บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
ตามรายงานหนา 135 หน้า "ถูกขายไปเป็นทหาร: การคัดเลือกและใช้ทหารเด็กในพม่า" ขององค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมน ไรต์ วอตช์
นอกจากรัฐบาลทหารพม่าใช้กำลังกวาดต้อนเด็กให้มาเข้ากองทัพแล้ว กองกำลังชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ก็มีเหมือนกัน
ในช่วงสิบกว่าปีมานี้ กองทัพพม่าต้องการเสริมกำลังจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีผู้หนีทหารเป็นจำนวนมาก
กลางปี 2549 ผู้นำทหารระดับสูงเรียกเกณฑ์ทหารใหม่ 7,000 คนต่อเดือน แม้แต่เด็กอายุ 11 ปี สูงเพียง 130 เซนติเมตร น้ำหนัก 31 กิโลกรัม ก็ถูกเกณฑ์ให้เป็นทหารแล้ว
กองกำลังทหารเด็กจะถูกส่งไปฝึกการทหารเป็นเวลา 18 สัปดาห์ หลังจากนั้น บางส่วนถูกส่งเข้าสนามรบจริงๆ
วิธีการให้ได้ทหารเด็กและเยาวชนเหล่านี้ มีทั้งจากการบังคับขู่เข็ญ บ้างก็เผาบ้านเพื่อบังคับให้ชาวบ้านเป็นแรงงานและเอาเด็กมาเข้ากองทัพ
ใครก็ตามที่หนีทหารจะถูกเฆี่ยนตีและต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกอีกหรือถูกจำคุก
นอกจากนี้ ยังใช้วิธี "ซื้อ" เด็กที่หมายตาเอามาเป็นทหารผ่านนายหน้าซึ่งจะมองหา "เหยื่อ" ตามสถานีรถไฟ สถานีรถโดยสาร ตลาดและสถานที่สาธารณะต่างและล่อใจเด็กๆ ว่ารัฐบาลทหารพม่าเงินเดือนให้สูงกว่าเงินเดือนประจำของนายทหาร สัญญาว่าจะให้เสื้อผ้า สถานะ งานและการศึกษาฟรี
แต่เด็กบางคนที่ฮิวแมนไรต์ฯสัมภาษณ์ เปิดใจว่า บางคนถูกจำคุก ใส่กุญแจมือและถูกขายต่ออีกหลายต่อหรือส่งไปยังกองทัพอีกหลายแห่ง
กระทรวงข่าวสารของพม่าออกมาโต้รายงานนี้โดยอ้างกฎหมายของพม่าซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2516 ว่าห้ามคัดเลือกทหารใหม่ที่เป็นเด็กและห้ามบังคับข่มขืนใจให้เป็นทหาร อีกทั้ง ปี 2546 ก็มีกฎเข้มงวดขึ้นซึ่งออกกฎโดยคณะกรรมาธิการป้องกันการคัดเลือกเด็กเป็นทหารในกองทัพ
ตอบโต้แบบนี้ คงลืมไม่ว่า กฎ กับเหตุการณ์จริง มันคนละเรื่อง
ข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObWIzSXpNVEExTVRFMU1BPT0=§ionid=TURNd05nPT0=&day=TWp
Bd055MHhNUzB3TlE9PQ
มือเล็กๆที่เปื้อนเลือด
อยากให้ทุกคนรู้ว่าโลกเรายังมีแบบนี้
+++++++++++++++ ย่อจากหนังสือสืทธิมนุษยชน
"ผมแบกมันไหวครับ แต่ความยาวของปืนกับความสูงของผมมันเท่ากันพอดีเลย"
คำพูดของอดีตทหารเด็ก ที่ถูกสัมภาษณ์ในประเทศไทย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2545
วันหนึ่งในประเทศพม่า ตำรวจได้สั่งหยุดรถที่ด่านตรวจ และขอตรวจบัตรประชาชน
เด็กชายวัย 11 ปี ไม่สามารถเอาชัตรประชาชนออกมาให้ตรวจได้ เพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะทำบัตร
เด็กชายจึงถูกจับเข้าคุก และ........
ตำรวจให้เลือกระหว่าง "ติดคุก6ปี" หรือ "ไปเกณฑ์ทหาร"
พวกผู้ใหญ่รู้อยุ่อย่างเต็มอกว่าเด็กชายคนนี้อายุเพียง 11 ปี แต่ก็ยังยื่นข้อเสนอแบบนี้
เด็กน้อยไม่อยากที่จะติดคุก 6 ปี จึง"เลือก" ที่จะเป็นทหาร (พ.ศ 2542)
เมื่อถึงเวลาเกณฑ์ทหาร
ทหารหลายคนถามเด็กๆ ว่า "อยากกลับบ้าน" หรือ "เป็นทหาร"
แน่นอนว่ามีเด็กหลายคนที่บอกว่า "อยากกลับบ้าน"
แต่ทุกคนที่เลือกคำตอบนั้น ถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้าออกจนหมดแล้วนำไปขังในห้องขังที่สกปรก และกินข้าววันละก้อนเล็กๆ
ส่วนคนที่เหลือที่เลือก "เป็นทหาร"
ก็จะถูกลงชื่อลงไปในแบบฟอร์มว่าอายุเกิน 18 ปีทุกคน (ทั้งๆที่ไม่มีใครเกิน)
และเด็กทุกคนถูกห้ามติดต่อกับพ่อแม่
เคยมีเด็กอยู่คนหนึ่งที่เรียกร้องสิทธิว่าคนยังเป็นนักเรียน ไม่จำเป็นต้องเป็นทหารและยื่นบัตรนักเรียนให้ดู
แต่บัตรนักเรียนนั้นก็ถูกฉีกทิ้งลงต่อหน้าต่อตา
ในที่สุดแม้จะมินยอมหรือไม่เด็กๆเหล่านี้ก็ต้องเป็นทหารอยู่ดี
เด็กบางคนที่ถูกจับมาเป็นทหารอายุต่ำกว่า 11ปี จึงต้องเลี้ยงให้โตพอสมควรและค่อยนำมาฝึกทหาร
การฝึกทหาร
ทุกคนต้องฝึกจับปืน และยิงโดนใช้กระสุนจริง
เคยเกิดอุบัติเหตุที่ไปยิงโดนทหารเด็ก3คนตาย แต่ครูฝึกกลับสั่งให้เอาศพไปฝั่งในป่า
และรายงานว่าเด็กทั้ง 3 ได้หลบหนีไปแล้ว
นอกจากการฝึกทหาร ยังมีการใช้แรงงานเด็ก มีการตัดซุง ลากซุง
มีทหารเด็กหลายคนที่หลบหนี แต่ก็ถูกจับได้
มีการลงโทษอย่างป่าเถื่อน
คนที่ถูกจับได้จะโดนบังคับให้เดินด้วยเข่าบนพื้นที่เต็มไปด้วยกรวดแหลม
หลังจากนั้นก็ถูกโบย แล้วจับมัดเปลื้องผ้าไว้กลางแดดตลอดวัน พอผ่านไป 1 เดือนเด็กก็จะเสียชีวิต
หรือการลงโทษที่สามัญที่สุด คือให้เพื่อนทหารเด็ก 250 คน ตีผู้หลบหนีคนละที
ถ้าตีแรงไม่พอ คนตีจะถูกตีแทน
วิธีการลงโทษนี้ได้ถูกนำไปใช้กับเด็กอายุเพียง 12 ปี
ผลของการถูกลงโทษ คือเด็กจะมีอาการหมดสติ และเลือดไหลออกมา
หลังจากนั้นจะถูกจำตรวนที่ข้อเท้าเป็นสัปดาห์ และเสียชีวิตลงที่คลีนิก
เมื่อถึงเวลาลงสู่สนามรบ
ทหารเด็กจะหวาดกลัวเป็นอย่างมาก หลายคนได้แต่หลับตาแน่นและยิงปืนขึ้นฟ้า
เพราะกลัวว่าหากยืนเฉยๆจะถูกลงโทษ
เด็กบางคนถูกบังคับให้มีส่วนร่วมในการสังหารหมู่ เด็กและสตรี
พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้น"ผิด" และ "ละเมิดสิทธิมนุษยชน"
แต่พวกเขาไร้ทางเลือก
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเหล่าพวกผู้ใหญ่ที่ไร้ความคิด ไร้ความเป็นมนุษย์
มันสมควรแล้วหรือ ที่จะถูกเรียกว่าเป็นผู้นำ?
**แถมนิดๆ
+ไทยเคยคำสัญญากับพม่าว่าจะส่งตัวทหารเด็กกลับพม่าถ้ามีการหลบหนีเข้าไทย - ทุกวันนี้ยกเลิกแล้ว
(มันคงเป็นบาปอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เมืองไทยมีปัญหาในประเทศอย่างทุกวันนี้)
++ ประเทศพม่าเคยลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในปี พ.ศ.2534
ว่าห้ามนำเด็กอายุต่ำกว่า 15 ไปเป็นทหาร
แต่ข่าวข้างบนคงบ่งบอกใด้บางอย่าง
ขอบคุณ
http://catdolljin.exteen.com/20071206/entry
ี่ต้องร้องให้ Unicef (ยูนิเซฟ) มาจัดการด่วน
^
^
^ถูกๆต้องนะครับทั้ง2คนเลย
ได้แต่นำสิ่งเลวร้ายมาไห้กับมนุษย์ด้วยกัน
แล้วอย่างงี้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเราๆก็พลอยลำบากไปด้วย
แล้วแบบนี้ประเทศจะพัฒนาได้หรอ
ถ้าไม่เริ้มจากคนข้างใน
อ่านแล้วเศร้า
หลายๆๆประเทศโดนเเบบนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจีน มาเลย หรืออิรัก
ในประวัติศาสตร์พม่านั้นแปดเปื้อนไปด้วยเลือด ความตาย การพลัดพราก
ความโหดร้าย เรื่องในราชวงศ์พม่านั้น ลูกฆ่าพ่อ ฆ่าแม่เป็นเรื่องธรรมดา
การลงโทษที่โหดร้ายมากมาย ความหยิ่งทรนง หยิ่งยโสทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเรื่องปกติของชนชาติพม่า
เมื่อใดที่ผู้ปกครองที่โหดร้ายขึ้นมามีอำนาจประชาชนก็เดือดร้อน โดนกดขี่ข่มเหง
ในอดีตพม่าเป็นอย่างไร ปัจจุบันพม่าก็เป็นอย่างนั้น และอนาคตข้างหน้าก็มองไม่เห็น
ความคิดของผม เนื่องจากนิสัยของชาวพม่าเป็นอย่างนี้ไม่มีทางที่จะได้แข่งบารมีกับไทยอีกอย่างแน่นอน
สมัยโบราณในแถบนี้ก็มีแต่ไทยกับพม่าเท่านั้นที่เป็นมหาอำนาจ ดีแล้วที่พม่าเป็นอย่างนี้
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก