บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
สามก๊ก (อังกฤษ: Romance of the Three Kingdoms; จีนตัวเต็ม: 三國演義; จีนตัวย่อ: 三国演义; พินอิน: sān guó yǎn yì) สามก๊กแต่งขึ้นประมาณช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ในสมัยราชวงศ์หยวน โดย หลอกว้านจง (Luo Guanzhong) (羅貫中) กล่าวถึงประวัติศาสตร์จีนในยุคสามก๊ก (ค.ศ. 220-280) โดยเริ่มปูที่มาที่ไปตั้งแต่ยุคโจรโพกผ้าเหลือง (ค.ศ.183) เนื้อเรื่องเน้นการชิงอำนาจในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น ของก๊กต่างๆ อันประกอบด้วยวุยก๊ก (เว่ย์ 魏) จ๊กก๊ก (ฉู่ 蜀) และง่อก๊ก (หวู 吳) จนไปถึงการสถาปนาราชวงศ์จิ้นโดยสุมาเอี๋ยนหลานชายของสุมาอี้ (บุตรชายของสุมาเจียว) สามก๊กเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับไซอิ๋ว ซ้องกั๋ง และความฝันในหอแดง บางคนบอกว่าสามก๊กเป็น บทเรียนตำราพิชัยสงคราม ภาคปฏิบัติ
สามก๊กฉบับต้นฉบับนั้น แต่งขึ้นโดย "เฉินโซ่ว" ชาวเสฉวนที่มีชีวิตอยู่ในยุคสามก๊กจริงๆ แต่เกิดไม่ทันฉากสำคัญหลายฉาก เขาเกิดใน ค.ศ. 233 หลังพระเจ้าเหี้ยนเต้ตกบัลลังก์ไปแล้ว ตระกูลของเขานั้นทำงานเป็นบริวารให้จ๊กก๊กของเล่าปี่ รวมทั้งตัวเขาด้วย แต่พ่อเขาบันทึกเรื่องราวการต่อสู้ของทั้งสามก๊กไว้อย่างละเอียดและเป็นจริง
ค.ศ. 263 แผ่นดินจ๊กก๊กที่เขาอยู่ประกาศยอมแพ้ต่อวุยก๊ก เฉินโซ่วและครอบครัว และชาวจ๊กก๊กอื่นๆ จึงถูกนำตัวไปที่วุยก๊ก ขณะนั้นสุมาเจียว (司馬昭) อ๋องแห่งวุยก๊ก เสียชีวิตลง สุมาเอี๋ยนขึ้นเป็นวุยอ๋องแห่งวุยก๊กแทนแทน
ค.ศ. 265 สุมาเอี๋ยน ขับพระเจ้าโจฮวน (曹奐) ออกจากราชบัลลังก์และสถาปนาตนเป็นพระเจ้าจิ้นหวู่ตี้ (晉武帝) จักรพรรดิพระองค์แรกแห่งราชวงศ์ใหม่ ราชวงศ์จิ้นตะวันตก และ 15 ปีต่อมา ก็สามารถรวบรวมสามก๊กเป็นหนึ่งเดียวได้ พระเจ้าจิ้นหวู่ตี้ทรงโปรดให้เฉินโซ่ว รวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงศึกสามก๊กอย่างละเอียด ตั้งแต่ช่วงพระเจ้าเลนเต้ขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 168 จนถึงการรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวใน ค.ศ. 280 อย่างละเอียด เพื่อเอากลศึกต่างๆ ที่เกิดในยุคนี้ให้เป็นตำราสงครามให้แก่คนรุ่นหลัง สามก๊กฉบับแรกนี้มีชื่อว่า "ซานกว๋อจื้อ" แต่ซานกว๋อจื้อก็ไม่ได้รับความนิยม
ต่อมาในช่วงใดช่วงหนึ่งระหว่าง ค.ศ. 1330 - ค.ศ. 1400 หลอกว้านจง ก็ได้นำซานกว๋อจื้อมาแต่งใหม่ในรูปแบบนิยายกึ่งประวัติศาสตร์ โดยเนื้อเรื่องนำมาจากซานกว๋อจื้อบ้างและแต่งเพิ่มเองบ้าง ซึ่งเมื่อเทียบกับซานกว๋อจื้อนั้น พบว่ามาจากซานกว๋อจื้อ ร้อยละ 70 และแต่งเอง ร้อยละ 30 โดยประมาณ ซึ่งจุดที่เป็นการแต่งเติม นักประวัติศาสตร์พอคาดเดาได้บางจุด เช่น
จุดแรก จุดเริ่มต้นของเรื่อง ฉากที่ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย ได้กรีดเลือดสาบานเป็นพี่น้องกันนั้น สมัยนั้นยังไม่มีประเพณีการสาบานเป็นพี่น้องกันแบบนี้ มีเพียงการดื่มเลือดสาบานของเหล่าบ่าวรับใช้ว่าจะจงรักภักดีต่อนายเท่านั้น การดื่มเลือดสาบานเป็นพี่น้องนั้นมาจากลัทธิหมิงเจี้ยว ที่เพิ่งเกิดขึ้นและโด่งดังมากในช่วงชีวิตของหลอกว้านจง และหลอกว้านจงได้นำลัทธิหมิงเจี้ยวนี้เอง มาใส่ลงวรรณกรรมสามก๊กของตน และในซานกว๋อจื้อของเฉินโซ่วก็ไม่ได้กล่าวว่ามีการดื่มเลือดสาบานระหว่างเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุยแต่อย่างใด
อีกจุดหนึ่งที่เด่นๆ คือ จุดที่กล่าวว่า ขงเบ้งตอนจนตรอกถูกสุมาอี้ยกทัพมากว่าแสนคนจะมายึดเมืองเสเสีย ขณะที่ตนมีเพียงทหารที่ไม่ชำนาญศึกเพียงห้าพันนาย ขงเบ้งจึงเปิดประตูเมืองทุกบาน ให้ทหารปลอมเป็นชาวเมืองและทำกิริยาเหมือนเป็นชาวบ้านกำลังทำกิจวัตรตามปกติ ส่วนขงเบ้งก็ไปนั่งดีดพิณบนกำแพงเมืองอย่างสบายใจ เมื่อสุมาอี้มาถึงเห็นว่าชาวเมืองและขงเบ้งไม่มีอาการตกใจหรือลนลาน ขงเบ้งคงเตรียมการรับมือไว้อย่างดีแล้วกระมัง เราคงสู้ขงเบ้งไม่ได้ สุมาอี้จึงถอยทัพไปเอง จุดที่กล่าวมานี้ไม่มีในซานกว๋อจื้อ แต่หลอกว้านจง นำประวัติศาสตร์จากยุคจิ๋นซีฮ่องเต้มา โดยมีเรื่องราวว่า ในสมัยนั้นจีนก็แตกเป็นแคว้นๆ ดังเช่นยุคสามก๊ก และมีช่วงหนึ่ง รัฐฉู่ยกทัพมาจะรบรับรัฐเจิ้ง รัฐเจิ้งอ่อนแอกว่ารัฐฉู่อย่างเห็นได้ชัด แต่แม่ทัพใหญ่แห่งรัฐเจิ้งได้หลอกชาวเมืองว่ารัฐฉู่มาค้าขายไม่ใช่มารบ ชาวเมืองจึงเชื่อสนิทยกข้าวของมาค้าขายนอกกำแพงรัฐอย่างเอิกเกริก เมื่อทัพฉู่มาถึงก็ตกใจว่าทำไมรัฐเจิ้งไม่ตกใจลนลานกลับทำทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่จะเป็นกลลวงหรือเปล่า บุกเข้าไปเราคงตายหมดแน่ ทัพฉู่จึงถอยทัพ
หลอกว้านจงจึงนำเรื่องราวนี้มาแต่งเพิ่มลงในสามก๊กฉบับของตน และหลอกว้านจงยังมีการแต่งเพิ่ม หรือดัดแปลงเนื้อเรื่องจากซานกว๋อจื้ออีกหลายจุด เมื่อหลอกว้านจงแต่งเสร็จ สามก๊กของหลอกว้านจงก็เป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน
ฉบับภาษาไทยมีหลายสำนวนแปล ที่โด่งดังคือฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) และยาขอบ (สามก๊กฉบับวณิพก)
วรรณกรรมชิ้นนี้ยังได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นสุดยอดวรรณกรรมชิ้นหนึ่งของโลกด้วย
Credit.วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
...
ยุคสามก๊ก
ปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกของพระเจ้าเฮี้ยนเต้ Emperor Xian of Han (จีนกลาง: ฮั่นเซี่ยนตี้) ภายใต้การบังคับและครอบงำของโจโฉ (จีนกลาง: เฉาเชา) เหล่าขุนศึกต่างครอบครองดินแดนของตน กองทัพของอ้วนเสี้ยว (จีนกลาง: หยวนเซ่า) และของโจโฉ มีอำนาจในบริเวณตอนกลางและตอนปลายของลุ่มแม่น้ำฮวงโห ถือเป็นกองกำลังทหารที่มีอำนาจสูงสุดทางภาคเหนือ ต่อมาโจโฉโจมตีเอาชนะกองทัพของอ้วนเสี้ยวได้สำเร็จ จึงรวบรวมดินแดนทางเหนือทั้งหมดเป็นของฝ่ายตน ส่วนภาคใต้บริเวณตอนกลางลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงเป็นเขตอิทธิพลของเล่าเปียว (จีนกลาง: หลิวเปี่ยว)ซึ่งอยู่ในสภาวะสงบและมั่นคง ถือเป็นดินแดนสันติสุข ด้านตอนปลายแม่น้ำแยงซีเกียงอยู่ในอำนาจของซุนกวน (จีนกลาง: ซุนเฉวียน) มีฐานะทางการเมืองมั่นคงเช่นกัน
สงครามเซ็กเพ็ก (ชื่อปี้)
ปี ค.ศ. 208 โจโฉส่งกองทัพลงใต้เพื่อโจมตีเขตอิทธิพลของเล่าเปียว โดยใช้กองทัพเรือจิงโจวบุกประชิด ซินเหยี่ย (ซินเอี๋ย) ทั้งทางบกและทางน้ำ ระหว่างสงครามนั้นเล่าเปียวป่วยและสิ้นชีวิต บุตรชายของเขายอมจำนนต่อเฉาเชา แต่เล่าปี่ (จีนกลาง: หลิวเป้ย) ซึ่งอาศัยอยู่กับเล่าเปียวยังคงตั้งรับข้าศึก ไม่ยอมจำนน และส่งกุนซือจูกัดเหลียง(จีนกลาง: จูเก๋อเลี่ยง, ฉายา: ขงเบ้ง จีนกลางว่า ขงหมิ่ง) ไปเจรจาขอความช่วยเหลือจากซุนกวน ซึ่งต้องการพันธมิตรต่อต้านโจโฉที่มีเจตนารมณ์รวบรวมแผ่นดินทั้งหมดเป็นของฝ่ายตน จึงส่งแม่ทัพเรือจิวยี่ (จีนกลาง: โจวอี่) ไปสมทบกับกองทหารของเล่าปี่โดยประจันหน้ากันอยู่คนละฝั่งลำน้ำเซ็กเพ็ก
กลยุทธเผด็จศึกโจโฉ
กองทัพของโจโฉเดินทางไกลจากทางเหนือสู่ภาคใต้ ซึ่งมีลักษณะเป็นลุ่มน้ำและอุดมไปด้วยโรคาพยาธิมากมาย ทำให้ทหารส่วนมากของกองทัพได้ป่วยเป็นโรคซึ่งเกิดจากพยาธิเป็นจำนวนมาก และทางกองทัพพันธมิตรของซุนกวนและเล่าปี่ ซึ่งคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมมากกว่า ได้ต้านทาน กองทัพโจโฉได้เป็นเวลานาน ทำให้ศึกยืดเยื้อ ประกอบกับทหารส่วนมากของทัพโจโฉป่วยเป็นโรคไม่สามารถทำการรบให้แตกหักได้ รังแต่จะเสียเปรียบ โจโฉ จึงสั่งเผาทัพเรือตนเองและถอนทัพกลับ กลยุทธนี้ภายหลังวรรณกรรมสามก๊กได้นำไปแต่งต่อเติม จนกลายเป็นเรื่องอภินิหารในการเรียกลมฝนของขงเบ้งแล้วยังขยายความเป็นอัจฉริยะในกลยืมธนู และแต่งเติมให้ โจโฉ เบาปัญญาถึงขนาดในการรบทางน้ำแต่กลับผูกเรือติดกันเป็นแพให้เผาได้โดยง่าย ถึงกระนั้นความเป็นจริงที่บันทึกทางประวัติศาสตร์ก็ได้บันทึกไว้ว่าโจโฉสั่งเผากองเรือและถอนทัพกลับในศึกเซ็กเพ็กครั้งนี้
เขตอำนาจของสามก๊ก
หลังจากสิ้นสงครามเซ็กเพ็กแล้ว อำนาจในแผ่นดินแบ่งเป็น 3 ฝ่ายอย่างชัดเจนมากขึ้น ดังนี้
วุ่ยก๊ก ของโจโฉ มีอำนาจบริเวณแถบลุ่มแม่น้ำฮวงโห ถือเป็นรัฐที่แข็งแกร่งที่สุด มีขุนพลและที่ปรึกษาผู้มีความสามารถเป็นกำลังจำนวนมาก โดยเฉพาะขุนนางในตระกูลซือหม่า (สามก๊กฉบับภาษาไทยเรียกชื่อว่าตระกูลสุมา)
ง่อก๊ก ของซุนกวน ครองอำนาจที่ปากแม่น้ำแยงซีเกียง มีแม่ทัพจิวยี่ ผู้ชาญฉลาดและมีความภักดีเป็นกำลังสำคัญ
จ๊กก๊ก ของ หลิวเปี้ย (เล่าปี่) มีอิทธิพลในแถบชิงอี้โจวกับฮั่นจง มีมิตรสหายที่เก่งกาจและซื่อสัตย์ยิ่ง อีกทั้งยังมีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วแผ่นดินจากอดีตจนถึงปัจจุบัน คือ กุนซือจูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) ขุนศึก 3 คน คือ กวนอู(จีนกลาง: กวนอี่) เตียวหุย (จีนกลาง: จางเฟย) และจูล่ง (จีนกลาง: เจ้าอวิ๋น) แต่ถือเป็นรัฐอ่อนแอที่สุด
การรวมสามก๊กเป็นหนึ่งเดียว
ความขัดแย้งระหว่างซุนกวนกับเล่าปี่มีมาต่อเนื่องจากเรื่องการยึดดินแดนบางส่วนของเล่าปี่ และเรื่องซุนกวนสังหารกวนอู พี่น้องร่วมสาบานของเล่าปี่ เมื่อเขาสถาปนาอาณาจักรจ๊กก๊กอย่างเป็นทางการและตั้งตนเป็นเจ้า จึงเริ่มภารกิจแก้แค้นให้กวนอูโดยไม่ฟังคำทัดทานของกุนซือจูกัดเหลียง จนต้องพ่ายแพ้กลับมาและสิ้นชีวิตในเวลาต่อมา กุนซือของเขายังคงพยายามตีเมืองเหนือตามปณิธานของประมุขต่อเนื่อง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
หลังจากกุนซือจูกัดเหลียงสิ้นชีวิต ทายาทของเล่าปี่ไม่มีความสามารถเพียงพอ ทำให้จ๊กก๊กของเล่าปี่อ่อนแอลง ส่วนวุยก๊กของโจโฉซึ่งเสียชีวิตไป ทายาทของเขามิอาจรักษาอำนาจไว้ได้ จึงถูกสองพ่อลูกตระกูลสุมาแย่งชิงการครองแผ่นดินไป สุมาเจียว (จีนกลาง: ซือหม่าเจา) นำทหารบุกตีพวกจ๊กก๊กของเล่าปี่แตก (ยุคหลังจากกุนซือจูกัดเหลียงสิ้นชีวิตแล้ว) แล้วยึดครองแผ่นดินส่วนนั้นไว้ ต่อมาสุมาเอี๋ยน (จีนกลาง: ซือหม่าเหยียน) บุตรชายของสุมาเจียวสถาปนาตนเป็นจักรพรรดินามว่า พระเจ้าจิ้นอู่ตี้ ซึ่งถือเป็นต้นราชวงศ์จิ้น ในปี ค.ศ. 280 พระองค์นำกองทัพบุกตีง่อก๊กของซุนกวนแตก ถือเป็นการรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวกันได้สำเร็จ
โจโฉเป็นขุนศึกที่เติบโตขึ้นมาในช่วงสุดท้ายของราชวงศ์ฮั่น โดยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการของจักรพรรดิฮั่นองค์สุดท้าย ในช่วงนั้น แผ่นดินทางใต้ของประเทศจีนได้แยกตัวเป็นอิสระอีก 2 ก๊ก ได้แก่ จ๊กก๊ก ของ เล่าปี่ และ ง่อก๊ก ของ ซุนกวน สร้างสภาพ 3 อาณาจักรตั้งประชันกัน อย่างไรก็ตามโจโฉไม่ได้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ โดยวุยก๊กเริ่มนับจากการประกาศตัวเป็นกษัตริย์ของโจผี ลูกชายของโจโฉ ในปี ค.ศ. 220
วุยก๊กรบชนะจ๊กก๊กได้ใน ค.ศ. 263 แต่หลังจากนั้นไม่นาน ค.ศ. 265 ผู้สำเร็จราชการสุมาอี้ได้ล้มล้างวุยก๊ก และตั้งราชวงศ์จิ้น ขึ้น
เมืองหลวงของวุยก๊กคือ ลกเอี๋ยง ซึ่งก็คือเมืองหลวงอย่างแท้จริงในยุคนั้นด้วย (ปัจจุบันคือ ลั่วหยาง)
2.ง่อก๊ก (จีนตัวเต็ม 東吳 พินอิน dōng wú ภาษาอังกฤษ Eastern Wu) เป็นหนึ่งในอาณาจักรยุคสามก๊กของประเทศจีน ตั้งอยู่บริเวณดินแดนเจียงหนัน แถบปากแม่น้ำแยงซีเกียง เมืองหลวงของง่อก๊กคือบริเวณเมืองนานกิงในปัจจุบัน
ง่อก๊กดำรงอยู่ระหว่าง ค.ศ. 222 - ค.ศ. 280 เป็นหนึ่งในสามก๊กที่ตั้งประชันกันหลังการล่มสลายของราชวงศ์ฮั่น (อีกสองก๊กคือ วุยก๊ก ทางเหนือ และ จ๊กก๊ก ทางตะวันตก) ง่อก๊กซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ นำโดยซุนกวน ซึ่งเป็นผู้นำตระกูลซุนโดยสืบทอดตำแหน่งมาจากซุนเซ็กพี่ชาย ซุนกวนไม่ได้มีความตั้งใจจะเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่เช่นเดียวกับผู้นำอีกสองก๊ก แต่เนื่องจากทั้งโจผีและเล่าปี่ต่างตั้งตัวเป็นกษัตริย์ ซุนกวนจึงประกาศตามใน ค.ศ. 229
ง่อก๊กในยุคสามก๊ก เป็นก๊กที่มีสภาพเศรษฐกิจดี เนื่องจากมีชัยภูมิดีเหมาะกับการค้าขายทางน้ำ สินค้าของง่อก๊กที่เป็นที่รู้จักดี คือ ผ้าไหม และเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งตระกูลซุนเอง ก็เป็นตระกูลพ่อค้าด้วย
ง่อก๊กถึงจุดสิ้นสุดโดยการโจมตีจากสุมาเอี๋ยน จักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์จิ้น เมื่อ ค.ศ. 280 โดยเป็นก๊กที่มีอายุยาวที่สุดในบรรดาสามก๊ก
เชื่อกันว่าคนจีนไปถึงเกาะไต้หวันครั้งแรกในยุคของง่อก๊ก
3.จ๊กก๊ก (จีนแบบเต็ม สู่ฮั่น 蜀漢 หรือ สู่ 蜀; พินอิน Shǔ Hàn) เป็นอาณาจักรหนึ่งในยุคสามก๊กของประเทศจีน ก่อตั้งหลังการล่มสลายของราชวงศ์ฮั่น มีช่วงเวลาตั้งแต่ ค.ศ. 221 – 263 มีอาณาบริเวณอยู่แถบมณฑลเสฉวนในปัจจุบัน อีกสองอาณาจักรคือวุยก๊ก ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือ และง่อก๊กทางตะวันออกเฉียงใต้
จ๊กก๊กก่อตั้งโดยเล่าปี่ซึ่งสืบเชื้อสายห่างๆ มาจากกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น ผู้ที่แนะนำให้เล่าปี่ตั้งตัวเป็นอิสระคือที่ปรึกษาขงเบ้ง (ยุทธศาสตร์แบ่งแผ่นดินเป็นสาม) ในช่วงแรกเล่าปี่ยังไม่ได้ตั้งตัวเป็นฮ่องเต้ แต่หลังจากโจผีสืบทอดอำนาจวุยก๊กจากโจโฉและตั้งตัวเป็นกษัตริย์ เล่าปี่จึงประกาศตัวเป็นกษัตริย์ฮั่นองค์ถัดไป
เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้นตลอดเวลา จ๊กก๊กจึงอ่อนแอลงในช่วงหลัง และโดนวุยก๊กกลืนไปใน ค.ศ. 263
ศึกต่างๆในสามก๊ก
ศึกกัวต๋อ (官渡之戰, Battle of Guandu) เกิดขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียงในปี ค.ศ. 200 เป็นศึกที่โจโฉได้ชัยชนะต่ออ้วนเสี้ยว จุดตัดสินผลการรบของศึกนี้อยู่ที่การลอบโจมตีทัพขนเสบียงของอ้วนเสี้ยวที่อัวเจ๋า ทำให้ทัพอ้วนเสี้ยวขาดเสบียงและเกิดความระส่ำระสายไปทั้งกองทัพ จากแผนการของเขาฮิว ซึ่งเดิมอยู่กับอ้วนเสี้ยว แต่มาอยู่ข้างโจโฉ เพราะคาดการณ์ว่าอ้วนเสี้ยวต่อไปจะพ่ายแพ้แน่ ทั้ง ๆ ที่เริ่มต้นกองทัพของอ้วนเสี้ยวมีมากกว่าโจโฉถึง 10:1 แต่โจโฉนำทัพอย่างใจเย็นค่อย ๆ รุกคืบ และฝ่ายอ้วนเสี้ยวก็โลเลไม่ยอมทำศึกแตกหัก จึงต้องประสบความพ่ายแพ้ในที่สุด ภายหลังศึกนี้ อ้วนเสี้ยวเสียใจมาก อีกทั้งลูกชาย 2 คน คือ อ้วนซีกับอ้วนถำก็บาดหมางถึงขนาดฆ่ากัน จนต้องกระอักเลือดชีวิตในเวลาต่อมาไม่นาน ศึกนี้นำมาสู่การล่มสลายของตระกูลอ้วน เมื่อบุคคลสำคัญ ๆ ในตระกูลได้ล้มตายหมดสิ้น อีกทั้งเป็นศึกที่โจโฉได้สร้างชื่อเสียงไว้มาก และทำให้ได้ครองอำนาจใหญ่แต่เพียงผู้เดียวในดินแดนภาคเหนือของจีน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบโจโฉใช้เวลาทำศึกครั้งนี้นานถึง 7 ปี
ในวรรณกรรม เริ่มแรกจากที่เล่าปี่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าเฮี้ยนเต้ในพระราชวัง จากที่มีความดีความชอบในการปราบตั๋งโต๊ะและลิโป้ พระองค์ทรงให้ตรวจพงศาวลี พบว่าเล่าปี่สืบสายเชื้อสายมาจากตงสานเชงอ๋องจริง จึงให้ความเคารพเล่าปี่และทรงเรียกเล่าปี่ว่า พระเจ้าอา และเชื้อเชิญให้ไปปรึกษาราชการเป็นการส่วนพระองค์ ทำให้โจโฉเกิดความระแวงในตัวเล่าปี่ อีกทั้งในเวลาเดียวกันนั้น ตังสินร่วมมือกับเกียดเป๋งหมายจะลอบฆ่าโจโฉ แต่ไม่สำเร็จ โจโฉยิ่งเพิ่มความระแวงในตัวผู้ที่อยู่ตรงกันข้าม เล่าปี่จึงตัดสินใจหนีออกจากเมืองไปเข้าร่วมกับอ้วนเสี้ยว เพื่อชักชวนให้ปราบโจโฉ
โจโฉได้ทำการฝังศพอ้วนเสียวอย่างสมเกียรติ และได้ซื้อใจราษฎรด้วยการงดภาษีถึง 1 ปี และต่อมาได้ร่างโคลงถึงการรบในครั้งนี้ด้วย ที่เขาจรดทะเลเช่นเดียวกับฮั่นอู่ตี้ อดีตฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ในราชวงศ์ฮั่นเคยกระทำ หลังจากชนะศึกที่นี่เช่นกัน
สำหรับฝ่ายเล่าปี่ นี่เป็นศึกอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่ทำให้เล่าปี่แตกหักกับฝ่ายโจโฉอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนับต่อจากนี้ทั้งคู่จะขับเขี่ยวกันไปตลอด
ปล.สีแดง - ดินแดนของโจโฉ
สีน้ำเงิน - ดินแดนของอ้วนเสี้ยว
ทุ่งพกบ๋อง เป็นช่องเขาหลังเมืองซินเอี๋ย เป็นช่องทางหนึ่งที่จะเข้าเมืองได้ เป็นทางแคบ ทางซ้ายเป็นเขา ชื่อ เขาอีสัน ทางขวาเป็นป่าชื่อ ป่าอันหลิม เมื่อแฮหัวตุ้นยกทัพเรือนแสนมาหมายจะขยี้เมืองซินเอี๋ย และตั้งทัพอยู่ห่างจากเมืองเพียง 40 ลี้ ขงเบ้งได้รับกระบี่อาญาสิทธิ์จากเล่าปี่ ให้บัญชาการทัพได้เต็มที่ ขงเบ้งได้มอบหมายให้เล่าปี่และจูล่งยกทัพไปสู้กับแฮหัวตุ้นซึ่ง ๆ หน้า แต่ต้องแสร้งแพ้เพื่อล่อให้แฮหัวตุ้นยกทัพตามเข้ามาในทุ่งพกบ๋อง เพื่อที่กวนอูและเตียวหุยที่ซ่อนทัพในป่าและเขาด้านข้างใช้ไฟเผาทั้งเป็นตามแผน
โดยแต่แรกนั้น กวนอูและเตียวหุยไม่เชื่อมั่นในตัวขงเบ้ง แต่เมื่อแผนการนี้สำเร็จ ทหารของแฮหัวตุ้นเสียชีวิตในการนี้หลายหมื่นคน กวนอูและเตียวหุยก็ได้ให้ความมั่นใจและศรัทธาในตัวขงเบ้ง และหลังจากนั้นไม่นาน โจโฉก็ยกทัพหลวงมาเองเพื่อที่จะแก้แค้นในการศึกนี้ โดยให้โจหยินเป็นแม่ทัพใหญ่ ยกไปที่เมืองซินเอี๋ย ซึ่งขงเบ้งก็ใช้อุบายทำให้เมืองซินเอี๋ยเป็นเมืองร้าง และใช้ไฟเผาทัพของโจโฉอีกครั้ง เมื่อทหารที่หนีรอดมาได้ก็ถูกน้ำซัดอีกครั้ง จากกวนอูที่ทลายเขื่อนกั้นแม่น้ำแปะโห
การศึก 2 ครั้งนี้นับได้ว่า ขงเบ้ง เป็นแม่ทัพที่เหนือแม่ทัพคนอื่น ๆ เพราะสามารถใช้พลังธรรมชาติ อันได้แก่ ไฟและน้ำ มาเป็นประโยชน์ในการทำลายทัพเรือนแสนได้ โดยไม่ต้องสูญเสียทหารฝ่ายตนมากนัก และอีกครั้งที่ขงเบ้งใช้เงื่อนไขของพลังธรรมชาติ คือ หมอกและลม คราวศึกเซ็กเพ็ก ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากนี้ จึงเป็นที่มาของฉายา "ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร"
ศึกผาแดง (อังกฤษ:Battle of Red Cliffs ;จีน:赤壁之戰) หรือ ศึกเซ็กเพ็ก หรือ ศึกเปี๊ยะเชี๊ยะ หรือ ศึกชื่อปี้ (Battle of Chìbì) เป็นสงครามที่มีความสำคัญที่สุดสงครามหนึ่งในสมัยสามก๊ก ศึกผาแดงนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 208 โดยฝั่งหนึ่งเป็นกองทัพพันธมิตรของเล่าปี่และซุนกวนทางตอนใต้ และอีกฝั่งคือทัพของโจโฉทางตอนเหนือ ซุนกวนและเล่าปี่นั้นได้ชัยชนะเหนือโจโฉ ทำให้ความพยายามในการยึดดินแดนทางใต้ของโจโฉต้องล้มเหลวลง โดยจุดแตกหักเกิดขึ้น ณ ตำบลที่เรียกว่า "เซ็กเพ็ก" ริมแม่น้ำแยงซีเกียง ศึกผาแดงนี้นับว่าเป็นศึกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสามก๊กและประวัติศาสตร์จีนก็ว่าได้
ในวรรณคดี เล่าปี่ต้องทิ้งเมืองซินเอี๋ยและอ้วนเสียอพยพราษฎรจำนวนมากเพื่อหนีการตามล่าจากโจโฉไปอยู่ที่เมืองแฮเค้าของเล่ากี๋ จากนั้นจึงส่งขงเบ้งไปเป็นทูตเจรจาขอให้ซุนกวนร่วมกันต้านโจโฉ ขณะที่โจโฉสามารถยึดเกงจิ๋วที่เดิมเป็นของเล่าเปียวได้สำเร็จ เพราะชัวมอคิดทรยศยอมยกเมืองให้โจโฉ ซึ่งภายหลังโจโฉก็สั่งสังหารเล่าจ๋องและชัวฮูหยินเสีย และประหารชัวมอและเตียวอุ๋น ตามแผนของจิวยี่ แม่ทัพใหญ่ฝ่ายง่อก๊ก
ฝ่ายขงเบ้งเมื่อไปถึงกังตั๋ง ต้องเผชิญกับที่ปรึกษาของซุนกวนหลายคนรุมถล่มด้วยวาจา แต่สามารถโต้กลับไปได้ทุกคน ในที่สุดซุนกวนและจิวยี่ก็ตัดสินใจรบกับโจโฉเพราะถูกขงเบ้งยั่วจนเกิดโทสะ ทั้ง 2 ทัพตั้งทัพคอยประจัญบานกัน ตลอดเวลาที่ขงเบ้งอยู่ที่นี่ จิวยี่พยายามหาทุกวิถีทางที่จะหาเรื่องสังหารขงเบ้งให้ได้ แต่ขงเบ้งก็สามารถเอาตัวรอดไปได้ทุกครั้ง เช่น สั่งเกณฑ์ขงเบ้งให้ทำลูกธนูแสนดอกให้เสร็จภายใน 10 วัน แต่ขงเบ้งขอเวลาแค่ 3 วัน โดยการใช้เรือเบาบรรทุกหุ่นฟางแล่นไปหาฝ่ายโจโฉในยามดึกหลังเที่ยงคืนขณะที่หมอกลงจัด ทหารฝ่ายโจโฉจึงระดมยิงธนูเข้าใส่ แต่ก็ติดกับหุ่นฟาง ลูกธนูแสนดอกจึงได้โดยไม่ต้องออกแรงอะไร และอีกครั้งเมื่อจิวยี่ต้องการลมสลาตันเพื่อเผาทัพเรือโจโฉ ที่ถูกผูกเป็นแพเดียวกันด้วยอุบายของบังทอง แต่เนื่องจากเป็นฤดูหนาวไม่มีลมสลาตัน จิวยี่เครียดกับเรื่องนี้จนกระอักเลือดล้มป่วยลง ขงเบ้งจึงทำพิธีเรียกลมขึ้น ในที่สุดเมื่อถึงวันที่ต้องแตกหัก ตรงกับวันแรม 5 ค่ำ เดือนอ้าย (ตรงกับวันที่ 10 เดือน 10 ตามปฏิทินจีน) ลมสลาตันก็มา ในที่สุดก็สามารถกองทัพของโจโฉให้ราบคาบได้ โจโฉต้องหลบหนีไปอย่างทุลักทุเลเกือบเอาชีวิตไม่รอด และขงเบ้งก็ได้ให้กวนอูดักพบโจโฉเป็นด่านสุดท้าย เพื่อที่จะให้กวนอูไว้ชีวิตโจโฉ เพื่อล้างบุญคุณที่เคยมีต่อกันในอดีตด้วย
หลังจากเสร็จสิ้นศึกนี้ ทัพซุนเล่านั้นได้ยึดดินแดนเกงจิ๋วเกือบทั้งหมด โดยทัพจิวยี่สามารถเอาชนะโจหยิ