บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ สงครามโลกครั้งที่ ๑ ได้เกิดขึ้น ในทวีปยุโรป โดยมีประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รวมกันเข้าเป็น ฝ่ายสัมพันธมิตร ฝ่ายหนึ่ง ทำการสู้รบกับ ฝ่ายประเทศเยอรมนี และ ออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งรวมกัน เข้าเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง ในขณะนั้น ประเทศไทย ยังคงรักษา ความเป็นกลางไว้ อย่างเคร่งครัด จนกระทั่ง ในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงตัดสินพระทัย ประกาศสงคราม กับ ฝ่ายเยอรมนี เพื่อรักษาไว้ ซึ่งความเป็นธรรม และ ความถูกต้อง และ เพื่อแสดงให้โลกรู้ว่า ประเทศไทย ไม่ใช่ชนชาติ ที่ขาดหลักธรรม ป่าเถื่อน ปราศจาก ความเจริญ ดังที่ชาวตะวันตก เข้าใจกัน
ภายหลังจาก ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกาศสงคราม กับฝ่ายเยอรมนีแล้ว ก็ได้ทรงจัดแบ่ง มอบหมายงานต่างๆ ที่จะต้องกระทำ โดยฉับพลัน ให้กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ รับผิดชอบ สำหรับ ในส่วน ของทหารเรือนั้น มีหน้าที่ ในการจับกุม และ ยึดทรัพย์ เชลยทางน้ำ รวมทั้ง การตรวจตรา รักษาชายฝั่งทะเล ของไทย ให้เป็น หน้าที่ของ กระทรวงทหารเรือ เมื่อจับยึด มาได้แล้ว ให้มอบตัวเชลย และ ทรัพย์สิน ที่ยึดได้ มาจากเรือสินค้า เหล่านั้น ให้อยู่ในความควบคุม ดูแล รักษา ของทหารบก ในระหว่าง สงครามนั้น มีเรือสินค้า ของฝ่ายเยอรมนี หลายลำ ได้แวะเข้ามา จอดอยู่ในลำน้ำ เจ้าพระยา เพราะเรือเหล่านั้น ต่างหลบหลีก การรังควาน ของเรือรบ สัมพันธมิตร ที่มีอยู่มาก ในบริเวณ ใกล้ๆ อ่าวไทย ในขณะที่ ประเทศไทย ประกาศสงคราม กับ เยอรมนีนั้น มีเรือของเยอรมนี และ พันธมิตรของเยอรมนี เข้ามาหลบภัย อยู่หลายสิบลำ
อย่างไรก็ดี การยึดเรือเชลย ไม่ใช่กระทำได้ง่าย เพราะฝ่ายข้าศึก อาจรู้ตัว และ เตรียมการต่อสู้ ขัดขวาง ได้ง่าย ดังนั้น การกระทำ จึงต้องเป็น ความลับ และกระทำ อย่างฉับพลัน มิให้ข้าศึก ขัดขวางได้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมอบหน้าที่ ในการจับยึดเรือ ใน น่านน้ำไทย ให้เป็นของทหารเรือ ภายใต้ ความอำนวยการ ของ นายพลเรือโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
การจับยึดเรือ และ ทรัพย์สินเชลยทางน้ำ ได้จัดกำลัง จากนายทหารเรือไทย ที่สำเร็จการศึกษา จากโรงเรียนนายเรือ และนายช่างกล โดยมี นายนาวาตรี หลวงหาญกลางสมุทร (บุญมี พันธุมนาวิน) เป็นผู้บังคับบัญชา เข้าทำการ จับยึดเรือ ในแม่น้ำเจ้าพระยา ได้จำนวน ๒๕ ลำ จับเชลยได้ ๑๔๐ คน ภายหลังจาก ยึดเรือเชลยแล้ว ทหารเรือ ยังได้ให้มีการ ลาดตระเวนอ่าว ด้วยเรือรบ ซึ่งมีนายทหาร และพลประจำเรือ ล้วนแต่ เป็นคนไทย ทั้งสิ้น เป็นผู้ปฏิบัติภารกิจนี้ นับได้ว่า ครั้งนี้ เป็นครั้งแรก ที่นายทหารเรือไทย ที่สำเร็จ การศึกษา จากโรงเรียนนายเรือ และ โรงเรียนนายช่างกล ได้ออกสงคราม เป็นครั้งแรก จนเมื่อรัฐบาลฝรั่งเศส ขอให้รัฐบาลไทย จัดกองทหาร ออกไปช่วยรบ ในสมรภูมิ ร่วมกับ สัมพันธมิตร ทางราชการ จึงได้จัดการ รับสมัครทหารอาสา เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๐ ซึ่งมีทั้งทหารบก ที่รับราชการอยู่แล้ว และประชาชน ที่ยังไม่เคย เป็นทหาร มาก่อน ได้แสดงน้ำใจ รับอาสาไปราชการ สมัครมา เป็นจำนวนมาก เมื่อได้มี การคัดเลือก และ ได้จำนวน ที่ต้องการแล้ว เริ่มฝึกหัด การใช้อาวุธ อบรม ระเบียบวินัย และได้แบ่งแยก ออกเป็น ๒ กองคือ
๑. กองบินทหารบก มี นายพันตรี หลวงทยานพิฆาฏ (ทิพย์ เกตุทัต) เป็น ผู้บังคับการกองบิน
๒. กองทหารบกรถยนต์ มี นายร้อยเอก ต๋อย หัสดิเสวี (ภายหลัง ได้รับพระราชทาน บรรดาศักดิ์ เป็น หลวงรามฤทธิรงค์) เป็น ผู้บังคับกองทหารบกรถยนต์
กองทหารทั้ง ๒ กองนั้น มีนายพันเอก พระเฉลิมอากาศเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นสูง และเป็นผู้บังคับกองทหารไทย ซึ่งไปในราชการสงครามโลกครั้งที่ ๑
ในวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ จอมพล สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ เสนาธิการทหารบกได้สั่งการ ให้ ผู้บังคับกองทหาร ที่จะไป ราชการสงคราม ไปคอยเรือกลไฟ ซึ่ง รัฐบาลฝรั่งเศส ส่งมารับ กองทหาร ที่เกาะสีชัง
กระทรวงทหารเรือ ได้จัด เรือสถิตย์ราชการ เป็นเรือนำ นายพันเอก พระเฉลิมอากาศ ผู้บังคับกองทหาร ที่ไป ราชการสงคราม พร้อมด้วย นายพันตรี หลวงทยานพิฆาฏ นายร้อยเอก หลวงรามฤทธิรงค์ กับนายร้อยตรี ชุ่ม จิตรเมตตา ไปยังเกาะสีชัง โดย เรือดังกล่าว ออกจาก ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ เวลา ๑๔.๐๐ น. ถึง เกาะสีชัง เวลา ๒๒.๔ น. แล้วหยุด ทอดสมอ ที่เกาะสีชัง มีเรือพิฆาต เสือคำรณสินธุ์ ได้ออกมาคอย อยู่ก่อนแล้ว เพื่อรอเรือ ที่รัฐบาล ฝรั่งเศส ส่งมาจาก เมืองไซง่อน เรือลำนี้ ชื่อ เรือเอ็มไพร์ เป็นเรือ ของ อังกฤษ ที่รัฐบาล ฝรั่งเศส เช่ามา สำหรับ ลำเลียงทหาร ระหว่าง ฝรั่งเศส กับ แหลมอินโดจีน เรือเอ็มไพร์ เดินทางมาถึง เกาะสีชังเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ นายพันเอก พระเฉลิมอากาศ พร้อมคณะได้ขึ้น ไปบนเรือ เพื่อทำความรู้จัก กับ ผู้บังคับการเรือ และเจ้าหน้าที่ ในเรือ เพื่อตกลง ในเรื่อง การเดินทาง ภายหลัง กลับจาก เรือเอ็มไพร์แล้ว คณะดังกล่าว จึงกลับมา ทูลรายงาน ต่างๆ แก่ เสนาธิการทหารบก ซึ่งพระองค์ท่าน ได้ทรง กำหนดให้ กองทหารไทย ออกเดินทาง ในวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
การลำเลียงทหารลงเรือที่ท่าราชวรดิฐ
กองทหารอาสาที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมได้ออกเดินไปยังท่าราชวรดิฐ ท่ามกลางผู้มาคอยส่งกองทหารไทยหลากหลายไปทั้งสองข้างทาง ที่ท่าราชวรดิฐ มีจอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ (ซึ่งทรง ดำรงตำแหน่ง ในเวลานั้น) กับ เสนาบดีกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นายทหารผู้ใหญ่ ในกองทัพบก และ กองทัพเรือ ได้มาคอยส่งอยู่ อย่างพร้อมเพรียง
เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ได้สั่งการ ให้จัดเรือแจว เรือพาย และเรือกลไฟ มาคอยอยู่ก่อนแล้ว และได้ลำเลียงทหาร จาก ท่าราชวรดิฐ ไปส่งยังเรือ ต่างๆ ดังนี้
๑. กองบินทหารบก กองบินใหญ่ที่ ๑ และที่ ๓ ลงเรือกล้าทะเล มีนายพันเอก พระเฉลิมอากาศ เป็นผู้บังคับทหารในเรือลำนี้
๒. กองบินทหารบก กองบินใหญ่ ที่ ๒ และ กองทหารบกรถยนต์ ลงเรือศรีสมุทร มีนายร้อยเอก หลวงรามฤทธิรงค์ เป็น ผู้ควบคุมบังคับบัญชา ในเรือลำนี้ มีนายพลเรือโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เสนาธิการทหารเรือ ได้เสด็จไปด้วย การลำเลียงทหาร ลงเรือ เสร็จเรียบร้อย ภายในเวลา ๐๖.๐๐ น. ของวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ขบวนเรือราชนาวีสยามนำกองทหารอาสาไปส่งขึ้นเรือเอ็มไพร์ที่เกาะสีชัง
เวลา ๐๖.๐๐ น. อันเป็นเวลา ฤกษ์งามยามดี กองทัพไทย ก็ได้เริ่ม เคลื่อนขบวน โดย จอมพล สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลก ประชานารถ เสนาธิการทหารบก ได้เสด็จลงประทับ ในเรือสุครีพครองเมือง ซึ่งเป็นเรือนำ ได้แล่นนำขึ้น ไปกลับลำเรือ ที่คุ้งตำบลสามเสน ตามด้วย เรือศรีสมุทร ส่วนเรือกล้าทะเล คอยอยู่ที่ หน้าท่าราชวรดิฐ เพราะเป็น เรือขนาดย่อม กลับลำ ณ ที่จอด ได้โดยสะดวก ขณะที่ เรือกลไฟทั้ง ๓ ลำ แล่นไปตาม ลำแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำ เต็มไปด้วย ประชาชน เบียดเสียดกัน มาส่งทหารอาสา ไปทำการรบ ในมหายุทธสงคราม ณ ทวีปยุโรป แน่นขนัด เป็นประวัติการณ์ ต่างร้องไชโย ให้พรทหาร เวลาที่ เรือกลไฟ แล่นผ่าน หน้าหน่วยทหารบก ทหารเรือ พลแตร ต่างนำแตร มาเป่าเพลงเดิน เพลงมหาชัย กันโดยมิต้อง มีคำสั่ง ส่วนทหาร ในเรือ ต่างโห่ร้อง ไชโย อำลา ประชาชน ผู้ร่วมชาติ ทั่วหน้ากัน
เรือสุครีพครองเมือง ได้แล่นนำ เรือศรีสมุทร และ เรือกล้าทะเล จนถึง ปากแม่น้ำเจ้าพระยา (ระหว่าง จังหวัดสมุทรปราการ กับ ป้อมพระจุลจอมเกล้า) เวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. แต่ขณะนั้น น้ำยังไม่ขึ้น ผู้บังคับกระบวนเรือ ซึ่งอยู่ ในเรือสุครีพครองเมือง ได้ส่งสัญญาณ สั่งให้ เรือทุกลำ หยุดทอดสมอ เพื่อรอน้ำขึ้น เนื่องจาก เรือศรีสมุทร ซึ่งเป็น เรือลำใหญ่ จะติด สันดอน ในระหว่าง ที่จอดเรือ รอน้ำขึ้น เจ้าหน้าที่ ฝ่ายทหารเรือ ได้จัดเลี้ยงอาหาร แก่ทหาร เพราะก่อนหน้านี้ ทหารทุกคน กำลังเพลิดเพลิน ในการอำลา เพื่อนร่วมชาติ ทั้ง ๒ ฝั่ง ลำแม่น้ำเจ้าพระยา การเลี้ยงดู ในเรือนั้น ทหารเรือ ได้เลี้ยง อย่างดีที่สุด และ มีการเลี้ยง ตลอดเวลา จนถึง เรือใหญ่
เวลา ๑๓.๓๐ น. น้ำขึ้น จึงออกเรือ แล่นต่อไป จนถึงเวลา ๑๕.๓๐ น. เรือศรีสมุทร ซึ่งเป็น เรือลำใหญ่ กินน้ำลึก ได้ติดสันดอน จึงต้อง ทอดสมอ อีกครั้ง คอยน้ำขึ้นอีก
รุ่งขึ้นวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ เวลา ๐๒.๓๐ น. เรือทั้ง ๓ ลำ จึงได้ ออกเรือ แล่นต่อไป เวลา ๐๘.๐๐ น. ขบวนเรือ ถึง เกาะสีชัง เวลา ๐๙.๐๐ น. เรือกล้าทะเล ได้เข้าเทียบ กราบขวา ของ เรือเอ็มไพร์ และ เรือศรีสมุทร เทียบทางกราบซ้าย เพื่อถ่ายทหาร และ สัมภาระ ลงเรือลำนี้ เวลา ๑๐.๒๐ น. เรือเอ็มไพร์ ได้ชักธงไตรรงค์ ขึ้นเหนือ เสากระโดง เป็นการ ให้เกียรติ แก่ทหาร ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งไป ราชการสงคราม ณ ทวีปยุโรป และได้ถอนสมอ แล่นมุ่งไป ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ขณะที่ เรือเอ็มไพร์ แล่นผ่าน ขบวนเรือ ที่มาส่งทหารนั้น ทหารบก และ ทหารเรือ ต่างเปล่งเสียง ไชโย อำลากัน จนกระทั่ง เรือเอ็มไพร์ ลับสายตา
การลำเลียง ทหารอาสา เดินทาง จากพระนคร มาถึง เกาะสีชัง เป็นหน้าที่ ของ กระทรวงทหารเรือ เป็นผู้จัด และ กระทำทั้งสิ้น การดำเนินการ เป็นไป อย่างเรียบร้อย ดีที่สุด โดยอาศัย นายพลเรือโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เสนาธิการทหารเรือ ซึ่งได้เสด็จ ไปกับ กองทหาร จนถึง เกาะสีชัง ทรงกำกับ การตรวจตราด้วย พระองค์เอง ทั้งบรรดา นายทหาร และ พลทหารเรือ ซึ่งประจำ ไปกับเรือนั้น ได้พยายาม ทำหน้าที่ ช่วยเหลือ บรรดาทหารอาสา ไปในงาน พระราชสงคราม ครั้งนี้ อย่างเต็มที่ ด้วยความเต็มใจ
กองบินทหารบกเดินทางกลับประเทศไทย
ด้วยเหตุที่ กองบินทหารบก ไม่ได้มีโอกาส ที่จะเข้า ทำการยุทธบริเวณ เพราะการฝึกหัดบิน เปลืองเวลามาก และ สงคราม ได้สงบลง ก่อนที่ นายทหาร และ พลทหาร จะสำเร็จ การฝึกหัดบิน และ เมื่อถึงเวลา อันสมควร ทางราชการ ได้จัดส่ง กองบินทหารบก กลับพระนคร ก่อนเป็นชุดที่ ๑ พร้อมกับ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิก กองทูตทหาร และ เดินทางกลับ พร้อมกับ กองบินทหารบก ในครั้งนี้ด้วย การเดินทางกลับ จากฝรั่งเศสนั้น ทางราชการ ได้จัดหาเรือ สำหรับ บรรทุกทหาร ชื่อ เรือมิเตา (Mitau)
วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ เวลา ๑๙.๓๐ น. เรือมิเตา ได้ออกเดินทาง จากท่าเรือ เมืองมาร์เซย์ เพื่อนำทหาร ในกองบินทหารบก กลับมายัง ประเทศไทย เรือมิเตา มาถึง เกาะไผ่ ในวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๒ เวลา ๒๐.๓๐ น. จอดพัก ๑ คืน รุ่งขึ้นวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๒ เวลา ๐๖.๔๕ น. นายพลเรือโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นชุมพร เขตรอุดมศักดิ์ ได้เสด็จ โดย เรือตอร์ปิโด ที่ ๔ มาจอดใกล้เรือมิเตา หัวหน้าทูต ได้เชิญเสด็จ ขึ้นมาประทับ ในเรือมิเตา เพื่อรอเรือ ที่จะมารับ พร้อมกันนี้ ผู้บังคับการเรือ ได้เชิญเสวย ในเรือ รวมกับ นายทหารด้วย จนกระทั่ง เวลา ๑๘.๓๐ น. เรือเจนทะเล และ เรือปราบปรปักษ์ มาถึง และ เข้าจอด เทียบเรือมิเตา ข้างละลำ แล้วขนสิ่งของ นายทหาร และ พลทหาร ลงเรือเจนทะเล
วันที่ ๑ พฤษภาคม เวลา ๐๓.๐๐ น. เรือตอร์ปิโดที่ ๔ เรือเจนทะเล และ เรือปราบปรปักษ์ ออกเดินทาง จากเกาะสีชัง ถึง โรงเรียนพลทหารเรือ ที่ ๔ จังหวัด สมุทรปราการ เวลา ๐๖.๑๕ น. ซึ่ง สถานที่ดังกล่าว ได้จัดไว้ สำหรับ รับรองทหาร ที่กลับ จากราชการสงคราม ในครั้งนี้ ต่อจากนั้น นายทหาร นายสิบ และพลทหาร ได้มาเข้าแถว รายงานตัว ต่อเสนาธิการทหารบก แล้วจึงไป รับประทานอาหารเช้า ตามที่ โรงเรียนพลทหารเรือ ได้จัดการ รับรอง หลังจากนั้น ได้ลงเรือ เพื่อเดินทาง ต่อมา จนถึง ท่าราชวรดิฐ เวลา ๑๖.๐๐ น. เรือได้เข้าเทียบท่าขุนนาง ที่ท่าราชวรดิฐ ได้มีพระบรมวงศานุวงศ์ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ชั้นผู้น้อย ข้าราชการพลเรือน และประชาชน ไปคอยรับ อยู่เป็นจำนวนมาก
เมื่อทหาร ได้ขึ้นจากเรือแล้ว มีพิธีต้อนรับ ที่ทางออก จากชานพระที่นั่ง ราชกิจวินิจฉัย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระมหาสมณะ ได้ทรงกล่าว และ ประทานพร แก่เหล่าทหาร และได้ทรงประทาน น้ำพระพุทธมนต์ ต่อจากนั้น ทหารทั้งหมด ได้เดินแถว เข้าสู่ พระบรมมหาราชวัง ทางด้าน ประตูวิเศษไชยศรี ไปตั้งแถว ที่หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรง พระกรุณา โปรดเกล้าฯ เสด็จมาต้อนรับ กองทหาร และเสด็จผ่านแถวทหาร ทรงตรวจพลแล้ว ได้มีพระราชดำรัส ต้อนรับทหาร พร้อมกับ พระราชทานเหรียญ ที่ระลึก ราชการสงครามยุโรป แก่นายทหาร นายสิบ และ พลทหารทุกคน
การเดินทางกลับประเทศไทย
วันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๒ ฝ่ายเยอรมนี ได้ลงนาม ในหนังสือสัญญา สันติภาพ กับ ฝ่ายสัมพันธมิตร นับว่า สงครามได้ยุติลง ซึ่ง ฝ่ายสัมพันธมิตร ต่างมีความยินดี และ มีการจัดงาน ฉลองชัยชนะ ตามที่ต่างๆ ในการนี้ กองทหารบกรถยนต์ ของกองทัพไทย ได้รับเกียรติ ให้เข้าร่วม สวนสนาม ณ ที่ต่างๆ ดังนี้
- วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ สวนสนามในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
- วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ สวนสนามในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
- วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ สวนสนามในกรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม
การเดินไปสวนสนาม ทั้ง ๓ ประเทศนั้น เป็นไป โดยสะดวก เจ้าหน้าที่ ทั้ง ๓ ประเทศ ได้จัดการ รับรอง เป็นอย่างดี สมเกียรติ และสมกับ ที่ได้เป็นพันธมิตร ซึ่งกันและกัน
กองทหารไทย ยังคงพัก อยู่ในยุโรป ต่อมา จนถึง วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ จึงได้ รับคำสั่ง ให้ออกเดินทาง จากเมืองมาร์เซย์ ประเทศฝรั่งเศส โดย เรือมิเตา ซึ่งเป็นเรือ ที่ทางราชการ จัดมาเพื่อ ลำเลียงทหาร และ พลเรือน กลับประเทศไทย ถึง เกาะสีชัง ในวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ เวลา ๐๖.๓๐ น. และจอดรอ เพื่อถ่ายสิ่งของ และ ทหารลงเรือ ซึ่ง กระทรวงทหารเรือ ได้จัดเรือไปรับ คือ เรือตอร์ปิโดที่ ๓ สำหรับ รับอัฐิของทหาร ที่ได้เสียชีวิต ในราชการสงคราม เรือเจนทะเล เรือกล้าทะเล เรือลิ่วทะเล และ เรือทนทะเล สำหรับรับทหาร และ เรือปราบปรปักษ์ สำหรับ รับบุคคล ซึ่งเดินทาง มากับกองทหาร
จอมพล สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ ได้เสด็จฯ พร้อมด้วย นายพลเรือโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เสนาธิการทหารเรือ ไปรับกองทหาร ด้วยพระองค์เอง ที่เกาะสีชัง
การต้อนรับกองทหารซึ่งกลับจากราชการสงครามและการฉลองพระราชอาณาเขต
ในขณะที่ กองทหาร กำลังเดินทางกลับนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มี พระราชประสงค์ จะทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้มีการ รับรองทหาร พระราชทานเกียรติยศ ให้สมกับ เป็นผู้ที่ได้ ไปทำการ เป็นผู้แทนชาติ จึงได้มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้หยุดราชการ ในวันที่ ๒๒ และ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ และ จัดการตกแต่ง ประทีบ โคมไฟ เป็นการต้อนรับ ทหารไทย ที่นำชัยชนะ ชื่อเสียง มาสู่ประเทศชาติ และคนไทย
วันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ เวลา ๐๗.๓๐ น. เรือลำเลียง ทั้งหมด ออกเดินทาง จากเกาะสีชัง เข้าปากน้ำเจ้าพระยา ทั้ง ๒ ฝั่ง แม่น้ำเจ้าพระยา มีประชาชน ได้มาคอยต้อนรับ และ แสดงความยินดี อยู่โดยตลอด เรือลำเลียง ได้มาถึง บริเวณท่าราชวรดิฐ เวลา ๑๕.๔๕ น. ที่ท่าราชวรดิฐ มีพระบรมวงศานุวงศ์ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ผู้น้อย ข้าราชการพลเรือน และ ประชาชน ไปคอยต้อนรับ อยู่เป็นจำนวนมาก
เมื่อกองทหาร ขึ้นจากเรือ เรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา วชิรญาณวโรรส พระมหาสมณะ ได้เสด็จ ขึ้นประทับ บนเกย ที่หน้าพระที่นั่ง ราชกิจวินิจฉัย กองทหาร ถวายความเคารพ แล้วได้ทรง กล่าวประทานพร แก่ทหาร และ ทรงประพรมน้ำ พระพุทธมนต์ แก่ธงไชยเฉลิมพล และ กองทหาร ตามลำดับ ต่อจากนั้น แถวทหาร เดินไปตาม ถนนมหาราช ถนนหน้าพระลาน ไปยังพลับพลายก ซึ่งได้จัดทำขึ้น ตรงถนนพระจันทร์ บรรจบกับ ถนนราชดำเนินใน เมื่อถึงแล้ว ได้ตั้งแถว อยู่ที่ ถนนราชดำเนิน ในหันหน้า สู่พลับพลา เวลา ๑๗.๐๐ น. พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน ด้วยรถยนต์ พระที่นั่ง ถึง ที่ตั้งแถวทหาร นายพันเอก พระเฉลิมอากาศ ผู้บังคับกองทหาร ซึ่ง ไปราชการสงคราม ได้บอกแถวทหาร ทำวันทยาวุธ แตรวง บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วเข้ามา กราบบังคมทูลรายงาน พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา มีพระราชปฏิสันฐาน กับ ผู้บังคับกองทหาร แล้วเสด็จ พระราชดำเนินตรวจพล เสร็จแล้ว จึงเสด็จ ประทับ ณ พลับพลา และ มีพระราชดำรัส ต้อนรับทหารไทย
เมื่อสิ้นกระแส พระราชดำรัส แล้ว นายพันตรี หลวงรามฤทธิรงค์ ผู้บังคับ กองทหารบกรถยนต์ ซึ่งไปราชการสงคราม นำผู้เชิญธงไชยเฉลิมพล เข้าไป สู่หน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงผูก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์รามาธิบดี ที่ธงไชยเฉลิมพล นั้น ผู้บังคับกองทหารบกรถยนต์ นำผู้เชิญธง เดินผ่านแถวทหาร ตั้งแต่ ปลายแถว สู่หัวแถว ทหารทำวันทยาวุธ แตรวง บรรเลงเพลงมหาชัย ต่อจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่นายทหาร ต่างๆ เพื่อบำเหน็จ ความชอบ คือ
๑. นายทหารสัญญาบัตร และนายทหารประทวนในกองทหารบกรถยนต์
๒. นายทหารในกองทูตทหารและกองบังคับการทหารซึ่งไปในงานพระราชสงคราม
๓. ทหารในกองบินทหารบก
เมื่อได้ พระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่นายทหารสัญญาบัตร และ นายทหารประทวน เสร็จแล้ว ได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน เหรียญที่ระลึก ในงาน พระราชสงครามทวีปยุโรป แก่บรรดา นายทหาร นายสิบ ตลอดจน พลทหาร ที่กลับจาก ราชการสงคราม ทุกคน
ต่อจากนั้น กองทหาร ได้เดินสวนสนาม ผ่านหน้าพลับพลา ถวายความเคารพ แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วเลย เข้าสู่ที่พัก ณ ศาลาว่าการกลาโหม
เวลา ๒๑.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่ง ชัยชุมพล ทหาร ซึ่งกลับจาก ราชการสงคราม พร้อมด้วย ทหารประจำพระนคร ได้เคลื่อน ขบวนแห่ จาก ศาลาว่าการกลาโหม โดยทหารทุกคน ถือโคม รูปดอกบัวสีเขียว ขาว แดง และน้ำเงิน สลับสีกัน เป็น สีธงชาติ เดินขบวนมา ตั้งแถว ที่ถนนสนามชัย หันหน้าไปทาง พระที่นั่ง ชัยชุมพล ทหารในกองทหารบกรถยนต์ซึ่งกลับจากราชการสงครามได้ร้องเพลงตำนานย่อ ของกองทหารและเพลงถวายพระพรชัยมงคล เมื่อจบแล้ว ทหารทั้งหมด ร้องเพลง สรรเสริญ พระบารมี และร้องไชโย
วันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ มีงาน พระราชพิธี รับขวัญทหารไทย ที่กลับจาก ราชการสงคราม และ พิธีฉลอง พระราชอาณาเขต ที่พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เวลา ๑๗.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน สู่พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงนมัสการ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และ ทรงเครื่องนมัสการ พระพุทธปฏิมากรชัยวัฒน์ เสร็จแล้ว ประทับพระราชอาสน์ พระสงฆ์ราชาคณะ ๓๙ รูป เจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพรชัยมงคล และ อำนวยพร แก่สยามพระราชอาณาจักร จบแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับ
ส่วนพระอาราม ต่างๆ ในพระนคร พระสงฆ์ ได้ชุมนุม ในพระอุโบสถ สวดพระพุทธมนต์ ถวายพระพรชัยมงคล และ อำนวยพร เช่นเดียวกัน
เวลา ๒๐.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกประทับ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในการ สมโภชพระราชอาณาเขต ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยง แก่บรรดา พระบรมวงศานุวงศ์ และ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ชั้นผู้ใหญ่ ผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ และ นายทหารสัญญาบัตร ที่กลับจาก ราชการสงคราม ณ พระที่นั่ง และ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้จัดการเลี้ยง แก่บรรดา นายสิบ พลทหาร ซึ่งกลับจาก ราชการสงคราม ที่ศาลารับแขก หลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อีกส่วนหนึ่งด้วย
อนึ่ง ในคืนวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ นี้ นอกจาก ที่มีการตกแต่ง ตามประทีป ทั่วพระนครแล้ว ยังได้ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้มีการ มหกรรมพิเศษ ณ ท้องสนามหลวง คือ จัดมหรสพ มาแสดง จัดของบริโภค มาเลี้ยง ประชาชนทั่วไป ที่มาเที่ยวรอบบริเวณสนามหลวง และให้มีการจุดพลุ ดอกไม้ไฟสำหรับการรื่นเริงด้วย ซึ่ง ได้มอบหมาย ให้กระทรวงทหารเรือ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงนครบาล กรมมหาดเล็กเป็นผู้รับผิดชอบ
เมื่อเสร็จการเลี้ยงในพระบรมมหาราชวังแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยรถยนต์พระที่นั่งทอดพระเนตรการมหกรรมที่ท้องสนามหลวงด้วย
ในเวลาบ่าย วันที่ ๒๐, ๒๑ และ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ รวม ๓ วัน พระสงฆ์ไทย ๔ รูป ได้สวดพระพุทธมนต์ เศกน้ำพระมุรธาภิเศกสนาน ณ พระที่นั่งดุสิตภิรมย์
วันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ เวลาเที่ยงวัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังสวนดุสิต ทรงจุดธูปเทียนเครื่องสังเวย แล้วเสด็จสู่ที่สรงพระมุรธาภิเศกสนาน เพื่อเป็นมงคลสิริราชสมบัติและสยามราชอาณาจักร ตลอดทั้งพสกนิกรชาวไทยทั่วไป เนื่องในการที่ ประเทศไทย ได้พ้นจากสภาพ แห่งการสงคราม ด้วยความสวัสดี
วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ เป็นวันกำหนดฝังอัฐิทหารที่เสียชีวิต ระหว่างราชการสงครามในยุโรป รวม ๑๙ อัฐิ อัฐิเหล่านั้นได้จัดบรรจุกล่องซึ่งทำขึ้น เป็นพิเศษ เป็นรูป ลูกกระสุนปืนใหญ่ ตั้งบนแท่น ประดิษฐาน ไว้ที่ ศาลาว่าการกลาโหม ตั้งแต่วันแรก ที่มาถึง พระนคร เวลาบ่าย ได้จัดตั้ง ขบวนแห่ เพื่อเชิญอัฐิ ไปประกอบ พิธีทางศาสนา ที่อุโบสถวัดมหาธาตุ โดยใช้รถปืนใหญ่เทียมม้า ๔ จำนวน ๒ คัน เป็นยานที่เชิญอัฐิ เวลา ๑๗.๐๐ น. มีการประกอบพิธีทางศาสนาและบังสกุล แล้วเชิญอัฐิ ไปบรรจุลง ในอนุสาวรีย์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นอยู่ที่มุมทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ของท้องสนามหลวง เสร็จแล้วแถวทหารทำความเคารพ แตรวงบรรเลงตามประเพณี แบบทหาร เมื่อบรรจุ เรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จสู่อนุสาวรีย์ ทรงวางพวงมาลา และ ทรงพระกรุณา แสดงความเคารพ ครั้งสุดท้าย แก่ผู้ซึ่ง ได้ถวายชีวิต เป็นราชพลี แล้ว เสด็จพระราชดำเนิน กลับพระราชวังสวนดุสิต ต่อจากนั้น กองทหาร ที่ร่วมขบวน ได้เดินสวนสนาม ผ่านอนุสาวรีย์ แสดงความเคารพ เป็นการเสร็จพิธี
การได้อาสา เข้ารับราชการ ฉลองพระเดชพระคุณ ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๐ นั้น เมื่อได้ปฏิบัติตาม พระราชประสงค์ เป็นผู้แทนชาติไทย ไปในงาน พระราชสงคราม ณ ทวีปยุโรป จนเสร็จ และได้นำชัยชนะ กลับสู่ประเทศไทย เป็นอันว่า หมดหน้าที่ ในวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ ได้ปลด นายสิบ พลทหาร เป็นกองหนุน ต่างก็กลับ ไปสู่ภูมิลำเนา ของตน ส่วน นายทหารสัญญาบัตรประจำการ นั้น ได้รับอนุญาต ให้พัก ๑๕ วันแล้ว ให้เข้า ประจำกรมกองทหาร ต่อไป
ทหารเรือส่งกองทหารอาสาไปราชการสงคราม
เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๑
เรือเอ็มไพร์ เป็นเรือของอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสเช่ามา
สำหรับลำเลียงทหารไทยไปราชการสงคราม ณ ทวีปยุโรป
ทหารซึ่งกลับจากราชการสงครามถวายบังคมที่ปราสาทพระเทพบิดร
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก