บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
"ญี่ปุ่นอาจจะบุกเข้าประเทศไทยของท่านในเร็ววันนี้ ถ้าท่านถูกโจมตีของให้ป้องกันตนเอง การปกปักรักษาไว้ซึ่งเอกราชและอธิปไตยสมบูรณ์ของประเทศไทยเป็นผลประโยชน์ของ
อังกฤษ และอังกฤษจะถือการโจมตีประเทศไทยเป็นเสมือนหนึ่งการโจมตีประเทศอังกฤษเอง"
ตีความกันเอาเองนะครับว่าหมายความว่าอังกฤษจะช่วยหรือไม่ช่วยประเทศไทย ข้อความนี้มีการนำมาตีความกันเยอะแล้ว ก็แล้วแต่ใจรักของแต่ละท่านแล้วกันว่าจะเห็นกันว่าอย่างไร
แต่ที่น่าสนใจ คือ ในวันเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษก็ส่งโทรเลขถึงเอกอัครราชฑูตอังกฤษ ณ กรุงวอชิงตัน โดยสั่งให้แจ้งแก่ประธานาธิบดีรุสเวลท์ว่า นายกรัฐมตรีของอังกฤษได้ส่งโทรเลขไปให้กำลังใจแก่นายกรัฐมนตรีของไทยว่า
"ญี่ปุ่นอาจจะบุกเข้าประเทศไทยในเร็ววันนี้ ถ้าหากท่านถูกโจมตี ขอให้ป้องกันตนเอง เราจะมาช่วยท่านจนสุดความสามารถของเรา และจะปกปักรักษาเอกราชของประเทศไทย หวังว่าประธานาธิบดีคงจะไม่ขัดข้อง ขอให้เอกอัครราชฑูตปรึกษาหารือกับประธานาธิบดีโดยพลัน แล้วแจ้งคำตอบให้กรุงเทพทราบด้วย"
เช้าวันที่ 7 ฑูตอังกฤษในไทยก็รายงานกลับไปที่กระทรวงต่างประเทศที่ลอนดอนว่า เขาได้พบกับนายดิเรก ชัยนาม รมซงตปท.ของไทยแล้ว และเขาได้รับการแจ้งจาก รมว.ท่านนี้ว่า
ไทยขอวิงวอนมิให้อังกฤษส่งกำลังทหารเข้ายึดครองประเทศไทยแม้แต่กระเบียดนิ้วเดียว นอกจากประเทศญี่ปุ่นจะได้เข้าโจมตีประเทศไทยก่อน ในขณะนั้นคนไทยทุกคนอยู่ข้างอังกฤษในการเผชิญหน้ากับญี่ปุ่น แต่ถ้าอังกฤษเป็นฝ่ายเริ่มละเมิดความเป็นกลางของไทยแล้ว การจะกลับกลายเป็นอย่างอื่นและความเสียหายจะเกิดขึ้นอย่างแก้ไขไม่ได้
ฟังแล้วก็ทะแม่ง ๆ นะครับ ตกลงว่าเราไปขอให้อังกฤษช่วยหรือระแวงว่าอังกฤษจะยึดภาคใต้ของเราเพื่อป้องกันมลายูกันแน่ ฝากไว้ช่วยกันคิดเล่น ๆ นะครับ
นอกจากเรื่องนี้แล้ว ฑูตอังกฤษยังได้แจ้งด้วยว่า เขาทราบข่าวมาว่านายกรัฐมนตรีของไทยทราบว่าญี่ปุ่นจะบุกไทยตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคมแล้ว แต่มีการเลื่อนกำหนดออกไป
ด้วยเหตุนี้ฑูตอังกฤษจึงได้ขออนุมัติจากกระทรวงกาต่างประเทศให้เสนอแผนป้องกันร่วมสำหรับภาคใต้หากญี่ปุ่นบุกไทยจริง ๆ
แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไรเลย ตกเย็นของวันที่ 7 ธันวาคม ฑูตอังกฤษก็เข้าพบ รมว.ดิเรก ของไทยแล้วแจ้งให้ทราบว่าเครื่องบินตรวจการณ์ของอังกฤษพบกองเรือของญี่ปุ่นออกจากอ่าวญาณมาแล้ว และกำลังมุ่งหน้ามายังอ่าวไทย จึงอยากทราบว่ารัฐบาลไทยจะทำอย่างไร
ตอนนั้นรมว.ดิเรกได้ตอบไปว่า ไทยสู้แน่ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสู้ได้นานแค่ไหน
ก็ยังไม่ทันได้สู้หรอกครับ เพราะหลังจากฑูตอังกฤษเข้าพบเมื่อเวลา 18.00 น.แล้ว คิวต่อไปก็คือฑูตจากญี่ปุ่นที่เข้ามาตอน 2 ทุ่มกว่าเพื่อมาแจ้งว่ากองทัพญี่ปุ่นจะขอเดินทัพผ่านประเทศไทยเพื่อทำการรบกับอังกฤษและสหรัฐฯ ขอให้ไทยให้คำตอบภายในเวลา 02.00 น.
ตอนนั้นทางรัฐบาลได้ให้นายปรีดี นายดิเรก และพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร ไปพบกับฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อเจรจาขอเลื่อนการให้คำตอบออกปเป็น 05.00 น.เพราะเวลานี้นายกรัฐมนตรีของไทยไม่อยู่ ได้เดินทางไปชายแดน กำลังส่งเครื่องบินไปรับกลับแล้ว
แต่ถึงกระนั้น จอมพล ป.ก็ถึงวังสวนกุหลาบที่ใช้เป็นทำเนียบรัฐบาลในขณะนั้นเอาเมื่อเวลา 07.00 น. และเริ่มเปิดการประชุม ครม.เพื่อหารือวาระเร่งด่วนนี้ทันที
คราวหน้ามาดูว่าใครพูดอะไรกันบ้างในที่ประชุมครม.ครั้งสำคัญที่มีชะตากรรมของประเทศแขวนเอาไว้ที่หัวโต๊ะ
จอมพล ป.ที่เป็นทั้งหัวปี และหัวโต๊ะเวลานั้นถามขึ้นต้นก่อนว่า จะตกลงอย่างใดดี ภายหลังจากที่ฟังรายงานจาก รมว.ตปท.แล้ว
นายปรีดี รมว.คลังในขระนั้น เสนอว่าให้พิจารณาทางได้ทางเสียว่า ถ้าเรายอมจะเสียหายอย่างไร ถ้าไม่ยอมจะเสียหายอย่างใด
นายกฯตัดบทว่า เหตุการณ์กำลังคับขันกำลังรบกันอยู่ ปัญหามีเพียงว่าจะต่อสู้หรือจะให้หยุด
พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส รองนายกฯ เสนอว่าไทยไม่มีทางต่อสู้ ฝ่ายสมัพันธมิตรไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือไทย ขืนสู้ญี่ปุ่นไป ประเทศไทยจะเสียหายอย่างหนัก
ครม.เลยมีมติให้สั่งหยุดยิงเพื่อเจรจากับฝ่ายญี่ปุ่น เนื่องจากเวลานั้นญี่ปุ่นส่วนแรกได้ยกกำลังขึ้นบกตลอดแนวอ่าวไทยและด้านตะวันออกแล้ว เช่น กองทัพเรือที่ สุราฏร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร กองทัพบกและอากาศที่ปราจีนบุรี ส่วนทีบางปูนั้นเป็นเพียงแผนลวงให้เสียขวัญ โดยเอาหน่วยข่าวหรือพวกสายลับของญี่ปุ่นที่แฝงตัวอยู่ในไทยไปทำทียกพลขึ้นมาจากเรือสินค้า ให้เห็นว่ากรุงเทพฯถูกยึดแล้ว
นายดิเรก ชัยนาม ในฐานะ รมว.ตปท.ได้เป็นผู้แทนนำมติ ครม.ไปแจ้งให้กับญีปุ่นทราบ ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นก็ตอบกลับมาว่า ญี่ปุ่นเสนอ 4 ทางเลือกให้ไทยเลือกเอาว่าจะเอายังไง คือ
1. ไทยกับญี่ปุ่นทำสัญญาพันธไมตรีในทางรุกรานและป้องกันร่วมกัน
2. ไทยเข้าเป็นภาคีในกติกาสัญญาไตรภาคีฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2483 คือเข้าร่วมฝ่ายอักษะ
3. ไทยให้ความร่วมมือทางทหารที่จำเป็นแก่ฝ่ายญี่ปุ่น รวมทั้งการอนุญาตให้ทหารญี่ปุ่นผ่านอาณาเขตไทย และให้ความสะดวกทุกอย่างที่จำเป็น พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารญี่ปุ่น
4. ไทยกับญี่ปุ่นรับร่วมกันจะป้องกันประเทศไทย
คราวนี้การประชุมที่ยุติไปแล้ว ก็ต้องย้อนกลับมาว่ากันต่ออีก โดยที่ประชุมแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ส่วนใหญ่จะไม่ออกความเห็นแล้วแต่ว่านายกฯจะว่าอย่างไร
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเสนอว่าเมื่อต้องยินยอมให้ผ่านประเทศไทยทั้งที ก็น่าจะเอาผลประโยชน์ให้มากที่สุดโดยเลือกเอาแผน 1
ส่วนอีกฝ่ายก็บอกว่าหากจำต้องยอมแล้ว ก็เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะเสียเลยก็แล้วกัน ดังนั้นแผน 2 น่าจะดีกว่า เพื่อจะได้เยอรมันและอิตาลีมาช่วยค้ำประกันให้ไทยด้วย
ส่วนแผน 4 นั้นส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะจะทำให้ไทยตกอยู่ในสภาพคล้าย ๆ กับอินโดจีน
แต่สุดท้าย นายดิเรก ชัยนาม ก็เสนอขึ้นว่า เมื่อประเทศไทยประกาศอยู่เสมอว่าจะเป็นกลาง แล้วมายอมร่วมกับญี่ปุ่น นานาประเทศจะว่าได้ว่าสมคบกับญี่ปุ่นมาก่อน ดังนั้นจึงไม่ควรเลือกแผนที 1 หรือ 2 น่าจะแค่ยอมให้ผ่านประเทศเท่านั้นตามแผน 3
ข้อเสนอของนายดิเรกนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลวงอดุล นายปรีดี ทำให้ที่ประชุมตกลงตามนั้นคือแผน 3 ตามที่ญี่ปุ่นเสนอ เสร็จแล้วจึงให้นายวนิช ปานะนนท์ เป็นผู้นำการตัดสินใจไปแจ้งฝ่ายญี่ปุ่น (เรื่องของนายวนิชน่าสนใจนะครับ ไว้จะเอามาขยายให้ฟัง)
ซึ่งการตกลงครั้งนี้ไทยกับญี่ปุ่นได้มีการลงนามในข้อตกลงร่วมกัน และมีการออกแถลงการณ์ ดังนี้
1. เพื่อจะจัดการกับสถาการณ์เร่งด่วนในเอเชียตะวันออก ประเทศไทยจะอนุญาตให้กองทหารญี่ปุ่นผ่านดินแดนของประเทสไทยไปได้ และจะให้ความสะดวกทุกอย่างเท่าที่จำเป็นเพื่อการผ่านดังกล่าว ตลอดจนการดำเนินการต่าง ๆ โดยทันที เพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันทุกอย่างอันอาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างกองกำลังทหารญี่ปุ่นกับกองทหารไทย
2. รายละเอียดเพื่อการปฏิบัติตามวรรคแรก จะต้องตกลงกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของทั้งสองประเทศ
3. ประเทศญี่ปุ่นให้ประกันว่า เอกราช อธิปไตย และเกียรติยศของประเทสไทยจะได้รับการเคารพ
ทำไว้สองชุด ที่กรุงเทพ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1941
(ลงชื่อ) ดิเรก ชัยนาม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายไทย
(ลงชื่อ) ท.ทสุโบกะมิ
เอกอัครราชฑูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
^
^
^
^
เรื่องของเรื่องเพราะสันดารอังกฤษ
ขอบคุณ
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/K2455449/K2455449.html