เรื่องแนะนำ
Powered by
|
|
คำสั่ง
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
เดียน เบียน ฟู เป็นเมืองอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม อยู่ห่างจากฮานอยประมาณ 200 ก.ม.เศษ ทางทิศตะวันตกติดกับแขวงพงศาลี ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีลักษณะเป็นที่ราบ ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง เนื้อที่ประมาณ 18 ตารางกิโลเมตร ชาวไทดำซึ่งเป็นชนชาติหมู่น้อย ได้ตั้งถิ่นฐานทำมาหากินและเรียกชื่อเมืองว่า "เมืองแถง"
ในจดหมายเหตุกองทัพไทย ได้มีการบันทึกไว้ว่า กองทัพของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ได้เคยยกกองทัพมาปราบโจรฮ่อที่เมืองนี้
สำหรับชาวไทดำ ก็มีภาษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิม ซึ่งมีหลายสิ่งหลายอย่างคล้ายคลึงกับคนไทยเราในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายบรรพบุรุษเดียวกันกับเรา
เวียดนามได้ประกาศเอกราชภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเสร็จสิ้นลงไม่นาน คือในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2488 หลังจากนั้นฝรั่งเศสซึ่งเคยเป็นเจ้าอาณานิคม ก็ได้ส่งกำลังเข้ามายึดครองอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะเวียดนามได้อีกต่อไป ทั้งนี้ เพราะประธานโฮจิมินห์ได้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีความเข้มแข็งและได้สร้างขบวนการแนวร่วมที่เรียกว่าขบวนการ "เวียดมินห์"
กองทัพประชาชนเวียดนามได้ก่อตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ.2487(ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง) โดยประธานโฮฯ หรือ "ลุงโฮ" ได้มอบหมายให้นายพลโว เวียน ยับ เป็นผู้บัญชาการกองทัพคนแรก ด้วยวัยเพียง 36 ปี อดีตนักศึกษาวิชานิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยที่ฮานอย เคยถูกฝรั่งเศสจับกุมคุมขังมาแล้ว
โว เวียน ยับ ไม่เคยได้ศึกษาวิชาทหารหรือย่านโรงเรียนการทหารมาก่อน แต่เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่จัดตั้งกองทัพขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยจำนวนคนประมาณ 30 คน และจากไว้วางใจของ "ลุงโฮ" และพรรคท่านก็ได้พัฒนากองทัพประชาชนเวียดนาม จนเติบใหญ่ จนมีชื่อเสียงก้องโลกในการเอาชนะฝรั่งเศส ได้ที่เดียน เบียน ฟู เมื่อ 50 ปีที่แล้ว
ทั้งนี้ จากการที่ท่านได้เข้านำการสู้รบหลายครั้ง การน้อยไปสู่ใหญ่ และศึกษาทฤษฎีทางทหารรอบด้าน โดยเฉพาะทฤษฎีทางทหารของฝรั่งเศสคู่ต่อสู้ และการผสมผสานทฤษฎีของประเทศต่างๆ รวมทั้งของประเทศจีน จึงได้ข้อสรุปที่ว่า ทหารและประชาชน คือปลากับน้ำ ซึ่งไม่มีวันแยกออกจากกันได้ การรบแบบจรยุทธ์ตามทฤษฎีของประธานเหมา เจ๋อ ตุง และรวมไปถึงการจัดตั้งหมวดเคลื่อนที่เร็ว เป็นกองกำลังประชาสัมพันธ์ติดอาวุธ เพื่อช่วงชิงประชาชนในเขตต่างๆ ทั่วประเทศ
เวียดนามและฝรั่งเศสสู้รบกันในระหว่าง พ.ศ.2489 ถึง พ.ศ.2492 ในระหว่างนั้นมีการเจรจากันบ้าง แต่ก็ต้องล้มเหลวลง
เวียดนามได้ใช้ยุทธศาสตร์แห่งสงคราม ยืดเยื้อและถอนกำลังไปตั้งยังฐานที่มั่นภาคเหนือเป็นหลัก และขยายเขตที่มั่นไปยังที่ต่างๆ ของประเทศ โดยเฉพาะทางภาคใต้ก็ได้อาศัยการสู้รบแบบจรยุทธ์เป็นหลัก
ปลายปี พ.ศ.2492 เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สถาปนาขึ้น หลังจากได้ชัยชนะจากก๊กมินตั๋ง ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่อำนวยประโยชน์ให้แก่กองทัพเวียดนาม อย่างสำคัญ ส่วนหนึ่งเพราะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากจีนไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ทำจากอเมริกา ที่จีนยึดมาได้จากกองทัพเจียงไคเช็ค เสบียงอาหารและการช่วยเหลือสนับสนุนทุกด้าน ทำให้เวียดนามมีกำลังเข้มแข็งมากขึ้น จนสามารถเปิดยุทธการเข้าปลดปล่อยเมืองชายแดนที่ติดกับจีนได้ในปี พ.ศ.2493-2499-2495 และ 2496
ทางด้านฝรั่งเศสก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทางอเมริกา รวมทั้งมีการส่งผู้สังเกตการณ์อเมริกันและนักบินอาสาสมัคร เข้ามาช่วยฝรั่งเศส จวบจนกระทั่งนายพลอองรี นาวาร์ร เข้ามารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารฝรั่งเศสในอินโดจีน สืบแทนจากนายพลราอูล ซาลัง เมื่อกลางปี พ.ศ.2495
นายพลอองรี นาวาร์ร ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการปราบปรามทางภาคเหนือ ของเวียดนาม เรียกว่า "แผนการนาวาร์ร" โดยการส่งกำลังจำนวนมากให้เข้าไปตั้งมั่นสร้างค่ายคูประตูหอรบที่เมืองเดียน เบียน ฟู ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2495 โดยมุ่งหวังที่จะใช้เดียน เบียน ฟู เป็นแหล่งที่มั่นและจัดส่งกำลังออกไปกวาดล้างฝ่ายเวียดนามในบริเวณทางเหนือ ซึ่งเป็นเขตปลดปล่อยกองกำลังฝรั่งเศส
นอกจากประกอบด้วยทหารชาวฝรั่งเศส ก็ยังมีทหารจากทวีปแอฟริกา ที่ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และทหารจากกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นทหารนาซีเอส เอส เยอรมัน ที่หนีการเป็นอาชญากรสงคราม มีความทารุณโหดร้ายผิดมนุษย์
จึงเห็นได้ว่าถึงแม้ฝรั่งเศสจะมีกำลังคน กำลังอาวุธอันทันสมัย แต่ก็ขาดความชำนาญในภูมิประเทศ ไม่ได้รับความร่วมมือจากมวลชนในท้องที่ ขาดขวัญ และกำลังใจในการถูกเกณฑ์ให้เข้าทำสงครามที่ไม่เป็นธรรม
กองกำลังฝ่ายฝรั่งเศสจึงถูกดักสกัดซุ่มตีเสียหาย แทบทุกครั้งที่ออกไปปฏิบัติการในสิ่งที่เรียกว่า "กวาดล้าง"
นายพลโว เวียน ยับ ผู้บัญชาการทัพเวียดนาม ในศึกเดียน เบียน ฟู โดยได้รับมอบหมายจาก "ลุงโฮ" และศูนย์กลางกรมการเมืองของพรรค ขณะที่นายพลอองรี นาวาร์ร ได้มีคำสั่งให้นายพันเอกเดอ กัสตรี เป็นผู้บัญชาการป้อมค่ายเดียน เบียน ฟู
ทางกองทัพเวียดนามก็ได้เคลื่อนกำลังเข้าปิดล้อม การส่งกำลังบำรุงเต็มไปด้วยความยากลำบาก เช่น การลากปืนใหญ่ขนาด 75 ม.ม. และ 105 ม.ม. เข้าสู่ที่ตั้ง บนเขา ที่รายล้อมเดียน เบียน ฟู การขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ด้วยจักรยานสองล้อ และแรงคนแบกหาม ฝรั่งเศสชะล่าใจมิได้ระแคะระคายมาก่อน ยุทธวิธีหลอกล่อด้วยการส่งกำลังจำนวนน้อยเข้าไปในลาว โดยร่วมกับกองกำลังประเทศลาว บุกโจมตีภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ของลาว แล้วถอนกำลังออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้าศึกไม่สามารถส่งกำลังเข้ามาต่อสู้ได้ทันที เช่น การโจมตีเมืองท่าแขกริมฝั่งโขงในลาว ชาวนครพนมฝั่งตรงข้ามสามารถมองเห็นควันไฟได้อย่างชัดเจน การเคลื่อนไหวจรยุทธ์ทางภาคกลาง และภาคใต้ของเวียดนาม ตามแผนยุทธวิธีได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ฝรั่งเศสไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า หายนะได้คืบคลานมาสู่เดียน เบียน ฟู แล้ว เพราะมีความเชื่อมั่นในทฤษฎีทางทหารของฝรั่งเศสที่ว่า "คนเอเชียจะไม่สามารถตีป้อมค่ายของฝ่ายตะวันตกได้เลย"
15 มีนาคม 2497 กระสุนปืนใหญ่ชุดแรก ยิงถล่มที่ตั้งกองทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส เสียหายยับเยินจนปืนใหญ่ฝรั่งเศสหมดสภาพในการยิงตอบโต้ ทำให้นายพลเอกปิโรต์ ผู้บังคับการทหารปืนใหญ่ ต้องหาทางออกด้วยการฆ่าตัวตาย
การปิดล้อมได้บีบกระชับเข้าป้อมค่ายด่านแรกๆ ถูกตีแตกตามลำดับกองพลทหารราบที่ 307 เป็นกองพลหลักใน 2-3 กองพลที่เข้าร่วมในสมรภูมินี้ และมีชื่อเสียงเลื่องลือในผลการรบ
ได้มีการกล่าวกันว่า อาวุธประจำกายส่วนหนึ่งของทหารในกองพลนี้ มาจากอาวุธเสรีไทย ที่ทางเวียดนามได้รับจากนายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นโดยให้ร้อยเอกพงษ์เลิศ ศรีสุขนันท์ นายทหารสารวัตร จัดการลำเลียงจากค่ายเสรีไทย ชลบุรี เมื่อต้นปี พ.ศ.2489 ไปขึ้นรถไฟที่ฉะเชิงเทรา และส่งมอบให้ที่พระตะบอง ซึ่งยังเป็นของไทยอยู่
ลุงโฮได้มีจดหมายตอบเป็นภาษาฝรั่งเศสถึงนายปรีดี ขอบคุณในการช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจกอบกู้เอกราชของเวียดนาม พร้อมกับแจ้งว่าอาวุธเหล่านี้ ประกอบเป็นกำลังได้สองกองทัพ จึงขอให้สมญานามว่า "กองพันแห่งสยาม"
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด การส่งกำลังทางอากาศไม่สามารถใช้การได้ สนามบินใช้การไม่ได้ ต้องใช้ร่มชูชีพ ทิ้งลงมาแต่เกือบทั้งหมดตกอยู่ในมือเวียดนาม แม้กระทั่งทางกระทรวงกลาโหม ฝรั่งเศสได้มีคำสั่งเลื่อนยศ นายพันเอกเดอ กัสตรี เป็นนายพลตรี ในกรณีพิเศษ เครื่องหมายยศนายพลต้องทิ้งลงมาทางร่มชูชีพ และก็ถูกเวียดนามเก็บเอาไปอีก
7 พฤษภาคม 2497 53 วันหลังจากการโจมตีครั้งแรกในเวลา 17.30 น. นายพลเดอ กัสตรี และนายทหารฝ่ายเสนาธิการถูกจับที่บังเกอร์บัญชาการ และกองทหารฝรั่งเศส ก็ประกาศยอมจำนนตกเป็นเชลยเกือบหนึ่งหมื่นคนเท่ากับว่าเป็นการปิดฉากสมรภูมิเดียน เบียน ฟู ที่ฝรั่งเศสต้องประสบกับความปราชัยในที่สุด
การที่กองทัพเวียดนามสามารถเอาชนะฝรั่งเศสได้ก็คือ
1.เวียดนามเข้าสู่สงครามที่เป็นธรรมต่อสู้ผู้รุกราน แม้ว่าเวียดนามเคยอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติ มาหลายยุคหลายสมัยเป็นเวลานาน แต่ชาวเวียดนามได้ต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตนมาตลอด
2.พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม หรือพรรคลาวด๋องตามชื่อเรียกในขณะนั้น มีการจัดตั้งที่เข้มแข็ง มีระเบียบวินัย โดยมีโฮจิมินห์เป็นผู้นำพรรคที่ได้รับการเคารพรักใคร่จากชาวเวียดนามทั่วประเทศ ถึงกับทุกคนจะเรียกท่านว่า "ลุงโฮ" อย่างสนิทสนม
3.นายพลโว เวียน ยับ เป็นนักการทหารที่ปราดเปรื่องสามารถประยุกต์ทฤษฎีทางการทหารมาใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับสภาพในเวียดนาม ยึดถือพลังของมวลชนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการกำหนดยุทธศาสตร์ และสามารถนำยุทธวิธีมาใช้อย่างพลิกแพลงเกิดสัมฤทธิผล
4.การสนับสนุนจากมิตรประเทศ อันได้แก่ จีน และสหภาพโซเวียต สำหรับจีนนั้นก็ได้ส่งที่ปรึกษาทางทหารมาให้คำปรึกษาทางทหารนอกจากด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ส่วนสหภาพโซเวียตก็ได้ส่งอาวุธหนักบางประเภท เช่น ปืนต่อสู้อากาศยานมาช่วย
5.แรงสนับสนุนจากประชาชนผู้รับความเป็นธรรมทั่วโลก โดยเฉพาะจากประชาชนฝรั่งเศส
เสียงปืนสงบลงเป็นเวลา 50 ปีแล้ว สภาพเดียน เบียน ฟู ที่เคยเป็นสนามรบเกือบไม่เห็นร่องรอยอีกต่อไป จะมีเพียงบางแห่งที่คงรักษาไว้ เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเหตุการณ์ เช่น บังเกอร์บัญชาการของนายพลเดอ กัสตรี ป้อมปราการบางแห่งที่เป็นสมรภูมิการรบที่ดุเดือด กองบัญชาการของนายพลโว เวียน ยับ ในเขตเขานอกเดียน เบียน ฟู เป็นต้น
ตึกรามบ้านช่องได้รับการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ ผู้คนอพยพเข้ามาทำมาหากินส่วนใหญ่เป็นชาวเวียดนามทางภาคเหนือ เข้ามาอยู่ร่วมกับชาวไทดำ ชาวพื้นเมืองเดิมทำมาหากินร่วมกันอย่างเป็นปกติสุข
ทางเวียดนามได้วางโครงการให้เมืองนี้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ในเกียรติประวัติแห่งการต่อสู้ ซึ่งผู้คนรุ่นใหม่ชักจะลืมเลือนไปบ้าง
และรวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะมีสิ่งสวยงามอยู่มากไม่ว่าจะเป็นน้ำตก บ่อน้ำร้อน และป่าเขาลำเนาไพร เป็นต้น
สนามบินเดิมได้รับการขยายปรับปรุงมีเที่ยวบินจากฮานอย-เดียน เบียน ฟู วันละ 4 เที่ยว ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ถ้าจะเดินทางโดยรถยนต์จากฮานอย จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง
และสายการบินเชียงใหม่-เดียน เบียน ฟู ก็กำลังอยู่ในขั้นเจรจา เส้นทางถนนจากเดียน เบียน ฟู ไปหลวงพระบางก็เปิดใช้โดยสะดวกส่วนเส้นทางเข้ามณฑลยูนนานจีนใต้ ก็มีอยู่ดั้งเดิมแล้ว จะเห็นได้ว่าทางรัฐบาลเวียดนามกำลังพลิกโฉมเดียน เบียน ฟู ให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการพัฒนาประเทศ
ประชาชนชาวเวียดนามได้ลุกขึ้นแล้วและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
|
|
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2454 โฮได้ย้ายจากเวียดนามไปเป็นพ่อครัวในประเทศฝรั่งเศส ประเทศซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมของเวียดนามในขณะนั้น และได้ศึกษาเรียนต่อที่นั่น ต่อมาโฮก็ได้ย้ายจากฝรั่งเศสไปสหรัฐอเมริกาและอังกฤษตามลำดับ หลังจากนั้นโฮได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเมื่อรัฐบาลก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คเริ่มการปราบปรามคอมมิวนิสต์นั้น โฮก็ได้หลบหนีจากจีนมายังจังหวัดนครพนม ประเทศไทย โดยได้บวชเป็นพระภิกษุทำการสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ให้ชาวไทย โดยใช้ชื่อว่า " ลุงโฮ "
โฮจิมินห์เดินทางกลับมาเวียดนามอีกครั้งในปี พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ด้วยการที่รวบรวมชาวเวียดนามส่วนใหญ่แล้วตั้งเป็นฝ่ายเวียดมินห์ เตรียมแผนที่จะประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสให้ประชาชนชาวเวียดนาม
โฮจิมินห์ประกาศจัดตั้งคอมมิวนิสต์เวียดนามหลังจากจักรพรรดิบ๋าวได๋ จักรพรรดิเวียดนามพระองค์สุดท้ายประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2497 เวียดนามก็ได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสมรภูมิเดียนเบียนฟู
ในปี พ.ศ. 2502 สงครามเวียดนามได้อุบัติขึ้น สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรอื่นๆก็ได้เข้าร่วมสงครามด้วย แต่ผลสุดท้ายเวียดนามเหนือเป็นฝ่ายชนะในปี พ.ศ. 2518 แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่โฮจิมินห์มิได้อยู่ถึงการชื่นชมชัยชนะในปี พ.ศ. 2518 ด้วยเหตุที่ว่าเขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2512 ที่บ้านพักในกรุงฮานอย
อีกอย่างนายปรีดีแอบขนอาวุธไปช่วยเวียดนามเยอะครับตอนนั้นไทยใด้อาวุธทั้งยี่ปุ่นสหรัฐเพียบ
ผบ. กองกำลังชุดล่าเมืองขึ้นจากฝรั่งเศส เคยกล่าวเมื่อร้อยปีมาแล้วว่า
“จงจำไว้ว่า นับแต่วันแรกที่โลกได้ถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมา ยังไม่เคยมีกองทัพชาวเอเชียใดเลยที่สามารถยึดที่มั่นของทหารกล้าชาวยุโรปได้สำเร็จสักที่เดียว"
“Bear in mind that, since the dawn of creation, no Asian army has ever been able to seize a position held by European troops.”
2.ป๋าโฮยังมาอาศัยในไทยอยู่พักนึงเลย ก่อนจะเข้าป่าไปก่อตั้งกองกำลังเวียตมินห์
ปล.ขอบคุณ
เราเสียให้ฝรั่งเศลไปในสงครามปราบฮ่อ เป็นดินแดนแรกที่ไทยเสียให้ฝรั่งเศล แต่เป็นดินแดนที่ ฝรั่งเศลปราชัย ให้ชาติอาณานิคม
หลังการแพ้ที่เดียน เบียนฟู ก็เกิดกบฏ ที่แอลจีเรีย ซึ่งฝรั่งเศลไม่เคยถือเป็นอาณานิคมแต่เป็นภาคใต้ของฝรั่งเศล แล้วพวกมุสลิมก็รบชนะ โดยทำสงครามจรยุทธ์แบบเดียวกับ เวียดกง แต่มีศาสนามาปนด้วยตามสไตล์อิสลาม
ปล.สหายทหารเก่าคงไม่ว่ากัน เพราะอดไม่ได้
ขอบคุณครับ
ตอนนั้น อัลจีเรีย ถูกเรียกว่า วิชชี ฟราช
ฝรั่งเศล ไม่เคยกดหัวอัลจีเรียว่าเป็นประเทศอาณานิคมอย่างพวก indochina แต่หลังสงครามโลก กระแสเชื้อชาตินิยม นั้นรุนแรงไปทั่วโลก อัลจีเรียที่เคยอยู่ร่วมกับฝรั่งเศลมานาน ตั้งแต่1830 เป็นมุสลิม 90% คนพวกนี้สร้างมูลรวมประชาชาติแค่ 20% คนต่อสู้คนแรกคือ Ahmed Messali Hadj เขาเรียกร้องเอาโน่นเอานี่จากฝรั่งเศส และขอการสนับสนุน รร.สอนศาสนา ให้มากขึ้น และขอเอาพวกโต๊ะครูหัวใหม่มามัสยิด (เหมือนภาคใต้ไทยเปล่าว่ะ) ในกลุ่มเรียกร้องเอกราช ที่เป็นทางการ มีแรกๆชื่อ STAR กลุ่มต่อมาคือPPA มีกลุ่ม Organisation Spéciale--OS ซ่อนอยู่ ทำหน้าที่ก่อการร้าย ต่อทรัพย์และชีวิตของคนฝรั่งเศลทุกรูปแบบ (กุเกลียดฉิบหาย วิธีแบบนี้) กลุ่มนี้ปลุกระดมให้คนแอลจีเรียเดินขบวนใหญ่ในปี 1945 และยั่วยุให้เกิดการปะทะ (พวกนี้ชอบวิธีการ ยอมเป็นผู้ถูกกระทำในตอนแรกและดึงเรื่องให้เป็นระดับสากล ) และท้ายสุดก็เปลี่ยนเป็นชื่อ FLN
แล้วมันอยู่ร่วมโลกกันแบบสงบไม่ได้เหรอว่ะ กรูสงสัย ตอนนี้พวกมันน่าจะคิดด้แล้วนะว่า ทำสงครามละเลงเลือดเสร็จ ประเทศมันมีอะไรดีขึ้นรึเปล่า ตอนนี้ก็มีกบฏ มุสลิมหัวรุนแรงฟัดกันอยู่ทุกวัน ในประเทศมันไม่จบไม่สิ้น