐ
หากลองพิจารณาในเรื่องรายละเอียดของอาวุธของกองทัพของประเทศซาอุดิอาระเบีย เราจะพบว่าซาอุดิอาระเบียมีกองทัพที่ใหญ่เเละทันสมัย ดงเห็นว่าซาอุดิอาระเบียมีกองทัพรถถังที่ใหญ่อีกประเทศหนึ่งในโลกอาหรับ คือมีจำนวนรถถังมากถึง 1,055 คัน เนื่องจากซาอุดิอาระเบียต้องใช้รถถังในการป้องกันอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลที่มีพรมเเดนต่อกับหลายประเทศ เเละการที่ซาอุดิอาระเบียมีจรวดมิสไซเเบบเเพทริออตเเละระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า AWACS นั้นนับว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงระดับของความทันสมัยของกองทัพซาอุดิอาระเบีย
ซาอุดิอาระเบียมักนิยมซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เเละฝรั่งเศส โดยล่าสุดในเดือนธันวาคม 2005 ซาอุดิอาระเบียได้ตัดสินใจซื้อเครื่องบินรบจากบริษัท BAE ของสหราชอาณาจักรอีกกว่า 30 ลำ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าซาอุดิอาระเบียสามารถดูเเลความมั่นคงทางทหารของตนเองได้มากขึ้น

อิหร่าน

เป็นอีกหนึ่งประเทศมุสลิมที่มีกองทัพขนาดใหญ่เเละน่าสนใจมาก ถึงเเม้ว่าอิหร่านมีรถถังพร้อมรบไม่มากเท่าซีเรีย เเต่อิหร่านนับว่ามีกองทัพบกที่ขนาดใหญ่มาก คือ มีทหารมากกว่าครึ่งล้านคนที่พร้อมอาวุธ นอกจากนั้น ยังมีกองทัพอากาศขนาดใหญ่ที่มีเครื่องบินพร้อมรบถึง 306 ลำ อิหร่ายยังมีเรือรบขนาดใหญ่เเละเรือดำน้ำที่คอยสังเกตการณ์ในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย น่าสังเกตว่าอิหร่านมีอาณาเขตที่ใหญ่กว่าหลายประเทศในโลกอาหรับจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องสร้างกองทัพขนาดใหญ่ที่เข้มเเข็งพอที่จะไม่ต้องการถูกท้าทายหรือเเทรกเเทรงจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือในกรณีที่ตนต้องถูกกดดันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศตะวันตก อิหร่านยังมีเป้าหมายจะสร้างระบบดาวเทียมเพื่อใช้ในการทำสงคราม นอกเหนือไปจากความพยายามที่จะพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์จากเเร่ยูเรเนียมโดยอาศัยความรู้เทคโนโลยีที่นำเข้าจากรัสเซีย
ตุรกี เป็นประเทศเดียวในโลกมุสลิมที่เป็นสมาชิกองค์การนาโต (ซึ่งตุรกีได้เป็นสมาชิกตั้งเเต่ปี ค.ศ.1952) เเละตุรกีมีกองทัพที่ใหญ่เป็นอันดับสองของกลุ่มนาโตอีกด้วย ตุรกีมีเรือดำน้ำมากถึง 13 ลำเพื่อเเสดงเเสนยานุภาพของตนในช่องเเคบบอสฟอรัสเเละในทะเลดำเเละทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากตุรกียังไม่ไว้วางใจเพื่อนบ้าน เช่น กรีซ เเละประเทศที่มีเเสนยานุภาพในภูมิภาคคือ รัสเซียเเละยูเครน ยิ่งกว่านั้น การมีกองทัพเรือขนาดใหญ่ยังสามารถส่งสัญญาณทางอ้อมให้เเก่ประเทศกรีซถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ หากกรีซยังคิดที่จะทำการสนับสนุนกลุ่มเเบ่งเเยกในไซปรัส ถึงเเม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนั้นได้พัฒนาดีขึ้นตามลำดับ นับจากที่รัฐบาลกรีซได้เเสดงน้ำใจต่อประชาชนตุรกีโดยการส่งความช่วยเหลือให้เเก่ตุรกีกรณีเหตุเกิดเเผ่นดินไหวที่อิซมิท (Izmit)ในปี ค.ศ. 1999

ปากีสถาน

เป็นรัฐมุสลิมที่มีจำนวนทหารมาก เเต่เมื่อคิดถึงสัดส่วนของจำนวนประชากรของประเทศปากีสถาน ขนาดกองทัพปากีสถานจึงนับว่ามีความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพิจารณาถึงปัญหาชายเเดนที่ปากีสถานมีกับอินเดีย ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทหารของเอเชียใต้ ขนาดของกองทัพจึงไม่ถือว่ามากนัก
อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของปากีสถานคือ การมีจรวดขีปนาวุธนิวเคลียร์ไว้ครอบครอง ซึ่งตนได้พัฒนาเป็นระยะเวลาหลายทศวรรตเพื่อเเข่งขันกับอินเดีย ซึ่งผู้นำปากีสถานยังถือว่าระบบอาวุธนิวเครียร์ของอินเดียยังคงเป็นภัยต่อความมั่นคงของตนเอง เเต่อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้น้อย
มากที่ปากีสถานอาจใช้จรวดขีปนาวุธนิวเคลียร์ในการรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน เพราะปากีสถานไม่มีประวัติที่รุกรานรัฐอื่นๆ โดยไม่มีเหตุผล การมีอาวุธนิวเครียร์ของปากีสถานจึงเป็นเพียงเพื่อวัตถุ
ประสงค์ป้องกันตนเอง เเละเพื่อส่งสัญญาณให้เพื่อนบ้านที่เป็นมหาอำนาจ เช่น อินเดีย เเละ อิหร่านทราบถึงเเสนยานุภาพของตนเอง
นอกจากนั้น ปากีสถานยังสามารถผลิตอาวุธหลายประเทภเเละยังเป็นผู้ค้าอาวุธที่สำคัญของภูมิภาค กองทัพของปากีสถานมีความสัมพันธ์ที่เเน่นเเฟ้นกับสหรัฐอเมริกาเเละยังได้รับความช่วยเหลือทางการเงินเเละอาวุธจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก เเม้ว่าครั้งหนึ่ง รัฐบาลสหรัฐได้เคยงดการขายอาวุธให้ปากีสถาน
ทั้งนี้ ได้มีการตั้งคำถามว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์ของปากีสถานเเละอินเดียอาจขายความลับในเรื่องเทคโนโลยีในเรื่องการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ให้เเก่ประเทศอิหร่าน เกาหลีเหนือ เป็นต้น ซึ่งประเด็นนี้ได้สร้างความกังวลใจให้เเก่สหรัฐอเมริกา

ระบบพันธมิตร
ซีเรียเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์เเน่นเเฟ้นกับประเทศมุสลิมในเเอฟริกาเหนือ เเละเป็นที่เข้าใจกันว่า ซีเรียในปัจจุบันได้สร้างระบบพันธมิตรที่เเนบเเน่นกับอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้นำซีเรียเเละอิหร่านได้เห็นพ้องกันว่าอิสราเอลเป็นภัยต่อปาเลสไตน์เเละภูมิภาคตะวันออกกลางเเละประจักษ์ว่าอิสราเอลยังได้รับการสนับสนุนอย่างมากเเละต่อเนื่องจากสหรัฐฯ
ประธานาธิบดี Hafez al-Assad ซึ่งเป็นสายชีอะห์ที่ปกครองประเทศซีเรียที่เต็มไปด้วยพวกสุหนี่มานานถึงสามทศวรรษได้พยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับโลกมุสลิม โดยเฉพาะกับเพื่อนบ้านอย่างอียิปต์ เมื่อประธานาธิบดี Bashar al -Assad ซึ่งเป็นบุตรชายนั้นได้ขึ้นสู่อำนาจในปี 2000 ได้เริ่มผูกมิตรกับตุรกี ซึ่งในอดีตทั้งสองเคยมีความขัดเเย้งในดินเเดนอเล็กซานเดร็ตตา
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในอดีตนั้น ซีเรียเคยร่วมกับอียิปต์ในการสู้รบกับรัฐอิสราเอล เเต่ทว่าทั้งสองประเทศไม่สามารถที่จะทำให้รัฐอิสราเอลยอมจำนน เเต่โอกาสที่อียิปต์จะเสี่ยงทำสงครามดังกล่าวต่อต้านอิสราเอลอีกในอนาคตนั้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะอียิปต์ในทุกวันนี้ต่างจากอียิปต์ในอดีตที่เป็นรัฐเผด็จการสังคมนิยม นอกจากนั้น อียิปต์ได้ผลประโยชน์มหาศาลจากภาวะของการที่ตนเป็นตัวกลาง โดยเฉพาะในการค้าขายกับอิสราเอล เเละยิ่งกว่านั้น อียิปต์ยังเกรงใจรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งอียิปต์ได้รับผลประโยชน์ในรูปเเบบต่างๆ จากสหรัฐอเมริกา
ซาอุดิอาระเบียยังพยายามรักษาพันธมิตรกับประเทศในอ่าวเปอร์เซียเพื่อคานอำนาจกับอิหร่าน ซึ่งมีอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลางในตอนเหนือ ในขณะเดียวกัน ซาอุดิอาระเบียพยายามดึงอียิปต์ให้อยู่ในเเกนเดียวกับตนเอง
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยังคงเป็นประเทศเดียวในดินเเดนตะวันออกกลางที่มีขีปนาวุธติดหัวอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งมีฐานที่ตั้งมั่นอยู่ที่เจริโช 1 เเละเจริโช 2 ความจริงอันนี้ได้เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวอาหรับจำนวนมากรู้สึกว่าตนเองถูกข่มขู่จากรัฐอิสราเอล เเละอาจเกี่ยวโยงไปถึงความรู้สึกเกียจชังต่อสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐอเมริกาไม่ได้ต่อต้านความพยายามของอิสราเอลเเต่อย่างใด
คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่าเพราะอิสราเอลมีอาวุธที่ทันสมัย จึงทำให้เกิดกระะเเสตื่นตัวในการขยายกองทัพเเละการสะสมอาวุธในตะวันออกกลางอย่างไม่จำเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐอื่นๆในโลกอาหรับต้องใช้งบประมาณอย่างมหาศาลในการขยายกองทัพ เเละในที่สุดได้ส่งผลให้ตนเองต้องพลาดโอกาสในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในการเพิ่มหรือรักษาระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ หรือการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่เร่งด่วนเเละสำคัญเพื่อใช้ในการพัฒนาภาคอื่นๆ ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ระบบการศึกษา เเละเทคโนโลยีของตนเองให้ก้าวหน้ากว่านี้ เงินจำนวนมหาศาลจากการซื้อขายอาวุธต่างกลับเข้าไปสู่กระเป๋าของบริษัทที่ผลิตอาวุธ ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในโลกตะวันตก
อิหร่านกับจักรวรรดินิยมเเอกโกล-เเซกซอน
อิหร่าน เป็นรัฐที่มีต้นกำเนิดมาจากเผ่าเปอร์เซีย ซึ่งเป็นจักรวรรดิโบราณที่มีอิทธิพลมากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นระยะเวลานานกว่าพันปี (หากไม่นับตุรกีในเอเชียไมเนอร์) เเละยังสามารถรักษาเอกราชของตนเองได้อย่างดีในช่วงเเห่งยุคการล่าอาณานิคมของตะวันตก ชาวอิหร่านในปัจจุบันจึงมีความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ เผ่าพันธ์อารยัน เเละสถาบันชาติที่ยาวนานของตนเอง ความจริงในข้อนี้เป็นที่รับรู้กันดีในภูมิภาคมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม อิหร่าน (รวมทั้งซีเรีย ซึ่งสืบสายมาจากกาลิบอุมายัด ซึ่งในอดีตได้มีอำนาจในการปกครองดินเเดนปาเลสไตน์ จอร์เเดน เเละเลบานอน) ในปัจจุบันเป็นประเทศที่ชาติตะวันตกมีความกังวลใจมากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากชาติตะวันตกเชื่อว่ารัฐบาลอิหร่านเเละซีเรียได้สนับสนุนการก่อการร้ายสากล โดยเฉพาะกลุ่มที่ปฏิบัติการในอัฟกานิสถาน อิรัก เเละในอีกหลายประเทศในตะวันออกกลางเเละเเอฟริกา นอกจากนั้น สหรัฐอเมริกาเเละสหราช
อาณาจักรยังมองว่าประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดเเห่งซีเรีย เเละประธานาธิบดีอมาดิเนจาดเเห่งอิหร่านยังมีทัศนคติที่ต้านตะวันตกอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หากเรามองจากมุมมองของรัฐบาลอิหร่าน อิหร่านกลับเห็นว่าชาติตะวันตกต่างพยายามเเทรกเเซงกิจการภายในของอิหร่านเเละพยายามจัดระบบในตะวันออกกลางเพื่อเอื้อประโยชน์ตนเองมาโดยตลอด ซึ่งผู้เขียนจะกล่าวละเอียดต่อไปในบทนี้
สื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างมากในการนิยามเเละการสร้างภาพต่างๆ มากมายในเหตุการณ์เเละความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นมาในโลก อิหร่านในปัจจุบันได้ถูกนิยามในลักษณะที่น่าเกลียดน่ากลัว เช่น เเกนเเห่งปิศาจ หรือ ดินเเดนที่มืดอึมครึม ทั้งที่ บางที ผู้นำอิหร่านอาจจะไม่ได้มีความทะเยอทะยานมากเท่ากับผู้นำของบางประเทศในโลก
ในขณะที่สื่อในโลกภาษาอังกฤษได้ตีพิมพ์บทความจำนวนมากเกี่ยวกับภัยร้ายที่มาจากการที่อิหร่านพยายามพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ โดยสนับสนุนความคิดของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงสหรัฐเเละคณะบุคคลในทำเนียบขาวที่ว่าอิหร่านมีความตั้งใจที่จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ที่ทำลายร้างสูง เพื่อนำไปกดดันหรือทำลายอิสราเอล ด้วยเหตุนี้ ประชาคมโลกควรหยุดโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน เเต่ในอีกด้านหนึ่งของโลกตะวันตก สื่อภาษาฝรั่งเศสกลับให้ภาพที่ตรงกันข้าม เปิดเผย เเละตรงไปตรงมามากกว่าสื่อในโลกภาษาอังกฤษ ดังเห็นว่า นิตยสารข่าว Afrique Asie (สื่อภาษาฝรั่งเศสฉบับเดือนพฤษภาคม 2006 หน้า5) ได้ตีพิมพ์ข่าว Verite au Bresil, erreur en Iran ซึ่งมีใจความที่สามารถสรุปได้ว่า ในขณะที่บรรดาประเทศตะวันตกได้ป่วนไปทั้งโลกโดยพยายามห้ามอิหร่านไม่ให้พัฒนายูเรเนียม เเต่บราซิลกลับเพิ่งเปิดศูนย์พัฒนายูเรเนียมเเห่งใหม่เพื่อใช้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ของตน ซึ่งกิจกรรมของบราซิลนี้กลับได้รับการตอบสนองอย่างเชื่อมั่นจากยุโรป เพราะจะ
ช่วยประหยัดเงินหลายล้านยูโร เเต่น่าสังเกตว่าในปี ค.ศ. 2004 เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลบราซิลต่างไม่ยอมให้ผู้ตรวจจากหน่วยงานเอไออีเอ เข้าตรวจศูนย์ โดยอ้างว่าตนยังกังวลเรื่องที่อาจมีคนลอกเลียนเเบบศูนย์
นอกจากนั้น หากสังเกตให้ดี เราจะพบว่าสื่อมวลชนฝรั่งเศสรายงานความรุนเเรงในเลบานอนในลักษณะที่วิพากษ์วิจารณ์การทำเกินกว่าเหตุของกองทัพอิสราเอล ทั้งนี้ เพราะฝรั่งเศสมีความคิดที่ต่างจากสหรัฐอเมริกาในหลายเรื่องเช่น อิรัก เเละยังมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานเเละลึกซึ้งกับซีเรียเเละเลบานอนนับตั้งเเต่สมัยอาณานิคม
ในขณะที่สื่อภาษาเยอรมันมีความสนใจกับประเด็นตะวันออกกลางอย่างมากเช่นกัน การวิเคราะห์ข่าวทั่วไปมีความเที่ยงตรงเเละไม่เข้าข้างฝ่ายใดมากเกินไป ดังเช่น นิตยสาร Stern ฉบับที่ 18 ประจำเดือนเมษายน 2006 ได้อุทิศพื้นที่หลักให้กับบทความสำคัญโดยมีชื่อว่า “อิหร่าน : ดินเเดนหลังม่านผ้าปิดหน้า” ( Iran: Das Land hinter dem Schleier ) ซึ่งเปิดเผยสภาพสังคมอิหร่าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อจิตใจอันมาจากความรุนเเรงเเละความทารุนโหดร้ายของภาวะสงครามที่อิหร่านต้องเผชิญกับอิรักเเละการปิดล้อมโดยสหรัฐอเมริกาเเละชาติตะวันตกที่ยาวนาน ผู้เขียนบทความเชื่อว่า อิหร่านอาจต้องเผชิญความรุนเเรงอีกครั้งกับสหรัฐอเมริกาในกรณีโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ เพราะสหรัฐเชื่อว่าอิหร่านอาจใช้นิวเคลียร์ในการทำร้ายอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรถาวรของสหรัฐอเมริกา
หากต้องเปรียบเทียบคุณภาพของข่าวในโลกภาษาอังกฤษ เราจะพบว่า สำนักข่าว BBC เเละ SKY NEWS ของสหราชอาณาจักรมักรายงานข่าวที่เป็นกลางมากกว่าสำนักข่าว CNN ที่พยายามรายงานข่าวที่มีลักษณะเข้าข้างประเทศอิสราเอลมาโดยตลอด ทั้งนี้ เพราะกลุ่มยิวในสหรัฐอเมริกายังมีอิทธิพลเหนือสื่อสารมวลชนหลายประเภทในประเทศสหรัฐอเมริกา
ดังเห็นชัดว่า สำนักข่าว CNN มักให้เวลาในการรายงานเเก่ประเทศอิสราเอลมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่กรณี หรือมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ หากเราเปรียบเทียบการวิเคราะห์ของ CNN กับสำนักข่าวในยุโรปเเล้ว เราจะพบว่าสำนักข่าว CNN ตัดต่อข่าวดิบสูงมากโดยพยายามไม่เสนอผลการหารือ หรือ ผลการประชุมของผู้นำต่างๆ ที่มีท่าทีต่อต้านอิสราเอล ดังเช่นในการประชุม G8 ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในเดือนกรกฎาคม 2006 เป็นต้น
ยิ่งกว่านั้น น่าสังเกตว่า สานักข่าว CNN ยังทำผิดพลาดในการด่วนสรุปว่าการที่ประธา
นาธิบดีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้มีสารไปถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในช่วงเดือนพฤษภาคม 2006 นั้นจะเป็นสัญญาณที่ทำให้ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศนั้นลดลงเเละคงอาจจะมีผลดีต่อสถานการณ์ในภูมิภาค ทั้งนี้เพราะสำนักข่าว CNN รีบรายงานโดยไม่ได้มีโอกาสได้ดูเนื้อหาสาระ
ที่เเท้จริงของสาร ซึ่งผู้เขียนกลับเห็นว่าสารดังกล่าวเต็มไปด้วยถ้อยคำที่เเสดงการโต้ตอบอย่างรุนเเรงจากผู้นำอิหร่านต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ มากกว่าเป็นการเสนอเปิดช่องทางหรือโอกาสเพื่อการเจรจาทางการทูต (diplomatic overture)
หากเราลองมาพิจารณาเนื้อหาบางส่วนของสารที่ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้มีไปถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤษภาคม 2006 ซึ่งมีข้อความหลายตอนที่ผู้เขียนอยากนำมาเเบ่งปันกับผู้อ่าน ซึ่งมีสาระที่สะท้อนว่าผู้นำอิหร่านเชื่อว่าตะวันตกได้สนับสนุนระบอบซัดดัมมาโดยตลอด (เเละคงมีนัยว่า ตะวันตกจึงสมควรที่จะต้องเผชิญผลอันเลวร้ายของนโยบายที่ตนเองสนับสนุนระบอบซัดดัม)
“On the pretext of the existence of weapons of mass destruction, this great tragedy has come to engulf both the peoples of the occupied and the occupying country. Later it (the war) was not waged to topple him or the announced goal of finding and destroying weapons of mass destruction. He (Suddam) was toppled on the way to another goal; nevertheless the people of the region are happy that Saddam is gone. I point out that throughout the many years of war that were imposed on Iran , Saddam was supported by the West.”
สาระที่นับว่าน่าสนใจมากคือ ประธานาธิบดีเเห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ทิ้งปริศนากับผู้อ่าน (ซึ่งคงไม่ใช่เเค่ประธานาธิบดีสหรัฐเท่านั้น) หรือได้บอกเป็นนัยว่าอิหร่านรู้ตลอดเวลาว่าสหรัฐอเมริกาต้องการอะไรจากการทำสงครามเพื่อยึดครองอิรัก ซึ่งในที่นี้ ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นการจัดระเบียบตะวันออกกลางโดยสหรัฐฯ โดยการทลายเเนวเเสนยานุภาพของกลุ่มชีอะห์ ซึ่งคนพวกนี้พร้อมที่จะตายเพื่อรักษาสถานภาพเเละความเชื่อของตนเอง หากมองจากเเผนที่โลก เราจะพบว่าชุมชนชีอะห์กินอาณาเขตจากศูนย์ใหญ่ในอิหร่านเเละขยายเเผ่เข้าไปในเขตอิรัก ซีเรีย เเละรวมถึง
เขตฮีซบอลลาห์ในเลบานอน ทั้งนี้ยังไม่นับชุมชนชีอะห์ขนาดเล็กหลายสิบเเห่งที่กระจัดกระจายในประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย การจัดการกับอิรักจะช่วยสหรัฐอเมริกาทลายเส้นลำเลียงอาวุธเเละกลุ่มคน หรืออีกนัยหนึ่ง คงเป็นยุทธวิธีที่จะทำให้เส้นชีวิตที่สำคัญของชีอะห์ต้องอ่อนเเอลงไปในที่สุด
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐอิหร่านพยายามเข้าถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์นั้นเป็นเรื่องที่สร้างความเสี่ยงให้เเก่ภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นต่างมีความจริงอยู่ในตัวเองโดยอาศัยตรรกกะที่ผู้เขียนได้
กล่าวไปเเล้วข้างต้น เเต่หลายคนอาจให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า หากจะให้ถูกต้องเเล้ว หรือหากสหรัฐอเมริการักสันติภาพจริง สหรัฐอเมริกาเองควรที่จะหยุดภาคเอกชนของตนเองที่พยายามผลิตอาวุธเพื่อขายให้กับประเทศอื่นๆ ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกาสมควรหยุดให้อาวุธเเก่อิสราเอล หรือ สหรัฐอเมริกาสมควรให้อิสราเอลยกเลิกเเผนการพัฒนาอาวุธของตนเองด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าอิสราเอลมักขายเทคโนโลยีที่ตนค้นพบกลับไปให้เเก่สหรัฐอเมริกา
การที่สหรัฐอเมริกาเปิดไฟเขียว หรือยอมให้อิสราเอลยิงจรวดถล่มตอนใต้ของกรุงเบรุตนั้นได้ทำให้ประชาคมโลกกลับรู้สึกว่าสหรัฐอเมริกามีเเผนการณ์อยู่ในใจ นั้นคือการทลายกลุ่มที่อาจสร้างอันตรายให้เเก่อิสราเอล เเต่สหรัฐอเมริกาลืมความจริงไปว่าพวกอาหรับจะรู้สึกอย่างไรเพราะพวกเขาเป็นพี่น้องกัน พวกเขาพูดภาษาที่ไกล้เคียงกัน เเละที่สำคัญที่สุดพวกเขาเกลียดอิสราเอลเหมือนกันดังในบทความเรื่อง L’Integrismes vs Democratie ของนิตยสาร Afrique Asie (หน้า 15) ดังกล่าวได้สรุปเทคนิคบางประการที่ประเทศมหาอำนาจได้ใช้ ในการครอบงำตะวันออกกลาง คือการทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางเเตกเเยกเพื่อครอบงำหรือชี้นำได้ง่ายขึ้น เช่น การทำให้ประเด็นเลบานอนกลายเป็นประเด็นโลกเพื่อปิดล้อมซีเรีย หรือการกดดันอิหร่านเพื่อก่อให้เกิดความตึงเครียดทางชาติพันธ์เเละชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้บทความเชื่อว่าได้ทำขึ้นโดยมหาอำนาจจากภายนอกทั้งสิ้น
ถึงเเม้ว่าโดยส่วนตัวเเล้ว ผู้เขียนไม่เชื่อบทวิเคราะห์ทั้งหมดของบทความ เเต่ทว่ายอมรับว่าบางมุมมองของการวิเคราะห์นั้นมีความเป็นไปได้สูงเเละเสนอคำตอบทางเลือกที่เปิดหูเปิดตาดีมาก ดังเห็นว่า เหตุการณ์เช่น การระเบิดโบราณสถานที่ซามารานั้น เรายังไม่สามารถพบว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใดที่ประสงค์ให้นิกายสุหนี่กับชีอะห์ต้องเผชิญหน้ากันอย่างเข้มข้นขึ้น เพราะกลุ่มที่ได้ประโยชน์อาจเป็นทั้งกลุ่มที่ต้องการเล่นงานสหรัฐอเมริกาเพื่อเเสดงให้ชาวโลกรู้ว่าสหรัฐไม่สามารถคุมเกมในอิรักได้ ซึ่งกลุ่มนี้อาจเป็นได้ทั้งกลุ่มอัลไคดาร์ กลุ่มซีเรีย หรือเเม้เเต่กลุ่มอิหร่าน ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียในสถานการณ์ในประเทศอิรัก ดังเห็นว่าทั้งอิหร่านเเละซีเรียยังมีพรมเเดนธรรมชาติที่ติดต่อกับอิรัก ซึ่งสามารถเข้าออกได้ง่ายมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับอิหร่านนั้น การวางระเบิดอาจเป็นการลงทุนที่เข้าเนื้อตนเองมากเกินไปเพราะโบราณสถานเเห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณที่มีความสำคัญต่อชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ทั่วโลก
น่าสังเกตว่า รัฐบาลอิหร่านมีความโกรธเเค้นสหรัฐอเมริกามากกว่าชาติตะวันตกอื่นๆ
ซึ่งในที่นี้คงรวมถึงรัสเซีย เพราะอิหร่านมีความเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาพยายามล้มระบอบอิหร่านอย่างท้าทายเเบบเผชิญหน้า ดังในเหตุการณ์ของวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1981 ที่จารชนชาวอิหร่าน ซึ่งเป็นสายให้กับสหรัฐอเมริกาได้ทำการวางระเบิดตึกทำการรัฐบาลอิหร่าน เเรงระเบิดในครั้งนั้นได้ทำให้ประธานาธิบดี Rajai เเละนายกรัฐมนตรี Bahonar ของอิหร่านต้องเสียชีวิตทันที
ยิ่งกว่านั้น ในวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1988 เครื่องบินโดยสารของสายการบินอิหร่านเเอร์ได้ถูกทหารเรือสหรัฐยิงตกในระหว่างมุ่งหน้าไปเมืองดูไบ เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลให้ผู้โดยสารเสียชีวิตทันที 290 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติถึง 38 คน
คนทั่วไปในท้องถนนคงมักจำไม่ได้ว่าอะไรเกิดขึ้นในประเทศที่ไม่คุ้นเคย เช่น อิหร่านเเละซีเรีย คนมักเข้าใจเรื่องต่างๆ ตามที่สื่อหยิบยื่นให้ เพราะคนทั่วไปคงไม่มีเวลามากพอที่จะไปหาความจริงของเหตุการณ์ในเเต่ละวัน เพราะฉะนั้นการรับฟังสื่อที่เที่ยงตรงเเละเป็นธรรมจึงลดอคติเเละช่วยเปิดเเสงเเห่งปัญญาได้ในระดับหนึ่ง
บทความภาษาฝรั่งเศสดังกล่าวยังให้ข้อคิดที่น่าสนใจในการเย้ยหยันการนิยามเเละการสร้างข่าวในโลกตะวันตกที่มักถูกครอบงำโดยบางสำนักข่าวที่มีอิทธิพลในการกำหนดเเนวคิดขึ้นในสังคมโลก ดังในประโยคที่ผู้เขียนขอยกมาบางส่วนข้างล่างนี้
(คำเเปลอย่างไม่เป็นทางการ)
เหล่าประเทศล่าอาณานิคมเเองโกล เเซกซอนในรูปเเบบสมัยใหม่กลับถูกเรียกให้ดูดี ว่า“ประเทศมหาอำนาจ” ซึ่งเป็นคำที่ไม่บอกคุณสมบัติอะไรเเละยังฟังดูเเล้วสะอาดดี การยึดเเละครอบครองดินเเดนอาหรับโดยอิสราเอลมักถูกเรียกว่า “กระบวนการ สันติภาพ” หรือ “โร้ดเเมพ” ในขณะที่ การออกมาต่อต้านการยึดครองดินเเดน อาหรับกลับถูกเรียกว่า “การก่อการร้าย”
(ลองพิจารณาภาษาต้นฉบับ)
“Le colonialisme anglo-saxon s’applle desormais “hyper puissance”,
terme neutre et hygienique; la colonization des territories arabes occupes
par Israel s’ appelle tres curieusement “processus de paix ’’ou “feuille de
route”, la resistance a l’occupation est qualifiee de “ t

เรื่องแนะนำ:



 
บทวิจารณ์
  คำสั่ง โหวต