บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
"ได้รับร่างพ.ร.บ.ปรับปรุงกฎหมายคณะสงฆ์จาก นายสัมพันธ์ ทองสมัคร รมช.ศึกษาธิการยุค พ.ศ.๒๕๓๖ มาให้พิจารณาแสดงให้เห็นถึงว่ามีการเตรียมการสำหรับการเปลี่ยนแปลงองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย ไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยโดยในวันที่ ๘ - ๑๑ พ.ย. ๒๕๓๖ ได้มีการประชุม "1 st. Accse - Thailand ชุมนุมผู้ประสานงาน เพื่อประกาศพระวรสาร ครั้งที่ 1 " ที่พัทยา เพื่อกำหนด แผนงาน เพื่อการเฉลิมฉลองเพื่อประกาศพระวรสารสู่ปี 2000 ปี เป็นการเตรียมการและวางแผนดำเนินการต่อเนื่องจนถึงปี 2000 และให้ดำเนินการตาม VATICAN COUNCIL 2 ผลของการทำลายพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นกับพระภิกษุสงฆ์ไทยในด้านเลวร้าย ต่อเนื่องตลอดมาทุกรูปแบบ ทั้งที่ปรากฏเป็นข่าวเสื่อมเสียโดยสื่อมวลชนรวมทั้งขบวนการไวรัสศาสนา ที่น่าเศร้าใจก็คือการเสียชีวิตของพระสายปฏิบัติกรรมฐานในจังหวัดแถบ ภาคอิสานเกือบยี่สิบรูป ด้วยโรคประหลาดอย่างเดียวกัน สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ ปรากฏว่า ภาคอิสานเป็นพื้นที่ซึ่งมีการเพิ่มความถี่ทุกรูปแบบในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในแถบนี้ในระยะเวลาดังกล่าว จวบจนปัจจุบัน (๒๕๔๒) ได้มีการนำเงินจากแหล่งไม่ปรากฏที่มา ซื้อที่ดินเป็นจำนวนหลายหมื่นไร่ แทบทุกจังหวัดในภาคอิสาน เพื่อสร้างเป็นนิคมของผู้นับถือหรือเข้ารีตเป็นคริสเตียน ???
๑.เรื่องวาติกัน เคาน์ซิลทู (VATICAN COUNCIL 2 ) เป็นการประชุมของสำนักวาติกัน ( 2505-2508 ) เพื่อปรับกลยุทธ
1.1 เป้าหมาย : ครองประเทศไทย โดยหวังเอาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค แม้จะต้องใช้เวลาอันยาวนานก็ต้องรอด้วยความอดทน เพราะไทยมีความพร้อมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศาสนาพุทธที่มีใจกว้างไม่นิยมความรุนแรทั้งสามารถติดต่อกับประเทศอื่นๆได้สะดวก
1.2 นโยบาย : สร้างความเป็นมิตรและการทำตัวเป็นศัตรูกับชาวพุทธ พยายามสร้างความกลมกลืนระหว่างชาวพุทธกับชาวคริสต์ ลอกเลียนพุทธในทุกรูปแบบ สร้างพระไตรปิฎกฉบับคริสต์ เอาพระพุทธเจ้าเป็นประกาศทอดผ้าป่า จัดโต๊ะหมู่บูชาใช้คำว่าสงฆ์ ภิกษุ สามเณร ฯลฯ
1.3 แผนการ : ทำลายความรู้สึกรักและห่วงใยในชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ทำลายความน่าเชื่อถือลงให้ได้ เป็นระยะยาว ไม่ใช้วิธีการประจันหน้า แต่ใช้แผนการแทรกซึม บ่อนทำลายทุกวิถีทางที่สามารถดำเนินการได้เข้าลักษณะ “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา” ทำลายพุทธได้แล้วค่อยๆยกตนให้สูงขึ้น
1.4 วิธีการ : แสวงหาทุนจากคนไทยพุทธโดยการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อเก็บค่าเล่าเรียนแพงๆ พัฒนาบุคลากรโดยจัดตั้งมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยแสงธรรม การสงเคราะห์คนยากจนเพื่อทวงหนี้บุญคุณ คัดเลือกเยาวชนส่งไปเรียนในต่างประเทศ เพื่อเข้าใกล้สิ่งแวดล้อมของคริสต์แล้วชักชวนให้นับถือคริสต์ การโฆษณาชวนเชื่อประการต่างๆ เช่นติดป้ายตามข้างทางหลวงทั่วประเทศ
1.5 ระยะเวลาดำเนินการ : ไม่มีระยะเวลาจำกัดแน่นอนในการดำเนินการ แต่จะดำเนินการไปจนกว่าจะสำเร็จ แต่การดำเนินการในประเทศไทยจะต้องทบทวนแผนการไปเป็นระยะๆ โดยเฉพาะการประชุมใหญ่ของสภาคริสตจักร ที่มีผู้นำทางศาสนาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
2.2 แผนการ : ทั้งสององค์กรนี้มุ่งเป้าเดียวกันคือทำลายความน่าเชื่อถือ ทำลายศรัทธา ทำลายด้วยการใช้กฏหมายบ้าง ด้วยแผนสกปรกบ้าง ส่งคนเข้าแทรกซึมอยู่ในหน่วยงานต่างๆที่มีอำนาจ - แผนทางเศรษฐกิจ ( ECONOMICS ) : ทำให้เศรษฐกิจปั่นป่วนทั้งในภาพย่อยและภาพรวม สร้างกระแสต่อต้านวัด หรือสถาบันทางพระพุทธศาสนาว่ามีทรัพย์สินมาก เอาเปรียบประชาชน ชาวบ้านจนพระร่ำรวย จำเป็นต้องจัดสรรทรัพยากรใหม่ ผลสุดท้ายเศรษฐกิจมีปัญหาพระพุทธศาสนาแย่- แผนทำลายศรัทธา ( MENTAL ) : พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า ตลอดศาสนพิธี วัฒนธรรม ประเพณีที่เป็นแบบไทยแบบพุทธ พร้อมกันนั้นก็ยัดเยียดสิ่งที่ตนต้องการเข้ามาในสังคมไทย ปัจจุบันเห็นได้ว่าวิถีสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสอย่างแรง- แผนจัดตั้งองค์กร (ORGANIZATION) : พยายามจัดตั้งองค์กรต่างๆขึ้นมาเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนต่อรองเรียกร้อง ต่อต้าน ขับไล่ต่างๆนานา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งกลุ่มองค์กรเพื่อทำลายพระภิกษุสงฆ์ และการผลักดันกฏหมายต่างๆที่อำนวยประโยชน์แก่ตนและกลุ่มพวกตน- แผนทำลายค่านิยมไทย ( ASH VALUE ) : ค่านิยมไทยหดหายไปมาก วันสำคัญพระพุทธศาสนาแทบสูญหาย ในขณะที่วันสำคัญทางศาสนาอื่นๆได้รับการโฆษณาประชาสัมพันธ์จากสื่อของภาคเอกชนและของรัฐอย่างเต็มที่ทุกกรณี ไม่เคยเห็นรัฐบาลไทยฉลองวิสาขะเหมือนรัฐบาลอเมริกาฉลองวันคริสตมาสเลย- แผนควบคุมกิจการ ( CASH CONTROL) แผนการแทรกแซงออกกฏหมาย เพื่อควบคุมกิจการพระพุทธศาสนาทุกส่วนทั้งศาสนกิจและศาสนบุคคล ตัวอย่างรัฐธรรมนูญ ม.๓๘ ม.๗๓ กฏหมายการศึกษา ( พรบ.- การศึกษาแห่งชาติ ) ที่ให้โอกาสศาสนาอื่นเติบโตมากมาย ให้โอกาสใครต่อใครมาเขียนคู่มือการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาแตกเป็น ๒๙๕ นิกาย รวมทั้งการยกร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม๓. รัฐธรรมนูญ : รัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุดของประเทศ แต่รัฐธรรมนูญไทยฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้มาจากองค์กรเอกชน (ธงเขียว) อันตรายต่อพระพุทธศาสนาอย่างรุนแรง3.1 กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ : การร่างรัฐธรรมนูญใช้ สสร. ๙๙ คนเป็นพุทธ ๘๑ คน ศาสนาอื่นๆ ๑๘ คน แต่เขียนรัฐธรรมนูญออกมาลดฐานะพระพุทธศาสนาพร้อมๆกับยกศาสนาอื่นๆขึ้นมา อีกทั้งเปิดโอกาสให้สร้างความแตกแยกในศาสนาขึ้นอย่างกรณีมาตรา ๓๘ ที่อาจถือได้ว่าเลวร้ายที่สุดที่ให้โอกาสใครต่อใครไปตั้งสิทธิอะไรขึ้นมาก็ได้ และมาตรา ๗๓ ที่ยกศาสนาต่างๆขึ้นมาเท่ากับพระพุทธศาสนา ซึ่งในครั้งนั้น สสร.ไม่ฟังเสียงชาวพุทธส่วนมากเลย แถมยังด่ากลับมาเสียด้วย
ที่ยิ่งไปกว่านั้นปรากฏเอกสารหลักฐานยืนยันว่า ได้มีการปฏิบัติการโดยใช้แผนVATICAN COUNCIL 2 ในการทำให้ประเทศไทยเป็นเครื่องมื่ออันแท้จริงแห่งพันธกิจศูนย์กลางคริสต์ศาสนาในเอเซีย (เอกสารการประชุมสมัชชาสังฆราชาแห่งเอเซีย ๒๕๔๑) และในการประชุม "สมัชชาเพื่อกำหนดทิศทางงานอภิบาลสู่คริสต์สหัสสวรรษที่ ๓ ของพระศาสนจักรคาทอลิคแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๑ - ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๒ ณ บ้านผู้หว่าน อ.สามพราน จ.นครปฐม ก็ยืนยันว่ายังคงต้องปฏิบัติตามคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 ต่อไป นั่นคือคำตอบที่ชัดแจ้งไม่อ้อมค้อมว่า "ยังต้องทำลายพระพุทธศาสนาต่อไปตามคำสั่ง อย่างเคร่งครัด" นั่นเอง (สำเนาหลักฐานเอกสารสมบูรณ์ ทุกชิ้นสามารถติดต่อขอรับได้จาก ชมรมชาวพุทธสามเหล่าทัพ)
หน้าที่ของกลุ่ม BOSTON คือการทำลายฐานเศรษฐกิจการเงินของประเทศ ให้อยู่ในสภาพล้มละลายเพื่อให้เป็นไปตามแผนของประเทศมหาอำนาจ และองค์กรต่างศาสนา ที่จะดำเนินการเข้ายึดครองได้โดยสะดวก ต่อไปและเมื่อวางตัวบุคลากร ที่จะรับช่วงแทรกซึมขยายผลในการทำลายได้สำเร็จ จึงประกาศลาออกในต้นปีพ.ศ.๒๕๓๘ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มที่ ๒ สร้างกระแสมวลชนให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายสูงสุดของแผ่นดินโดยใช้รหัสเดิมคือ "เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน" ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะเข้ายึดครองทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย กลืนพระพุทธศาสนา โดยผ่านสถาบันการศึกษาได้ อย่างเบ็ดเสร็จถาวร สิ่งที่กล่าวนี้คือคำถามว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงใช่หรือไม่ ? และประโยชน์ที่ประชาชนและประเทศชาติได้รับคืออะไร?
สิ่งที่ควรพิจารณาและน่าสงสัยสังเกตเป็นอย่างยิ่งคือ การรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยข้ออ้างว่าฉบับเดิมปี พ.ศ.๒๕๓๕ ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นฉบับเผด็จการ เพราะทหารเป็นผู้ร่างขึ้น ผู้สร้างกระแสให้เกิดขึ้นก็คือการรวมตัวของกลุ่มที่ ๑ กับกลุ่มที่ ๒ นั่นเอง ซึ่งในที่สุดรัฐบาลขณะนั้น (นายบรรหาร ศิลปอาชา) ก็ตกลงแก้ไขเพิ่มเติมว่าจะให้มีการเปลี่ยนแปลงและยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งยังไม่ทันมีการยกร่างนั้นก็ ยุบสภาเลือกตั้งเสียก่อน รัฐบาลจึงเปลี่ยนมาเป็น พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นับว่าเป็นรัฐบาลที่รับกรรมมากที่สุด เพราะเข้ามาโดยไม่รู้ตัวว่าเป็นเพียงรัฐบาลแก้บน จะต้องถูกใช้เป็นตุ๊กตาที่ต้องถูกทำลาย ซึ่งกลุ่มที่ ๑ ได้ขยายเครือข่ายครอบคลุมระบบเศรษฐกิจและการธนาคารของประเทศไว้ในมือเรียบร้อยแล้ว จึงร่วมมือกับกลุ่มที่ ๒ สร้างกระแสให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของประเทศมหา อำนาจ และองค์กรต่างศาสนา ซึ่งได้วางแผนไว้อย่างรอบคอบรัดกุม โดยมีจุดมุ่งหมายให้เปิดทางให้ต่างชาติมีอำนาจและสิทธิ เท่ากับประชาชนไทยหรือมากกว่าในทางกฎหมาย รวมไปถึงการถอดพระพุทธศาสนาออกจากสถาบันสูงสุดของชาติ และบังคับให้รัฐต้องคุ้มครองศาสนาอื่นด้วย อีกทั้งลดอำนาจทั้งหมดของกองทัพให้สิ้นไป
ดังได้นำเสนอมาแต่ต้นแล้วว่า พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันแห่งความมั่นคงของชาติ ได้รับการรับรองจากพระมหากษัตริย์มาโดยตลอดนับตั้งแต่ผู้สร้างชาติไทย ดังปรากฏเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชัดแจ้ง เมื่อบุคคล องค์กร หรือมนุษย์เหล่าใด ที่ต้องการมิให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ บุคคลเหล่านั้นก็คือผู้ที่กบฏต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่ ? ด้วยไม่มีใครจะสามารถเปลี่ยนสีธงและความหมายให้เปลี่ยนไปจากเดิมได้ และหากผู้ใดเปลี่ยนความหมายของสีแห่งธงไตรรงค์ มันผู้นั้นมิใช่ผู้ที่อยู่เหนือสถาบันพระมหากษัตริย์อันผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ แล้วเหตุใดบุคคลที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทางการระบุว่าเป็นบุคคลที่มีอันตรายต่อชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้ใช้วิธีการเข้ามาเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมพลพรรคจึงได้บังอาจนำพระพุทธศาสนา ออกจากการเป็นศาสนาประจำชาติ โดยไม่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปรากฏเป็นหลักฐานดังนี้
".........กรรมาธิการยกร่าง ซึ่งมี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ไม่เห็นด้วย พวกเขาว่า ตายเป็นตาย ยอมไม่ได้ที่จะบัญญัติว่า ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ...." (มหามิตร ปีที่๒ ฉบับที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๒) นี่คือการทรยศต่อแผ่นดิน ต่อบรรพบุรุษผู้สร้างชาติ แม้กระทั่งละเมิด หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยไม่คำนึงถึงพระบรมราชโองการ ซึ่งมิอาจยกเลิกได้ด้วยประการทั้งปวงใช่หรือไม่ อยากจะถามว่าบุคคลเหล่านี้เป็นใคร ?และศาสนาใดได้ประโยชน์ในขณะที่บัญญัติ ไว้ใน มาตรา ๗๓ ในรัฐธรรมนูญ "...รัฐต้องให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาอื่น..." หากไม่เรียกว่ารับจ้างพวกต่างชาติ ต่างศาสนามาทำการ เหตุใดจึงกล้าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ? เป็นเรื่องที่น่าแค้นใจ ที่ปู่ย่าตายาย พระมหาราชกษัตริย์ไทยแต่บรรพกาล ทรงใช้พระปรีชารักษาพุทธศาสนาไว้คู่ชาติคู่แผ่นดิน แต่มนุษย์ที่อาศัยเพียงแผ่นดินเกิด กลับอาศัยการสร้างกระแสยึดพื้นที่ทางสมองของประชาชนทำลายมรดกแห่งบรรพบุรุษไทย.. แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถูกนำออกมาใช้แล้ว และสร้างปัญหาความแตกแยกให้กับชนในชาติอย่างมากมาย มีการกระทำอันละเมิดรัฐธรรมนูญให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บุคคล องค์กรต่างศาสนาที่ให้การสนับสนุน ผลักดันให้มีการร่าง และให้รัฐบาลพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ ไม่มีผู้ใดออกมาต่อต้านหรือคัดค้านการกระทำเช่นนั้นแม้แต่คนเดียว นี่คือคำถามว่าจุดประสงค์ที่แท้จริง รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อใคร ? ชนชาติ ศาสนาใด ?
ดูรายละเอียดที่
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=91814
http://www.geocities.com/ben007_us/book03/p20.html
การทำลายองค์กรพระพุทธศาสนาในประเทศไทยนั้น ได้มีการวางแผนไว้ อย่างเป็นขั้นตอน โดยมีผลสืบเนื่องมาจาก VATICAN COUNCIL การประชุมใหญ่ สำนักวาติกันที่ ๒ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๑๑ ต.ค.๒๕๐๕ ถึง ๘ ธ.ค.๒๕๐๘ (๓ ปี) เป็นการจัดประชุม บิชอฟของคาทอลิคทั่วโลก อันถูกคัดสรรว่า เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสูง ๔,๐๐๐ คน ซึ่งผลของการประชุม ได้มีมติออกมาเป็นคำประกาศ ซึ่งเรียกว่า "Declaration on relations of the church with non - christian religions คำแถลงของสภาประชุม เรื่อง ความสัมพันธ์แห่งศาสนจักรกับศาสนาที่มิใช่คริสต์ศาสนา" ซึ่งมองเป้าหมายทางด้านเอเซียซ ึ่งมีฐานทางด้านการเกษตร อันสามารถอำนวยผลประโยชน์ ให้กับองค์กรคริสตจักรของวาติกัน ได้เป็นอย่างดี แต่มีด่านสำคัญคือ พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งอยู่ในตำแหน่งใกล้เส้นศูนย์สูตร และเส้นแบ่งกึ่งกลางของการสื่อสาร และการคมนาคมของโลก ซึ่งมีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ มีองค์กรปกครองคณะสงฆ์ ที่เข้มแข็ง และเป็นที่เคารพสักการะ ขององค์พระมหากษัตริย์ รวมไปถึงผู้บริหารของประเทศ ถูกจัดให้เป็นสถาบันหลักของชาติ แห่งความมั่นคงของชาติ ประกอบกับประเทศไทย นับเป็นประเทศ ที่มีทางออกทะเลติดต่อกับ ๒ มหาสมุทรคือ มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิค เป็นจุดศูนย์กลางแห่งพาณิชย์นาวี เพราะฉะนั้นประเทศไทย จึงเป็นจุดสำคัญ ที่จะต้องกลืนให้ได้โดยดุษฎี และไร้การต่อต้าน โดยการทำลายพระพุทธศาสนา นั่นหมายถึงจำนวนประชากรชาวพุทธ ซึ่งมีจำนวนถึง ๙๕% ของ ประเทศที่จะต้อง สยบยอมในที่สุด จึงมีมติเห็นชอบร่วมกัน โดยเป็นคำสั่ง ๒ ประการ ปรากฏเป็นหลักฐาน คือ
(๑๐:๒๔) "ให้วาติกันสนับสนุนหาผู้เชี่ยวชาญ ไปจัดการเปลี่ยนแปลงพระไตรปิฎก คัมภีร์ในพระพุทธศาสนา ให้มาเป็นคริสต์ศาสนา"
(๙:๑๒:๑๕) "ให้แยกแทรกศาสนธรรมที่แท้จริง อันทรงคุณค่าในพระพุทธศาสนาให้ได้ โดยอาศัยพระวจนะเผยของพระเจ้า ในคริสต์ศาสนา เป็นเครื่องส่องทาง ให้ดำเนินการพิจารณาหาหนทาง จัดทำให้เห็นได้ว่า ศาสนธรรมอันทรงคุณค่า ในพระพุทธศาสนานี้ จะสมบูรณ์ได้ด้วยการ อาศัยคำของคริสต์ศาสนา" ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ของสำนักวาติกันขึ้น ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ คือ
๑. The Secret Congregation of Propaganda กระทรวงโฆษณาเผยแพร่ศาสนา รับผิดชอบวิธีการเผยแพร่แบบมิชชั่น (การรุกแบบตรงตัวแตกหัก)
๒. Secretariat for non-Christians สำนักงานเลขาธิการเพื่อผู้ไม่นับถือคริสต์ศาสนา รับผิดชอบงานแบบไดอาล็อค เมื่องานของ (๑) ไม่สามารถทำได้ แบบเฉียบพลัน ให้ใช้หน่วยงานนี้ เข้าทำงานในระบบกลืนศาสนา และวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นไปเลย
หน่วยงานทั้งสองนี้เอง ได้ออกเอกสารลับเฉพาะ ซึ่งใช้สำหรับการสั่งการ ระหว่างสำนักงานเลขาธิการฯ กับบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ ตั้งแต่บิชอฟขึ้นไป ซึ่งมีการปฏิบัติภารกิจอยู่ทั่วโลก เรียกว่า Bulletin Confidential Publication เรียกสั้นๆ ว่า Bulletin หรือวารสารแถลงกิจ ซึ่งเป็นคำสั่งที่สำคัญ ทั้งนี้ทั้งนั้น จะต้องยึดหลักการ ๓ ข้อของมติที่ประชุมแห่งวาติกันคือ
(๗:๑๕) "ภารกิจของงานเผยแพร่แบบมิชชั่น ไม่จำกัดอยู่ที่การเปลี่ยนใจ บุคคลทีละคน ให้มานับถือคริสต์ศาสนาต่อไปแล้ว แต่ภารกิจในบัดนี้คือ การเปลี่ยนตัวศาสนาทั้งศาสนา ให้มาเป็นคริสต์ศาสนา"
(๑๐:๗) "ท่านจงไปทำให้ประชาชาติทั้งหมด ให้เป็นสาวกของพระเยซู" ถ้อยคำนี้ควรต้องจารึกด้วยตัวทอง ลงหน้าแท่นบูชา ของวาติกัน ที่ ๒"
(๑๐:๒๕:๒๗) "ในประเทศพระพุทธศาสนา คริสต์ศาสนจักร จะต้องนำเอาองค์ประกอบต่างๆ ของพุทธมาใช้ และเปลี่ยนรูปเสีย ใหม่ด้วยการให้ความหมาย ทางคริสศาสนาลงไป เพื่อที่จะดัดแปลงให้เข้ากัน กับคริสต์ให้ได้"
ได้มีการจัดระบบในการดำเนินการเหล่านี้ จากข้อมูลหลักฐานชี้ชัดว่า การเริ่มอย่างเป็นรูปธรรม ในการทำลายพระพุทธศาสนา ในประเทศไทย คือ
ในเดือน มกราคม พ.ศ.๒๕๑๐ ได้มีการออกหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "คริสตธรรม - พุทธธรรม" ปาฐกถาซินแคลร์ ทอมสันอนุสรณ์ ชุดที่๕ โดย โดสุเกะ โดยมหาวิทยาลัยพระคริสตธรรม สภาคริสตจักร ณ ประเทศไทย เชียงใหม่ เป็นผู้ตั้งชื่อ จัดพิมพ์โดย ว.ศ. (นายวิโรจน์ ศิริอัฐ สาเหตุที่ต้องใช้นามแฝงเพราะกลัวถูกต่อต้านจากชาวพุทธ) คณะเผยแพร่ วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ๕/๑ ถนนอัษฎางค์ พระนคร (ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเป็น มูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ (ผชป.) ปัจจุบันออกหนังสือ เสียงปลุก มีพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ร่วมบริหาร ซึ่งพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ก็เขียนบทความลงในหนังสือนี้เช่นกัน มูลนิธินี้ เป็นตัวร่วมสำคัญของการจัดเสวนา โจมตีมหาเถรสมาคม องค์กรปกครองคณะสงฆ์ เพื่อออกกฎหมาย บังคับพระภิกษุสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา และพุทธศาสนิกชน เรียกว่า พรบ.สงฆ์ฉบับใหม่ พร้อมกับ พรบ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ณ ตึกรัฐสภา) หนังสือดังกล่าวได้ แอบอ้างว่าเป็นถ้อยคำของพระพุทธทาสแห่งสวนโมกข์ฯ ตีพิมพ์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ เพราะขณะนั้นพระพุทธทาส กำลังโด่งดังเป็นที่รู้จัก โดยอาศัยแจกจ่าย ในพื้นที่ภาคเหนือเป็นหลัก แต่ถูกจับได้ เพราะข้อความในหนังสือนั้น อ้างคัมภีร์ไบเบิลอย่างละเอียด แม้กระทั่งเลขหน้าคัมภีร์ ทุกๆ คำพูด จึงไม่เกิดผล กับชาวพุทธเท่าใดนัก (ในการปลอมปน แอบอ้างพระพุทธทาส ยังปรากฏให้เห็น อย่างเด่นชัด ถึงขนาดปลอมลายมือพระพุทธทาส เสียด้วยซ้ำในหนังสือชื่อ "พุทธ - คริสต์ ในทัศนะท่านพุทธทาส" ซึ่งเป็นการเทศนา เรื่องคริสเตียนล้วนๆ (ดูภาคผนวก)
สรุปภารกิจ คำสั่งวาติกัน
"...ไม่ได้ผลเท่าที่ควร กลับได้รับการต่อต้านจากชาวพุทธ ไม่สามารถสร้างความศรัทธา ในตัวศาสนาโดยคำสอนได้ ด้วยวิธีการแทรกข้อความ หรือปลอมปน เนื่องจากยังไม่มีความกระจ่าง ในคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา และยังไม่มีประสบการณ์..."
ในปี พ.ศ.๒๕๑๔ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ นายประเวศ วะสี กับพวก ได้ร่วมกันจดทะเบียน มูลนิธิโกมลคีมทอง (ดูภาคผนวก เอกสาร จ.๒) จากการเปิดเผยของนาย ส.ศิวรักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิ นี้ว่า "มูลนิธิโกมลคีมทอง ได้เงินสนับสนุน จาก องค์กรคริสเตียน และองค์กรต่างชาติ โดยร่วมกับ สภาคริสตจักร แห่งประเทศไทย และจัดตั้งกลุ่มประสานงานศาสนา เพื่อสังคม (กศส.) ซึ่งเป็นตัวทำงานของคริสต์ ในกลุ่มพุทธ ซึ่งกลุ่ม กศส. นี้ จัดเป็นแกนหลัก ในการปฏิบัติภารกิจสำคัญ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมทั้งให้ทุนจัดตั้ง มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ๕ มูลนิธิอีกด้วย"
จากการที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของมูลนิธิฯ ดังกล่าว พระธรรมปิฎก จึงได้รับการสนับสนุน ให้ไปร่วมการสัมมนา ในต่างประเทศ ในปีถัดมา (๒๕๑๕) และตลอดมา แต่เนื่องจากมูลนิธิฯ ขณะนั้นเน้นหนัก ทางการเคลื่อนไหว ทางด้านการเมืองเป็นหลัก หนังสือ "พุทธธรรม" ในขณะนั้น จึงยังไม่ได้ถูกแก้ไข ปลอมปน พระสัทธรรมคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๙ จากการปฏิบัติการทางการเมือง ของมูลนิธิโกมลคีมทอง ซึ่งร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ มีการกระทำ อันละเมิดกฎหมายบ้านเมือง เป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อย และการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์พระประมุขอย่างชัดแจ้ง โดยไม่เกรงกลัว ต่อกฎหมายบ้านเมือง ดังนั้นเจ้าหน้าที่ ด้านความมั่นคงฝ่ายทหาร พร้อมกับตำรวจสันติบาล ซึ่งได้รวบรวมพยานหลักฐาน ชี้ชัดว่า มูลนิธิโกมลคีมทองนี้ มีพฤติกรรมและเผยแพร่ อุดมการณ์ อันเป็นภัยต่อชาติโดยได้รับทุนสนับสนุน จากองค์กรต่างชาติ ให้การสนับสนุน มีเครือข่าย และสมาชิกทั่วประเทศ เพื่อเป็นการป้องกัน ภาวะอันตราย อันอาจเกิดขึ้นได้ อย่างแน่นอน หากปล่อยไว้ต่อไป จึงได้นำกำลัง พร้อมรถถัง ๒ คันไปทำการปิดล้อม ที่ทำการมูลนิธิฯ และทำการตรวจค้นจับกุม ได้อาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนเอกสารแผ่นปลิวโฆษณาชวนเชื่อมากมาย หนังสือเผยแพร่อุดมการณ์ ทำลายชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ หลายแสนเล่มจริง เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถบรรทุกสิบล้อ ขนถึงสองเที่ยว เพื่อนำไปเผาทำลาย มิให้เผยแพร่ เป็นอันตรายต่อประเทศชาติ ต่อไปภายหน้า ส่วนตัวหัวหน้า และผู้ร่วมเป็นสมาชิก ได้หลบหนีออกนอกประเทศ
พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต) (เลื่อนสมณศักดิ์จากพระศรีวิสุทธิโมลี) ซึ่งเป็นสมาชิกในมูลนิธินี้ ได้หลบหนีออกนอกประเทศ โดยความช่วยเหลือของ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ไปอยู่ในรัฐเพ็นซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เช่นกัน (ข้อมูลรายละเอียดมีมาก ขอได้จาก กองอำนวยการ รักษาความมั่นคงภายใน สภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยอาศัย พรบ.ข่าวสารฯ)
แต่การดำเนินงานของสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ก็มิได้หยุดยั้ง ได้มีการขอตั้งสถานศึกษาคริสเตียน เป็นวิทยาลัยเอกชน ชื่อ วิทยาลัยแสงธรรม ในสมัยที่ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๙ จึงนับเป็นก้าวย่างที่มั่นคง ของศาสนาคริสต์ ในประเทศไทย ที่สำคัญมาก เพราะขณะนั้น มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยสงฆ์ ในพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติ) ยังไม่ได้ตั้งตามกฎหมาย
[2.191] และ **จงประหัตประหารพวกเขา ณ ที่ใด ก็ตามที่พวกเจ้าพบพวกเขา และจงขับไล่พวกเขา**
**จง ประหัตประหารพวกเขาเสีย**
[8.17] พวกเจ้ามิได้ฆ่าพวกเขา แต่ทว่าอัลลอฮ์ต่างหากที่ทรงฆ่าพวกเขา
[2.216] สูเจ้าได้ถูกบัญชาให้ออกสู่สงครามและสูเจ้ารังเกียจมัน แต่มันอาจเป็นว่าสูเจ้ารังเกียจสิ่งหนึ่งซึ่งสิ่งนั้นเป็นสิ่งดีสำหรับสูเจ้า และบางทีสูเจ้ารักสิ่งหนึ่งซึ่งสิ่งนั้นมันเลวสำหรับสูเจ้า อัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ แต่สูเจ้าไม่รู้
[3.152] และแน่นอนอัลลอฮ์ได้ทรงให้สัญญาของพระองค์สมจริงแก่พวกเจ้าแล้ว ขณะที่พวกเจ้าเข่นฆ่าพวกเขา ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์
จงฆ่าพวกเขา ณ ที่ที่พวกเจ้าพบพวกเขา และชนเหล่านี้แหละเราได้ให้มีอำนาจอันชัดเจนแก่พวกเจ้าที่จะขจัดพวกเขาได้
[4.102] และเมื่อพวกเจ้าอยู่ในหมู่พวกเขา แล้วเจ้าได้ให้มีการปฏิบัติละหมาดขึ้นแก่พวกเขา ดังนั้น กลุ่มหนึ่งจากพวกเขาก็จงยืนละหมาดร่วมกับเจ้า และก็จงเอาอาวุธของพวกเขาถือไว้ด้วย
[5.33] แท้จริงการตอบแทนแก่บรรดาผู้ที่ทำสงครามต่ออัลลอฮ์ และร่อซู้ลของพระองค์ และพยายามบ่อนทำลายในแผ่นดิน นั้นก็คือการที่พวกเขาจะถูกฆ่า หรือถูกตรึงบนไม่กางเขน หรือมือของพวกเขาและเท้าของพวกเขาจะถูกตัดสลับข้าง หรือถูกเนรเทศออกไปจากแผ่นดิน
[8.67] ไม่บังควรแก่นบีคนใดที่เขาจะมีเชลยศึกไว้ จนกว่าเขาจะได้ประหัตประหารอย่างมากมายเสียก่อนในแผ่นดิน
[9.5] ครั้นเมื่อบรรดาเดือนต้องห้าม เหล่านั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ก็จงประหัตประหารมุชริกเหล่านั้น ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบพวกเขา และจงจับพวกเขาและจงล้อมพวกเขา
ส่วนหนึ่งพวกเจ้าประหารชีวิต (พวกเขา) และอีกส่วนหนึ่งพวกเจ้าจับเป็นเชลย
[47.4] และเมื่อพวกเจ้าพบบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาก็จงฟันที่คอ (จงฆ่าเสีย) จนกระทั่งเมื่อพวกเจ้าปราบพวกเขาจนแพ้แล้ว ก็จงจับพวกเขาเป็นเชลยหลังจากนั้นจะปล่อยเป็นไทหรือจะเรียกเอาค่าไถ่ก็ได้ จนกระทั่งการทำสงครามได้สิ้นสุดลงด้วยการวางอาวุธ
นี่เป็นแค่ส่วนหนึงหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่คำสั่งแบบนี้ไม่น่าจะมาจากศาสนาหรือศาสดา นอกจากจะมาจากนายพรานล่าเนื้อเท่านั้น