เรื่องแนะนำ
Powered by
|
|
คำสั่ง
ภาพประกอบ
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
โดยที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า สมเด็จเจ้าสีหนุ นั้นนับเป็นผู้ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดย ตรงกับปัญหาขัดแย้งเกี่ยวกับเขตแดนระหว่างกัมพูชากับประเทศเพื่อนบ้าน (เวียดนาม ไทยและลาว) มาโดยตลอดนับตั้งแต่กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสตามข้อตกลงหรือสนธิสัญญาเจนีวา ซึ่งได้มีการลงนามอย่างเป็นทางการนับจากปี 1954 เป็นต้นมาแล้ว
ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่าการครองอำนาจทางการเมืองในกัมพูชาอย่างยาวนานของพระ องค์ (ปี 1953-1970) จะสิ้นสุดลงด้วยการถูกโค่นล้มอำนาจ โดยการทำรัฐประหารของนายพล ลอน นอล และ เจ้าศรีสวัสดิ์ ศิริมาส ต่อเนื่องด้วยการยึดครองอำนาจโดยเขมรแดงของ พอล พต (ปี 1975-1978) และรัฐบาลเฮง สัมริน- ฮุน เซน (ปี 1979-1989) ด้วยการสนับสนุนจากเวียดนามก็ตาม
แต่จะต้องไม่ลืมว่าในตลอดช่วงกว่า 16 ปีที่ สมเด็จเจ้าสีหนุ ครองอำนาจสูงที่สุดในทางการเมืองของกัมพูชานั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชามีปัญหากระทบกระทั่งที่เกี่ยว กับเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (เฉพาะอย่างยิ่งไทยและเวียดนาม) มาโดยตลอด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับในส่วนที่ขัดแย้งเกี่ยวกับเขตแดนกับประเทศไทยนั้นได้เพิ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นถึงขั้นที่ สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้ทรงมีรับสั่งให้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยถึง 2 ครั้งเป็นอย่างน้อยในปี 1958 และในปี 1961
ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ถึงกับได้เคยตรัสไว้ในสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสพิธีเปิดโรง งานไม้อัด สีหนุ-โจวเอินไหล ในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 1961 ว่า
“...คนไทย เต็มไปด้วยความอิจฉา ริษยา มีเจตนาร้าย ต้องการให้กัมพูชาดับสูญ ด้วยพวกเขาต้องการควบคุมและครอบครองกัมพูชา...”
ครั้นเมื่อถูก นายพล ลอน นอล ยึดอำนาจจนต้องหลบลี้หนีภัยการเมืองไปพำนัก อยู่ที่กรุงปักกิ่งในช่วงกลางปี 1971 นั้น สมเด็จเจ้าสีหนุ ยังไม่วายที่จะพาดพิงถึงไทยในการให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวต่างประเทศที่กรุงปักกิ่งนั้น โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า
“...พวกเขาไม่อาจซ่อนได้ว่าพวกเขานั้นมีความเกลียดชังต่อพวกเรา และมีความ คิดที่จะคว้าเอาจังหวัดในภาคตะวันตกของพวกเรา ดังพวกเขาเคยทำมาแล้วในปี 1940 ก่อนที่ฝรั่งเศสจะเข้าแทรกแซงให้พวกเขาคืนให้พวกเรา...”
แน่นอนว่า “พวกเขา” ที่ สมเด็จเจ้าสีหนุ ทรงกล่าวถึงนี้ ก็คืออำนาจปกครองของประเทศไทย ส่วน “จังหวัดในภาคตะวันตกของพวกเรา” นั้นย่อมหมายถึงจังหวัดพระตะ บอง จังหวัดเสียมราฐ (เสียมเรียบ) และจังหวัดศรีโสภณ ซึ่งได้ตกไปเป็นของฝรั่งเศสนับจากปี 1907 และกลับมาเป็นของไทย (สยาม) อีกครั้งในปี 1941 ก่อนจะกลับไปอยู่ภาย ใต้ฝรั่งเศสเช่นเดิมในปลายปี 1946 จนกระทั่งกัมพูชาได้รับเอกราชในปี 1954
แม้ว่าทางการไทยและกัมพูชาจะได้ตกลงกันจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมที่ชื่อว่า Thai-Cambodia Joint Commission ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยรัฐมนตรีว่าการต่างประ เทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานฯเพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆที่ทั้งสอง ประเทศยังคงมีอยู่ต่อกันนับตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมาแล้วก็ตาม
หากแต่จนถึงปัจจุบันนี้ การสำรวจเพื่อการปักปันเขตแดนระหว่างกันนั้นหาได้มีความคืบหน้าแต่อย่างใดไม่ ซึ่งนอกจากจะมีสาเหตุมาจากความไม่ชัดเจนของหลักเขตแดนทางบกที่มีอยู่เพียง 73 หลักตลอดแนวเขตแดนที่มีระยะทางยาว 798 กิโลเมตรแล้ว ความขัดแย้งทางการเมืองภายในกัมพูชาเองก็เป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน
ทั้งนี้ยังไม่นับรวมไปถึงเขตทับซ้อนทางทะเลในเขตอ่าวไทยซึ่งทางการกัมพูชาได้เสนอให้ทำการปักปันโดยลากเส้นต่อจากหลักเขตแดนทางบกหลักที่ 73 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้น ที่ติดต่อระหว่างบ้านหาดเล็ก จังหวัดตราดกับด่านเกาะกงของกัมพูชาตรงลงไปในทะเลอ่าวไทย แต่ทางการไทยไม่เห็นด้วย เพราะการทำเช่นนั้นย่อมหมายถึงเส้นตรงที่จะลากผ่าครึ่งบนเกาะกูดของไทยนั่นเอง
ภายใต้สภาพการณ์ที่ไม่มีความคืบหน้าในการสำรวจเพื่อการปักปันเขตแดนเช่น นี้ระหว่างไทยกับกัมพูชา ครั้นเมื่อประกอบกับรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกันในเรื่องเขตแดนอย่างยาวนาน ซึ่งถูกสมทบด้วยการที่ องค์ประธานคณะกรรมการสูงสุดว่า ด้วยเขตแดนแห่งชาติของกัมพูชาได้ทรงประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าวข้างต้นด้วยนั้น
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติอีกเช่นกันที่ได้เกิดความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่เขาพระวิหารหลายครั้งหลายหนและเกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงขณะนี้ หรือแม้แต่ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งได้ประกาศแผนการก่อสร้างถนนที่จะเชื่อมต่อจากนครวัดในจังหวัดเสียมราฐ (เสียมเรียบ) มายังปราสาทเขาพระวิหารใน 3-4 ปีข้างหน้านี้ยังได้แสดงออกถึงการเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในทางการเมืองของกัมพูชาว่า
“...นับจากที่เส้นทางสายนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ เมื่อนั้นกัมพูชาก็จะไม่ต้องไปสนใจอีกเลยว่าทางการไทยจะปิดด่านชายแดนเมื่อใด และถ้าหากมีการปิดด่านชายแดนจริง มันก็จะเป็นการปิดด่านชายแดนอย่างถาวรด้วย...”
อย่างไรก็ตาม ไทยก็หาได้เป็นประเทศเดียวที่มีปัญหาเขตแดนกับกัมพูชาหากยังมีเวียดนามอีกประเทศหนึ่งที่มีปัญหาเดียวกันนี้กับกัมพูชาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าไทย เนื่องเพราะกรณีที่ สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้กล่าวหาเวียดนามมาโดยตลอดนั้น ก็คือการรุกคืบและเข้ายึดครองเอาเขตแดนในภาคใต้ของกัมพูชาไปมิใช่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่เวียดนามได้กรีฑาทัพถึง 14 กองพล ซึ่งประมาณว่ามีกำลังพลมากกว่า 150,000 นายเข้าไปในกรุงพนมเปญเพื่อช่วย เฮง สัมริมและฮุน เซน ขับไล่ฝ่ายเขมรแดงของ พอล พต ออกจากการครองอำนาจทางการเมืองได้สำเร็จในช่วงต้นเดือนมกราคม 1979 นั้น
ครั้นเมื่อประกอบกับการที่เวียดนามยังคงกำลังทหารกว่า 150,000 นายดังกล่าวไว้ในกัมพูชาเรื่อยมาจนถึงปี 1989 อันเป็นช่วงเวลาที่ชาวเวียดนามสามารถที่จะเดินเข้าออกกัมพูชาได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทางและวีซา ถึงขนาดที่ทำให้นานาชาติเชื่อว่ามีชาวเวียดนามมากกว่า 5 แสนคนที่ได้เข้าไปตั้งรกรากและทำมาหากินในกัมพูชาในช่วง 10 ปีดังกล่าวนี้ด้วย
จึงนับเป็นเงื่อนไขอันสำคัญประการหนึ่งที่ สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในกัมพูชามาโดยตลอดเช่นกัน และผู้ที่ตกเป็นเป้า หมายของการเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ก็คือ ฮุน เซน และ พรรคประชาชนกัมพูชา ในฐานที่
ได้ปล่อยปละละเลยให้เวียดนามสามารถกระทำการได้ดังกล่าวนั่นเอง
พรรคฟุนซินเปกที่ สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้ทรงก่อตั้งขึ้นและได้ทำการถ่ายโอนอำนาจในตำแหน่งประธานพรรคฯให้กับ เจ้านโรดม รณฤทธิ์ (พระโอรสของพระองค์) เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของกัมพูชาในปี 1993 นั้น ก็ได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับการรุกคืบของเวียดนามเข้าไปยึดครองเอาเขตแดนของกัมพูชานี้ขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีทางฝ่ายพรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน อย่างชัดเจน
ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลในระดับหนึ่ง เนื่องเพราะผลการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนั้นได้สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของพรรคฟุนซินเปก หากแต่ด้วยความหลงระเริงในอำนาจที่ถูกสมทบด้วยความขัดแย้งภายในพรรคฟุนซินเปกเอง จนต้องมีการแตกแยกออกมาจัดตั้งพรรคสัม รังสี ในเวลาต่อมานั้นก็ทำให้พรรคฟุนซินเปกต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้การเลือก ตั้งทั่วไปต่อทางฝ่ายพรรคประชาชนกัมพูชาในสองครั้งหลังก็คือในปี 1998 และ ปี 2003โดยถึงแม้ว่าฝ่ายพรรคฟุนซินเปกนั้น จะยังคงโจมตี ฮุน เซน และพรรคประชาชนกัมพูชาในประเด็นเดิมก็ตาม
แต่สำหรับการขับเคลื่อนในประเด็นเดิมในเวลานี้ย่อมจะแตกต่างจากที่ผ่านๆมาอย่างแน่นอน เนื่องเพราะปัญหาเขตแดนระหว่างกัมพูชากับลาวและเวียดนามนั้นได้คืบ หน้าไปมากแล้ว โดยที่รัฐบาลกัมพูชาภายใต้ ฮุน เซน ได้ตกลงร่วมกับรัฐบาลเพื่อนบ้านทั้งสองแล้วว่าจะสำรวจและปักปันเขตแดนระหว่างกันให้แล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2008
ดังนั้น จึงเหลือเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่ยังจะต้องเผชิญหน้ากับการหยิบยกเอาปัญหาเกี่ยวกับเขตแดนที่ยังคงไม่มีการปักปัน ขึ้นมาเป็นประเด็นเพื่อสร้างเป็นกระแสให้ กับการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไปของกัมพูชาที่จะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2008
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องไม่ลืมว่าเขตทับซ้อนทางทะเลในเขตอ่าวไทยซึ่งมีการ สำรวจพบแหล่งน้ำมันที่คาดว่าจะมีปริมาตรมากถึง 2,000 ล้านบาร์เรล และแหล่งแก๊สธรรมชาติอีกกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตนั้น ไทยและกัมพูชายังไม่ได้ตกลงเพื่อทำการสำรวจและปักปันเขตแดนระหว่างกันแต่อย่างใด!!!
ดูข้อมูลละเอียดที่
http://www.oknation.net/
|
|
เรื่องใหม่ๆ (คะแนนไม่ถึง 3)
|
ทำให้ไทย ตกอยาก
จะได้ทำให้คนไทย สามัคคีกันสักที
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก