โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน

เรื่องแนะนำ

Powered by
10 คะแนน
 
โดย HangFive เป็นกระทงร้อน 7 เดือนที่แล้ว
 
จริง ๆ แล้วเรียกว่าพระไม่ถูกครับ ต้องเรียกว่าพวกที่ไม่มีปัญญาจะทำมาหากินเลยมาอาศัยผ้าเหลืองเลี้ยงชีพดีกว่า ปัจจุบันนี้มีเยอะแยะมากครับ
(ยาวไปหน่อย เนื้อหาจากหนังสือ พระอรหันต์กึ่งพุทธกาล ครับ)
คะแนน: 11 ชอบ, 1 ไม่ชอบ

tag: บทความ พุทธ ศาสนา สังคม

ประเภท: สังคมศาสนา
17 บทวิจารณ์  |  1,156 คนอ่าน
 
คำสั่ง
Share เว็บฝรั่ง
Share เว็บไทย
Exteen
ภาพประกอบ

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

ในครั้งพุทธกาล เมื่อคราวจะเกิดภิกษุณี พระพุทธเจ้าท่านทรงทำนายไว้ว่าพระพุทธศาสนาในยุคของพระองค์นั้นจะมีอายุสั้นลงเหลือเพียง ๕,๐๐๐ ปี ปัจจุบันนี้ก็เลยยุคกึ่งพุทธกาลล่วงมาแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันบอกกล่าวให้เห็นถึงความเสื่อมต่าง ๆ ทางด้านจิตใจของมนุษย์มากขึ้น ในขณะที่ความเจริญทางวัตถุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ...ศาสนาเสื่อม หรือ คนเสื่อม
พระพุทธศาสนา..ไม่เคยเสื่อม แต่จิตใจคนต่างหากที่เสื่อม ผู้ที่เข้าใจว่าหลักของพระพุทธศาสนาคืออะไรนั้น ย่อมจะเข้าใจดีว่า พระพุทธศาสนาคือความจริง และมีความเป็นอมตะ ทันยุคทันสมัย ไม่มีวันตาย แม้จะถึงกาลสิ้นยุคพระพุทธศาสนา แต่ความจริงแห่งพระพุทธศาสนายังคงอยู่รอถึงกาลเวลาแห่งยุคพระพุทธเจ้าองค์ต่อมาได้ตรัสรู้เผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนอีกครั้ง
ส่วนผู้ที่ยังไม่เข้าใจว่าพระพุทธศาสนาที่แท้จริงคืออะไร แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนอะไร อาจมองเห็นว่าศาสนาเสื่อม จากภาพต่าง ๆ ที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน ข่าวต่าง ๆ ที่พบเห็นอาจทำให้คิดไปว่าศาสนาพุทธเสื่อมลง สามเณรเป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว พระมั่วสีกา ค้ายาบ้า พระเมาเหล้า พระมีอิทธิพลประดุจมาเฟีย ฯลฯ
ผู้ที่ทำให้คนมองว่าศาสนาเสื่อม คือ คนที่อาศัยผ้าเหลืองอยู่แต่ไม่ทำตนให้เหมาะสมกับเพศสมณะนั่นเอง ที่เป็นผู้ทำลายศาสนา ที่เห็นได้ชัดก็คือ โจรในคราบผ้าเหลือง หรือผู้ที่แต่งตัวเป็นพระ หรือผู้ที่ขาดจากการเป็นพระแล้ว เช่น พระขี้โกงขี้ขโมย พระเสพเมถุน หรืออวดอุตริมนุสธรรมว่าตนเองเป็นผู้วิเศษผู้มีอาคมแก่กล้า ล้วนแล้วแต่เป็นความผิดทางพระวินัยถึงขั้นปาราชิกแล้วทั้งสิ้น
พระที่ปฏิบัติตนไม่สมกับการเป็นสมณะ ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งที่กล่าวได้ว่าปฏิบัติตนผิดหน้าที่จนถือได้ว่าเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนาได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน ดังเช่น


๑ พระผู้ตั้งตัวเองเป็นผู้วิเศษ
พระอาจารย์ผู้สร้างเครื่องรางของขลังปลุกเสกวัตถุมงคลต่าง ๆ มอมเมาญาติโยม หลอกลวงประชาชน ที่กล่าวมานั้น ผมหมายความแตกต่างจากพระอาจารย์ในยุคอดีตที่ผ่าน ๆ มาซึ่งท่านเหล่านั้นเป็นของจริง เก่งจริง ท่านเมตตาสร้างให้ด้วยเจตนาดีจริง ไม่หวังผลตอบแทน ไม่มีพุทธพาณิชย์มาเกี่ยวข้องเหมือนปัจจุบัน พระอริยสงฆ์ผู้ที่เปี่ยมด้วยเมตตาบารมีในอดีต เช่น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต หลวงปู่เกษม เขมโก พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ฯลฯ วัตถุมงคลของท่านอาจารย์ทั้งหลายนั้นล้วนแล้วแต่มีอานุภาพเต็มไปด้วยพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ทั้งสิ้น เพราะท่านทำให้ด้วยความเมตตา และบริสุทธิ์ใจ และเป็นที่น่าสังเกตุว่าพระอาจารย์ทั้งหลายนั้นโดยส่วนตัวของแต่ละองค์นั้นท่านไม่อยากสร้างหรือเสกวัตถุมงคลเลย อาจเป็นด้วยเหตุ สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาบ้าง แจกจ่ายทหารเพื่อเป็นขวัญกำลังใจยามรบทัพจับศึกบ้าง ศิษย์รบเร้าขอสร้างเพื่อทำประโยชน์และเป็นที่ระลึกบ้าง ท่านจึงเมตตาทำให้โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต เมื่อคราวเสร็จพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคลครั้งใหญ่ภายในพระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาสเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๓ นั้นท่านชี้มือไปที่กองวัตถุมงคลภายในพระอุโบสถและกล่าวแก่ศิษย์และญาติโยมในที่นั้นว่า “ทั้งหมดนี่...สู้ธรรมะไม่ได้” หรือท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร แห่งสกลนคร ท่านก็ไม่สนใจการสร้างวัตถุมงคลใด ๆ เลย แต่ศิษยานุศิษย์ รบเร้าขออนุญาตสร้างด้วยเจตนาดี เมื่อสร้างแล้วถวายให้ท่าน ท่านก็เมตตาแจกจ่ายบรรดาพุทธศาสนิกชนที่เข้าไปขอท่าน แต่ถ้าหากมีพระภิกษุไปขอพระเครื่องจากท่านบ้าง ท่านจะไม่ให้ ท่านพระอาจารย์ฝั้นจะถามกลับมาว่า “จะเอาไปทำไม...คุณเป็นอะไร!!”
และในการประกอบพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคลในแต่ละครั้งนั้น ไม่เคยเป็นที่ปรากฏว่าพระอริยเจ้าท่านใดในอดีตที่ผ่านมา ได้ทำการปลุกเสกวัตถุมงคลด้วยกิริยาอาการ หรือท่าทีที่ไม่สำรวม แปลกประหลาด เหมือนท่าทางของสัตว์ หรือมีการทรงเจ้าเข้าผีแต่ประการใดเลย ครูบาอาจารย์ในอดีตแต่ละองค์ล้วนเข้าฌานสมาธิด้วยกิริยาอาการอันสงบสำรวมยิ่ง
แต่ในยุคปัจจุบัน (ปี พ.ศ. ๒๕๕๐) ที่ผ่านมานั้น พระบางรูปคิดว่าตัวเองเป็นผู้มีพลังจิตสูงส่งอ้างตนเองเป็นผู้วิเศษ จะประกอบพิธีแต่ละครั้งต้องมีค่าจ้างสูงถึงหลักหมื่นหลักแสนเป็นผลตอบแทน ขณะประกอบพิธีกลัวจะดูไม่ขลังไม่ศักดิ์สิทธิ์สมค่าจ้าง จึงต้องออกท่าออกทางแปลก ๆ เหมือนท่าทางของสัตว์เดรัจฉานบ้าง ร่ายรำจับอาวุธให้ดูน่าเกรงขามบ้าง บางรายก็มีการใช้วาจาด่าทอ ใช้คำหยาบคายให้ดูว่าตนเองมีอำนาจบ้าง บางรายขนาดตั้วตัวเองเป็นผู้วิเศษ ผู้มีอาคมขลังแล้ว ยังต้องแขวนพระเครื่อง แขวนของขลังอีกเสียเต็มคอ ดูแล้วเหมือนคนบ้า มากกว่าพระสงฆ์ เห็นแล้วเป็นที่น่าอนาถใจยิ่ง เนื่องจากว่ายังมีผู้คนที่มีจิตใจอ่อนแอ ไม่รู้จักพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงว่าเป็นอย่างไรอีกจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อ หลงบูชากราบไหว้ คิดว่าสมณะปลอมเหล่านั้นเป็นผู้ทรงศีลเป็นผู้วิเศษจริง


๒ พระดูหมอ-ใบ้หวย เป็นกิจวัตร
ศาสตร์ทางด้านการดูดวง ทำนายโชคชะตาราศีนั้นมีอยู่จริง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์ที่จะกระทำพร่ำเพรื่ออยู่เป็นนิจ นอกเสียจากเหตุผลอันจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น สังเกตุดูพระอริยเจ้าต่าง ๆ ถึงแม้ว่าท่านจะมีความรู้ในศาสตร์ด้านนี้อย่างแตกฉานแล้ว แต่ท่านก็ไม่เคยเอาวิชาเหล่านี้มาใช้ประโยชน์เพื่อหวังลาภสักการะใด ๆ เลย เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ ไม่ใช่หน้าที่ของพระสงฆ์


๓ พระ ไม่ใช่ศิลปิน
“ศาสนาพุทธนั้น ไม่ใช่ศาสนาที่ง้อให้คนมานับถือ” การเผยแพร่พระพุทธศาสนาเป็นการเชิญชวนให้มาพิสูจน์ให้รู้เห็นในพระธรรม พระอริยสงฆ์แต่ละองค์นั้น ท่านไม่เคยไปป่าวประกาศ หรือเรียกร้องให้ฝูงชนแห่มานับถือ ไม่บังคับจิตใจใคร แม้แต่พระพุทธเจ้าบรมศาสดาเอง ท่านก็แสดงธรรมเทศนาโปรดสัตว์แต่ละครั้งด้วยกิริยาอาการอันสำรวม กระชับได้ใจความ ถูกจริต ตรงใจ ชี้ทางสว่างให้เหล่าสัตว์โลกได้ปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ หน้าที่ของพระคือ ปฏิบัติตนตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ เมื่อพบสัจธรรมที่แท้จริงแล้ว จึงเทศนาโปรดญาติโยม ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต พระอรหันต์ยุคกึ่งพุทธกาล แห่งวัดเทพศิรินทราวาส ท่านก็ไม่เคยขึ้นเทศน์เลยสักครั้ง แต่ท่านได้แสดงเทศน์กัณฑ์ใหญ่ที่สุด โดยการปฏิบัติตนอย่างยอดเยี่ยมให้ดูเป็นตัวอย่างว่าพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ พระแท้ ๆ ในพระพุทธศาสนานั้น เป็นเช่นไร มีญาติโยมเคยถามท่านว่า ทำไมท่านจึงไม่เทศนาโปรดญาติโยมบ้าง ท่านตอบเป็นปริศนาธรรมสั้น ๆ ว่า “อาตมาชื่อ...ตรึก” และเมื่อคราวที่ ดร.บุญยง ว่องวานิช ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาสได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านเจ้าคุณนรฯ หลายครั้ง เคยถามท่านอยู่ครั้งหนึ่งว่า “เขาว่ากันว่าท่านไม่เคยสอนธรรมะใคร เอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียว” ท่านเจ้าคุณนรฯ ได้อธิบายธรรมสั้น ๆ ว่า “ถ้ามีใครตกน้ำ กำลังจะจมน้ำตาย ถ้าเราคิดจะไปช่วยเขา เราต้องว่ายน้ำให้เก่งเสียก่อน จึงจะไปช่วยเขาได้ ถ้าว่ายน้ำไม่แข็ง เข้าไปช่วยเขา อาจถูกเขาฉุดหรือกอดจมน้ำตายได้ แม้พระพุทธเจ้าก็ทำเช่นนี้ พระพุทธองค์เข้าป่าศึกษาและปฏิบัติถึง ๖ ปี ตรัสรู้แล้วจึงออกมาสอนผู้อื่น” ครูบาอาจารย์ในอดีตและปัจจุบันหลาย ๆ รูปท่านได้เทศนาเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างดี น่าฟังและลึกซึ้ง ชี้หนทางแห่งการดับทุกข์ได้ แต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการเทศนาสั่งสอนธรรมะแบบแปลก ๆ ขึ้นไปอีก ดังเช่นการแหล่บ้าง การร้องเป็นเพลงบ้าง คิดมุกตลกขำ ๆ มายิงกันให้ญาติโยมได้รับความสนุกสนานครื้นเครงปนธรรมะ คิด ๆ ดูอาจจะไม่ผิดอะไร แต่สำหรับมุมมองของผู้เขียนเอง เห็นว่าไม่สมควร พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ไม่สมควรจะเอามาทำให้เป็นเรื่องตลก(จนมากเกินไป) ถ้าเรียกคนเข้าวัดเพื่อมาฟังธรรมด้วยความเคารพศรัทธา หรือด้วยความต้องการที่จะมาคลายทุกข์ด้วยการเอาธรรมะเป็นที่พึ่งไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาความบันเทิงรูปแบบอื่นมาเป็นสิ่งล่อใจ ถ้าท่านผู้อ่านคิดว่าผู้เขียนเองคิดมากเกินไป ผมก็ขอให้ข้อคิดแก่ท่านว่า เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดเพี้ยนแปลกประหลาดมากขึ้นกว่านี้อีกสิบเท่า ร้อยเท่าในอนาคตข้างหน้าก็ได้ ใครจะไปรู้ ปัจจุบันนี้ท่านคงจะเคยได้ยินบทสวดมนต์ที่กลายเป็นเพลงไปแล้ว ทำออกมาเป็นซีดีขายกันเกลื่อนตลาด ซึ่งในอดีตนั้นไม่เคยมี พระ..แปลว่า ผู้พระเสริฐ พระไม่ใช่ศิลปิน พระไม่ใช่นักแสดงตลกคาเฟ่ หน้าที่ของพระคือปฏิบัติตน ฝึกตน ไม่ใช่มีหน้าที่แต่งเพลง เล่าเรื่องตลก คิดมุกขำ ๆ เพื่อเอาไว้ใช้ดึงดูดเรียกญาติโยมเข้าวัด พระต้องมี ศีลาจารวัตร อันเป็นหลักประกันความเป็นปูชนียบุคคลของภิกษุที่สำคัญที่สุด


๔ ศักดิ์ศรีของผ้าเหลือง อันเปรียบเสมือน ธงชัยแห่งพระอรหันต์
ศาสนาพุทธนั้นไม่ได้กำหนดมาตรการบังคับว่า ชายชาวพุทธทุกคนต้องบวชเป็นพระภิกษุ ดังนั้นการบวชเป็นพระ จึงไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ไม่มีใครบังคับ ถือว่าผู้ที่จะเข้ามาสู่เพศบรรพชิตนั้นต้องสมัครใจบวชด้วยตนเองทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควรที่จะปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับความเป็นสมณะผู้ครองผ้าเหลือง ไม่ควรปฏิบัติตนในลักษณะที่ไม่สำรวม ไม่ควรไปในที่อันไม่ควรไป จะเห็นได้อยู่เสมอ ๆ ที่พระภิกษุไปท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ อันไม่ใช่กิจของสงฆ์ ไปเดินเลือกซื้อของตามห้างสรรพสินค้า ไปสวนสนุก หรือตลาดนัดที่มีผู้คนแออัด ในทางธรรมที่แท้จริงนั้นไม่มีข้ออ้างใด ๆ เลยที่จะมาแก้ตัวได้ถึงเหตุผลที่พระภิกษุบางรูปได้กระทำ เหตุผลที่ว่า ต้องไปทำธุระ พระก็อยากไปเดินห้าง เลือกซื้อสินค้าที่ต้องการบ้าง หนังสือ กระเป๋า ฯลฯ หรืออยากไปพักผ่อน เปิดหูเปิดตา ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่กิจของสงฆ์ทั้งสิ้น ถ้าพระภิ กษุรูปใดไม่สามารถหักห้ามใจที่จะไม่ไปท่องเที่ยว เดินห้าง ช้อปปิ้ง หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ทางโลกซึ่งไม่ใช่กิจของสงฆ์เสียแล้ว ท่านควรจะสึกหาลาเพศ ไปเป็นคนธรรมดาเสียก่อนจะถูกต้องกว่า (บางท่านบวชเพียงระยะเวลาสั้น ๆไม่กี่วันเท่านั้นก็สึกแล้ว ยังปฏิบัติไม่ได้เลย) จากนั้นท่านจะไปทำอะไร ที่ไหน ก็คงไม่มีใครติเตียน แต่ถ้าท่านยังบวชอยู่ในเพศสมณะ ก็ควรให้เกียรติผ้าเหลือง อันถือได้ว่าเป็นเครื่องแบบที่ศักดิ์สิทธิ์ มีเกียรติยิ่งกว่าเครื่องแบบใด ๆ ในโลกนี้ก็ว่าได้ ...อย่างไรน่ะหรือ ?... เครื่องแบบใด ๆ ในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีศักดิ์ศรีเทียบเท่าผ้ากาสาวพัสตร์ไม่ได้เลย เพราะเป็นเครื่องแบบของผู้ทรงศีลทรงธรรม ผู้เจริญ ผู้ประเสริฐ ผู้แสวงหาความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง เป็นเครื่องแบบของสิ่งอันมีค่าควรเคารพสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือ พระรัตนตรัย ความสำคัญพิเศษเหนือเครื่องแบบใด ๆ ในโลกนี้อีกเรื่องก็คือ ตามปกติแล้วคนเราต้องเคารพกราบไหว้พ่อ แม่ ครู อาจารย์ หรือผู้ที่ควรเคารพ แต่ตราบใดเมื่อได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เข้าสู่ร่มโพธิ์แห่งพระพุทธศาสนาแล้ว พ่อ แม่ ต้องไหว้ลูก ตา ยาย ต้องไหว้หลาน ครูบาอาจารย์ ต้องไหว้ศิษย์ในทันที แม้แต่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพุทธมามกะทุกพระองค์ยังทรงกราบไหว้พระอริยสงฆ์ ไม่มีเครื่องแบบใด ๆ ที่ทรงคุณลักษณะวิเศษเช่นนี้ ฉะนั้นแล้วเมื่อท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ก็ควรปฏิบัติตนให้เหมาะสม สำรวม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สมกับที่บุพการีของท่านผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูฟูมฟักท่านมาตั้งแต่แบเบาะได้ยกมือไหว้ท่าน อย่าทำตนให้สมกับคำกล่าวของคนบางคน ที่ทำบุญใส่บาตรโดยไม่เลือกพระเลือกวัด แต่คิดในใจอยู่เสมอ ๆ ว่า “ถือว่า...ไหว้ผ้าเหลือง”

เรื่องแนะนำ:



 
บทวิจารณ์
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย เงาจันทร์ เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
จั่งซี่มันต้องถอนๆๆ(แม่งแต่งมาได้ไงเนี่ย)
อืม ก็จริง
  คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย boi9999 เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
อย่าส่งจดหมายให้ผมเพราะผมคงไม่ใด้อ่าน ในอดีตในยามมีศึกสงครามประชิดบ้านเมืองทหารหลวงก็นั่งเรือตีฆ้องร้องป่าว เหล่าชายไทยพอใด้ยินเสียงฆ้องก็ทิ้งจอบเสียมบอกแม่บอกภรรยาให้เอาข้าวไปตากแห้งลาพ่อแม่แล้วถือดาบไปปกป้องแผ่นดินเช่นทหารพรานที่ใด้ชื่อเหล่าทหารประชาชน
+2
    คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย kittisak9 เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าผู้โพสต์มีเจตนาอะไรครับ ถึงนำเรื่องนี้มาโพสต์ เพราะการณ์วิพากย์วิจารย์พระ ว่าไม่ดี อย่างนั้น อย่างนี้ มันเป็นปาปแก่ตัวของท่านเองครับ และเป็นบาปที่แรงมากๆ ครับ และ ตัวของท่านเองละ ถือ ศีล 5 บริสุทธิ์ หรือยังครับ ทาน ศีล ภาวนา ปฏิบัติ ครบหรือ ยัง ถ้ายัง ก็แสดงว่าตัวของท่านเอง ก็มีส่วน ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเหมือนกัน เพราะพระพุทธองค์ทรงสอน ว่า ศาสนา ประกอบด้วย พุทธบริษัท 4 ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ครับ ถ้า บริษัท 4 เหล่านี้ ปฏิบัติเคร่งอยู่ในธรรมะ ของพระองค์ ศาสนาของพระองค์ก็ยังดำรงค์อยู่ตราบนั้นครับ ท่านจะไปโทษพระอย่างเดียวก็ไม่ถูกครับ ถ้าท่านนำเสนอประวัติ พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในปัจจุบัน เพื่อให้คนเกิดศรัทธา และน้อมนำไปปฏิบัติ จะเกิดผลดีและเป็นการสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนามากกว่า มิใช่หรือครับ ผมจึงไม่เข้าใจว่าท่านมีจุดประสงค์อะไรครับ ถึงมาโพสต์ เรื่องแบบนี้ ศาสนาเรา มัวหมองยังไม่พอหรือครับ ฝากไว้เป็นข้อคิดครับ จากผู้รักษาพระพุทธศาสนา
    คำสั่ง โหวต
-5 คะแนน โดย kittisak9 เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
- 1แต้มครับ เนื่องจาก ไม่สร้างสรรค์
  คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย HangFive เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
กรุณาอ่านให้จบก่อนครับค่อยตัดสินว่า สร้างสรรค์ หรือไม่สร้างสรรค์ เพราะผู้โพสต์ มีเจตนาดีมาก และ ศรัทธาในพระพุทธศาสนามากครับ ท่านยังอ่านไม่จบ ยังไม่เข้าใจในบทความ อย่าด่วนสรุปสิครับ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย HangFive เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
ที่ผมเอาเนื้อหาในหนังสือนี้มาเผยแพร่นั้น เพื่ออธิบายว่า พระ ที่ดี น่านับถือ ท่านควรมีศีลาจารวัตร อย่างไร อย่างไหนควร อย่างไหนไม่ควร ไม่ได้ไปวิจารณ์ส่งเดช สุ่มสี่สุ่มห้า อ่านให้เข้าใจก่อนนะครับ คุณ kittisak9
    คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย mig-secret เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
อยากตายก็บอกได้น๊ะ
ผมให้-1แต้มสำหรับความโง่ ตีความในข้อความไม่เข้าใจของ * kittisak9 * เค้าเอามาให้อ่านจะได้รู้ว่าหลักศาสนาจริงๆเป็นเช่นไร ไม่ใช่โง่งมงายบูชาคนเลวๆที่หากินบนผ้าเหลือง ดันไปลบคะแนนเค้าซะงั้น kittisak9 ไม่น่าโง่เลยนะครับ เสียดายๆ
    คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย mig-secret เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
อยากตายก็บอกได้น๊ะ
ผม+1ให้1นะครับไม่ต้องกลัว ทำดีแล้วครับคุณ HangFive
  คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย vavala เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
อ่านให้ดี ตีความให้เป็นมันมีสาระนะเนี้ย ลองอ่านให้จบสิแล้วจะรู้ว่าอะไร +ให้กะทู้ดี
    คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย powerinvincible เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
ดูรถเยอะ
มีประโยชน์มีสาระครับ ถ้าหากปฏิรูปศาสนาให้พ้นมลทินได้จะดีไม่น้อยนะครับ ให้สว่างสะอาดสดใส เพื่อเป็นสถาบันที่สมบูรณ์ แต่คงจะยากมาก ๆ อาจเหลือพระเณรไม่ถึง พันรูปก็ได้นะครับที่เข้าขั้น จากหลาย ๆ แสนรูป
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย powerinvincible เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
ดูรถเยอะ
ผมบวชอีกครั้ง ครั้งต่อไปจะไม่ใช่การบวชตามประเพณีที่สืบทอดความเชื่อแบบพราหมณ์แบบเทพอะไรทั้งสิ้นแต่ผมจะบวชด้วย ความเป็นพุทธอย่างเต็มตัว แต่ในสังคมพระนั้น ก็ยังมีการกดขี่แบ่งชั้น และ เบียดเบียนอย่างน่าใจหายผมไปบวชมาตั้งใจทำใจให้สงบแต่ต้องมาอยู่ใต้อำนาจของพระพี่เลี้ยงซึ่งใช้งานสารพัด จิตใจไม่เป็นอันสงบเลยครับ เฮ้อ หนีไม่พ้นไม่มีบุญบารมีเองด้วยครับ
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย powerinvincible เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
ดูรถเยอะ
ผมก็ได้แต่คิดว่าไม่เป็นไรทำงานแทนการปฎิบัติก็คงได้บุญให้ตายเถอะ ทั้งที่ความจริงการบวชนั้นบวชเพื่อปฎิบัติ อีกทางใจต่างหากงานอย่างนั้นผมทำตลอดอยู่แล้ว แต่ก็คิดว่าเป็นการฝึกใจ ทั้งที่เป็นทหารลอกคลองถมดิน ตัดหญ้ามาจนใจจะขาดแล้วก็เหอะ อดทนเท่านั้นระบายหน่อย
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย HangFive เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
บอกเขาไปสิครับว่าคุณบวชเพื่อมาปฏิบัติ ไม่ได้บวชมาเป็นขี้ข้าพระพี่เลี้ยง แล้วถ้าพระพี่เลี้ยงคุณเป็นพระปฏิบัติดีจริงคงไม่มาวุ่นวายในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องกับคุณเป็นแน่ ผมเองก็คนใกล้วัด จนเห็นอะไรมาหลาย ๆ อย่างนับถือพระสงฆ์ยากมากในปัจจุบัน นอกจากจะมั่นใจเป็นบางรูปว่าท่านปฏิบัติดีจริง ๆ แต่ความศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้นเต็มร้อยในใจเลยครับ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย DmindZ เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
สวัสดีชาวโลก และแล้วก็มาถึงวันทำงานอีก 1 วัน
ตอนสมัยผม บวช กำลัง วิปัสนา อยู่ก็จะมี กลุ่ม นึงคอย พูดจาส่อเสียด พูดจาดูหมิ่น อะครับ (วัดที่ผมบวชไม่ได้มีเนื้อที่มากนัก มุมสงบ วิเวก มีน้อย) พระเณร เดินไปเดินมา พอเห็น ทำให้ ช่วงนั้น รู้สึก ไม่ค่อยสบายใจ จึงเปลี่ยนเป็น อ่านธรรมะ เยอะขึ้น แล้วก็ทำจิตใจให้บริสุทธิ์แทน ตอนนี้ผม ลาสิกขา ออกมาแล้วก็ยังนำข้อคิดการทำจิตใจมาอยู่ ที่ผมโพสอยากจะบอกว่า การบวช ปฏิบัติ นั้นอยู่ที่ใจล้วนๆเลยครับ ผู้ที่กำลังบวชอยู๋ ก็ สู้ สู้นะครับ เป็นกำลังใจให้
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย ReStep เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
เบื่อพวกป่วน
จริงครับปัจบันพระสงฆ์ที่ดีมีน้อยมากถ้าเทียบกับในอดีต แต่ผมก็ศรัทธาพรุทธศาสนาเกินร้อยเหมือนกันครับ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย บุบบิบ เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
Imagine of the people sharing all the world
เค้าบอกเชื่อได้แต่อย่างมงาย +1 ให้อย่างไม่กังขา ครับ รู้สึกหนังสือเล่มนี้จะต้องซื้อไว้อ่านครับ
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย powerinvincible เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
ดูรถเยอะ
เช่นกันครับผมศรัทธาในพระพุทธศาสนาจากใจเต็มร้อยเช่นกันครับ แต่สิ่งที่มองไม่เห็นก็ศึกษากันต่อไปครับ ความสงสัยมืดบอดอวิชาความไม่รู้ ทำให้ต้องเรียนรู้เสมอ ๆ ครับบางครั้งอาจพูดแสดงออก คิดไม่ถูกกาละเทศะ
คุณต้อง ล็อกอิน จึงจะวิจารณ์กระทงได้