โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน

6
คะแนน
 
โดย boi9999 เป็นกระทงร้อน 5 เดือนที่แล้ว
เข้าเวปอาทิตย์ละ2ช.ม.เซ็งงานเยอะตลอด เฮ้อ.... ไม่ว่างซะที
 

เรือประจัญบานเต็มรูปแบบ ลำแรกของกองทัพเรือนาซีเยอรมัน (Kriegsmarine)ภาพกราฟฟิคครับภาพแท้แทบไม่เหลืออังกฤษเผาหมดหายากครับ โหวตหน่อยอุอุ

คะแนน: 7 ชอบ, 1 ไม่ชอบ

tag: คลิป ประวัติศาสตร์ สงคราม เทคโนโลยี เรือ เรือรบ

ประเภท: การเมือง
14 บทวิจารณ์  |  2,744 คนอ่าน
 
วีดีโอคลิป
URL  
Embed  
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
KMS BISMARCKเป็นเรือประจัญบานเต็มรูปแบบ ลำแรกของกองทัพเรือนาซีเยอรมัน (Kriegsmarine) และเป็นเรือประจัญบานที่โด่งดังที่สุดในสงครามโลกครั้งที่2 ด้วยการสำแดงพลัง จมเรือลาดตะเวณประจัญบาน "ฮู้ด" ของอังกฤษ จมในยุทธนาวีที่ช่องแคบเดนมาร์ก
วันพิธีปล่อยเรือบิสมาร์คลงน้ำหลังประสบความสำเร็จในการต่อเรือลาดตระเวณประจัญบานชั้น กไนส์เนาส์ จึงได้เริ่มโครงการต่อเรือประจัญบานชั้นบิสมาร์คขึ้น โดยได้เริ่มวางกระดูกงูในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1936 และปล่อยลงน้ำในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1939 โดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมัน และ โดโรธี ฟอน โลเวนเฟล หลานของ ออตโต ฟอน บิสมาร์ค อดีตรัฐบุรุษแห่งจักรวรรดิเยอรมัน มาเป็นประธานการปล่อยเรือลงน้ำ บิสมาร์ค ขึ้นระวางประจำการในวันที่ 24สิงหาคม ค.ศ. 1940 มีนาวาเอก เอิร์นส์ ลินเดอมานน์ เป็นผู้บังคับการเรือคนแรกและคนเดียว
หลังการเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันได้ทำการส่งกองเรือผิวน้ำและกองเรือดำน้ำออกปฏิบัติการจมกองเรือลำเลียงของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างหนัก และประสบความสำเร็จอย่างสูง ระหว่างฤดูหนาว ปี1940-1941 ในปฏิบัติการโจมตีกองเรือลำเลียงของอังกฤษในยุทธการเบอร์ลิน โดยเรือลาดตระเวณประจัญบาน ชาร์นฮอร์ส และ กไนเนาส์ ภายใต้การบัญชาการของ พลเรือเอก กึนเธอร์ ลึทเจนต์ ประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถจมและยึดเรือข้าศึกได้ 22 ลำ รวมระวางขับน้ำ 116,000 ตัน ฝ่ายเสนาธิการทหารเรือเยอรมันต้องการเห็นความสำเร็จในปฏิบัติการของกองเรือผิวน้ำอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจจะให้ส่งกองเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่ที่สุดที่เยอรมันมี ได้แก่ เรือประจัญบาน บิสมาร์ค และ ทีร์ปีตส์ เรือลาดตระเวณประจัญบาน กไนส์เนาส์ และ ชาร์นฮอร์สต์ เข้าปฏิบัติการต่อตีกองเรือผิวน้ำของฝ่ายพันธมิตรร่วมกัน แต่ปัญหาคือ ชาร์นฮอร์สต์ ต้องทำการซ่อมแซมเครื่องจักรใหญ่ในอู่แห้งจนถึงเดือนมิถุนายน ทีร์ปีตส์ เพิ่งขึ้นระวางประจำการในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่พร้อมปฏิบัติการจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิ มีเพียงบิสมาร์คเท่านั้น ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการซ้อมในทะเลบอลติกและพร้อมออกปฏิบัติการ

ยุทธการ ไรนบุง (Operation Rienbung)
บิสมาร์ค ขณะแล่นในทะเลบอลติกถึงแม้ว่ากองเรือขนาดใหญ่ของเยอรมันจะประสบปัญหาและไม่พร้อมออกทะเลก็ตาม แต่ฝ่ายเสนาธิการทหารเรือเยอรมันก็เร่งรัดให้รีบส่งกองเรือขนาดใหญ่ออกตีกองเรือสัมพันธมิตรในแอตแลนติกให้ได้ เหตุเพราะว่า จากการต่อตีกองเรือของอังกฤษที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ของอังกฤษย่ำแย่อย่างหนัก ทำให้ฝ่ายอังกฤษมีการนำเรือรบมาคุ้มกันเรือลำเลียงมากขึ้น และฝ่ายเยอรมัน ก็ได้กลัวว่า หากสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงคราม จะทำให้ปฏิบัติการทางทะเลของเยอรมันยิ่งประสบความลำบาก เยอรมันจึงควรส่งกองเรือขนาดใหญ่ออกปฏิบัติการกดดันการลำเลียงทางทะเลของอังกฤษอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายเยอรมันจึงต้องส่ง บิสมาร์ค ออกปฏิบัติการต่อตีกองเรือผิวน้ำอังกฤษ ตั้งแต่แอตแลนติกเหนือไปจนถึงเส้นศูนย์สูตร ร่วมกับกองเรือดำน้ำ และเพื่อเป็นการหลอกล่อกองเรือคุ้มกันของอังกฤษให้ไล่ตามบิสมาร์ค เพื่อเปิดโอกาสให้เรือดำน้ำและเรือผิวน้ำของฝ่ายเยอรมันสามารถโจมตีกองเรือลำเลียงได้ วันที่22เมษายน 1941 พลเรือเอก ลึทเจนต์ ได้ร่างแผนปฏิบัติการในชื่อ ยุทธการ "ไรนบุง" แต่ว่า เรือที่จะเข้าร่วมปฏิบัติการอื่นๆ ได้แก่ ทีร์ปีตส์ กไนส์เนาส์ และ ชาร์นฮอร์สต์ ล้วนไม่พร้อมปฏิบัติการทั้งสิ้น แม้แต่เรือลาดตะเวณหนัก ปริ๊นซ์ ออยเกิน ยังชนทุ่นระเบิดได้รับความเสียหาย ต้องทำการซ่อมแซม พลเรือเอกลึทเจนต์ ได้หารือกับจอมพลเรือเรเดอร์ ผู้บรรชาการทหารเรือเยอรมัน ให้เลื่อนแผนปฏิบัติการออกไป จนกว่า ทีร์ปีตส์ หรือ ชาร์นฮอร์สต์ จะพร้อมปฏิบัติการ แต่เรเดอร์ ยังคงให้ทำตามแผนที่วางไว้ต่อไป กำหนดออกเรือของบิสมาร์ค คือวันที่16พฤษภาคมจากเดิมคือวันที่14 เพื่อซ่อมแซมเคนกราบซ้ายที่ชำรุด และจะเริ่มแผนยุทธการไรนบุง ในวันที่18พฤษภาคม 1941

จากการสูญเสียเรือฮู้ด ทำให้อังกฤษจัดสินใจออกตามล่าบิสมาร์ค ทั้งทางเรือ และทางอากาศ จนกระทั่งตอนเช้าวันที่ 24 พฤษภาคม เครื่องบินปีกสองชั้นแบบ สวอร์ดฟิช (Swordfish) ฝูงหนึ่งจากเรือบรรทุกเครื่องบินวิคเตอริอัส (Victorious) เข้าทำการโจมตี บิสมาร์ค ด้วยตอร์ปีโด ซึ่งในจำนวนนั้นมีเพียงลูกเดียวที่เข้าเป้า แต่ก็แทบจะทำความเสียหายให้กับตัวเรือเลย แต่มีผลให้ลูกเรือบิสมาร์คเสียชีวิตไป 1 คน (เป็นคนแรกบนเรือบิสมาร์ค)
เวลา 03.00 น. ของวันที่ 25 พฤษภาคม บิสมาร์ค แล่นเรือด้วยลักษณะซิกแซก (Zigzaging) ผสมกับการหักเลี้ยวไป 270 องศา แล้วหลบหนีไปทางทิศตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้บิสมาร์ค สลัดหนีจากการติดตามของเรืออังกฤษ (ปรินซ์ ออฟ เวลล์ส และ นอร์ฟอล์ค) ได้สำเร็จ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ลุตเยนต์ ได้ส่งสารไปยังกองบัญชาการในเบอร์ลิน ในอีก 4 ชั่วโมงต่อมามีผลทำให้อังกฤษสามารถดักฟังข้อความนั้น และทำให้ทราบถึงจุดหมายปลายทางที่บิสมาร์ค กำลังจะไป รวมไปถึงตำแหน่งคร่าวๆ ของบิสมาร์คด้วย แต่ก็ด้วยเหตุบังเอิญอีกเช่นกันที่เรือคิงจอร์จ ที่ 5 (King George V) ซึ่งอยู่ใกล้บิสมาร์ค ที่สุด เกิดคำนวณตำแหน่งผิดพลาด จึงแล่นขึ้นไปทางทิศเหนือซึ่งทำให้เรือคิงจอร์จ ที่ 5 อยู่ห่างบิสมาร์ค มากขึ้นเรื่อยๆ อังกฤษยังคงไม่อาจติดตามไล่ล่า บิสมาร์ค ได้

บิสมาร์คยังคงรักษาเวลา และความเร็วได้ดี หากโชคเข้าข้างเยอรมัน บิสมาร์คจะเข้าสู่เขตปลอดภัยของประเทศฝรั่งเศส โดยจะได้รับการคุ้มกันภัยทางอากาศ และยังมีเรือพิฆาตช่วยสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งอังกฤษ และเยอรมัน (บิสมาร์ค) ต่างก็กำลังประสบปัญหาด้านเชื้อเพลิงอยู่

โชคเข้าข้างอังกฤษอีกครั้ง เพราะในช่วงสายของวันที่ 26 พฤษภาคม เครื่องบินตรวจการแบบแคทาลีน่า (Catalina) ของกองทัพอากาศอังกฤษบินออกจากฐานบินใน Lough Ernr เกาะ ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) ตรวจพบเรือบิสมาร์ค จากคราบน้ำมันที่ลอยเป็นสายในทะเล และได้แจ้งพิกัดไปยังกองบัญชาการ ซึ่งอังกฤษต้องเร่งรวบรวมกำลังพลเข้าสกัดกั้นบิสมาร์ ค เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้บิสมาร์ค เข้าเข้าสู่เขตที่ได้รับการคุ้มครองทางอากาศ ดังนั้นกองเรือกลุ่ม H (Force H) บังคับบัญชาโดยเจมส์ โซเมอร์วิลล์ (Admiral James Somerville) ซึ่งอยู่บริเวณยิบรอต้า (Gibraltar) เพื่อเข้าทำการสกัดกั้นการหนีของ บิสมาร์ค โดยมีกำลังรบหลักเป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน อาร์ค รอยัล (Ark Royal) เรือรบ เรนาว (Battlecruiser Renown) และเรือพิฆาต เชฟฟิล์ด (Cruiser Sheffield)
ท่ามกลางความมืด และหมอกควัน เครื่องบิน สวอร์ดฟิช จากเรือบรรทุกเครื่องบินอาร์ค รอยัล เริ่มออกปฏิบัติการโจมตีบิสมาร์ค ในการออกปฏิบัติการครั้งแรกของฝูง สวอร์ดฟิช เกิดความผิดพลาด เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้ายทำให้เข้าใจผิด และเข้าโจมตีเรือ เชฟฟิล์ด แทน แต่โชคดีที่การโจมตีนั้นพลาดเป้า ในการออกปฏิบติการครั้งที่สองก็ประสบความล้มเหลว เมื่อฝูงสวอร์ดฟิช ไม่พบแม้แต่เงาของ บิสมาร์ค แต่ในการออกปฏิบัติการครั้งที่สาม ซึ่งเป็นปฏิบิบัติการครั้งสุดท้ายนั้น ท่ามกลางความมืด ฝูงสวอร์ดฟิชก็พบ บิสมาร์ค และเข้าโจมตีทันที ตอร์ปีโดลูกหนึ่งปะทะเข้าที่กลางลำ แต่ไม่สร้างความเสียหายมากนัก และทันใดนั้นเอง “ปราฏิหารย์” ก็เกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.00 จอห์น มอฟแฟต (Pilot John Moffat) ประสบผลสำเร็จในการนำเครื่องบินฝ่าห่ากระสุน และทำการปล่อยตอร์ปีโดเข้าปะทะบิสมาร์ค ที่ส่วนท้ายของเรือ มีผลทำให้หางเสือขัดข้องจนใช้การไม่ได้ และติด - ค้างที่ 12 องศา บิสมาร์ค เริ่มวิ่งวนเป็นวง ลูกเรือบิสมาร์ค พยายามทุกวิถีทาง เพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ หนึ่งในนั้น คือวิธี “ระเบิด” หางเสือทิ้ง แล้วเดินทางต่อโดยใช้การควบคุมทิศทางจากใบจักรแทน แต่ในที่สุดก็ต้องยกเลิกแนวความคิดนี้ไป เนื่องจาก แรงระเบิดที่อาจทำลายใบจักร รวมถึงตัวเรือได้ ลุตเยนต์ ตัดสินใจส่งข้อความไปยังกองบัญชาการซึ่งเสมือนหนึ่งว ่าเป็นคำสัญญาก่อนตายว่า “เรือไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เราจะสู้จนกระทั่งกระสุนนัดสุดท้าย ท่านผู้นำจงเจริญ” - “Ship unable to manoeuvre. We will fight to the last shell. Long live the Führer.” -
ตลอดทั้งคืนนั้น บิสมาร์ค ลดความเร็วเหลือเพียง 7 – 10 นอต และตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยตอร์ปีโด โดยเรือพิฆาตชั้นทริบาล จำนวน 4 ลำ คือ คอสแซค ซีคห์ เมารี และ ซูลู (Tribal class Destroyer ; Cossack, Sikh, Maori and Zulu) นอกจากนี้ยังมีเรือรบของโปแลนด์ นาม พิโอรัน (Piorun) เข้าร่วมสมทบในการทำลาย บิสมาร์ค ด้วย การสู้รบดำเนินประปรายต่อไป โดยทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับความเสียหายจากการรบมากนัก

ขณะนั้นเอง ทางกองบัญชาการใหญ่ที่เบอร์ลิน ก็มีแผนที่จะใช้บิสมาร์ค ซึ่งขณะนี้จอดนิ่งอยู่นั้นเป็นเหยื่อล่อ กองเรือของอังกฤษเข้ามาเพื่อทำลายโดยจะใช้ เรืออู (U – boat : เรือดำน้ำของเยอรมัน) เข้าโจมตี แต่แผนการนี้ก็ต้องมีอันยกเลิกไป เนื่องจากขณะนั้นเรืออู อยู่ไกล บิสมาร์ค เกินกว่าจะเข้าปฏิบัติการตามแผนได้ทันเวลา ลุตเยนต์ ทำได้เพียงส่งข้อความเพื่อขอให้ เรืออู มารับบันทึกการเดินเรือ (War Diary)

เช้าตรู่ของวันที่ 27 พฤษภาคม 1941ท่ามกลางแสงแดดของยามเช้า สิ่งที่ลูกเรือ บิสมาร์ค เห็นนั้น คือ เรือรอดนี และคิง จอร์จ ที่ 5 ซึ่งขณะนี้อยู่อยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ไมล์เท่านั้น เวลา 08.47 น. เรือ รอดนี เริ่มเปิดฉากการยิง ใส่ บิสมาร์ค ถึงแม้ว่าขณะนั้น บิสมาร์ค จะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ แต่ปืนบนเรือนั้นยังคงดีเยี่ยมอยู่ เมื่อ เวลา 08.49 น. บิสมาร์ค เริ่มยิงโต้ตอบด้วยป้อม อันตอน และ บรูโน (Turrets Anton and Bruno) ไปยัง เรือรอดนี ขณะที่เรือคิงจอร์จ ที่ 5 เองก็พร้อมแล้วสำหรับการระดมยิง เรือรบอังกฤษทั้งสองลำได้ลดความเร็วลงเหลือเพียง 7 นอต ทำให้ให้การยิงไปยัง บิสมาร์ค นั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีเรือพิฆาตหนักอย่าง นอร์ฟอล์ค และ ดอร์เซ็ตเชียร์ คอยยิงสนับสนุน

เวลา 09.02 น. อังกฤษสามารถส่งกระสุนลูกแรกเข้ากระทบเป้าได้สำเร็จ ส่งผลให้หอบังคับการ (Foretop Command Post) ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง กระสุนจำนวนมากจึงพุ่งเข้าใส่ บิสมาร์ค อย่างไม่ขาดสาย ต่อจากนั้นเวลา 09.08 น. หอบังคับการตอนหน้า (Forward Command Post) ก็ถูกทำลาย ตามด้วยป้อม อันตอน และ บรูโน หมดสภาพในการสู้รบ

เวลา 09.21 น. ป้อม ดอร่า (Dora) เกิดการระเบิดจากภายใน และหมดสภาพในการสู้รบ เวลา 09.27 น. ป้อม อันตอน หรือ บรูโน สามารถกลับมาใช้การได้อีกครั้ง และส่งกระสุนชุดสุดท้ายไปยังเรืออังกฤษ

เวลา 09.31 น. ป้อม เซซ่า (Casar) ส่งกระสุนชุดสุดท้ายไปยังเรืออังกฤษ และหมดสภาพในการสู้รบในเวลาต่อมา นับเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงที่บิสมาร์ค และลูกเรือพยายามต่อสู้จนถึงที่สุด แต่แล้วเสียงจากปืนหลักประจำเรือทั้ง 8 กระบอกจะเงียบไป แม้ปืนรอง และปืนอื่นๆ ที่ยังคงยิงโต้ตอบต่อไป แต่ก็ค่อยๆ ทยอยเงียบลงไป จนในที่สุด บิสมาร์ค ก็สงบนิ่ง

เวลา 09.58 น. ตอร์ปีโดลูกหนึ่งถูกปล่อยเข้าปะทะด้านข้างเรือ
เวลา 09.36 – 10.16 น. เรือรอดนี แล่นเรือเข้ายิงตัวเรือด้วยระยะห่างเพียง 3,000 เมตร โดยที่กระสุนจำนวน 2 ลูกพุ่งเข้าใส่ป้อม บรูโน แล้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง ส่งผลทำให้ตอนท้ายของปืนกระเด็นออกไป ขณะที่เรือหลายลำยังคงระดมยิงเข้าใส่เป้าหมายในระยะห ่างเพียง 2,500 – 4,000 กิโลเมตร ยังคงระดมยิงเข้าสู่เป้าที่สงบนิ่งอย่างต่อเนื่อง โดยมีเรือคิง จอร์จ ที่ 5 คอยยิงสนับสนุนอยู่ห่างๆ (เป็นที่แน่นอนว่าด้วยระยะใกล้ขนาดนี้ กระสุนทุกลูกที่ยิงย่อมไม่พลาดเป้า และก่อให้เกิดการระเบิดรุนแรง)
แต่เป็นที่แน่นอนว่า บิสมาร์ค ยังคงลอยลำอยู่

ธงรบบนเรือบิสมาร์ค ยังคงปลิวสะบัดอยู่ โดยปราศจากสัญญาณของการยอมจำนน แม้ว่าอังกฤษจะได้เปรียบด้านกำลังรบอยู่มาก แต่อังกฤษก็ไม่สามารถจมบิสมาร์คได้ และด้วยกระสุน และเชื้อเพลิงที่กำลังจะหมดลง ดังนั้นเรือรอดนี คิงจอร์จ และเรือพิฆาตทั้งหมด ก็ได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับเกาะอังกฤษล่วงหน้าไปก่ อน

ประมาณ 10.00 น. เกิดการระเบิดขึ้นที่บริเวณห้องเครื่องของ บิสมาร์ค เวลา 10.22 น. เรือ นอร์ฟอล์ค ปล่อยตอร์ปีโดลูกสุดท้ายยังบิสมาร์ค ตามด้วย เรือ ดอร์เซ็ตเชียร์ แล่นเข้าระยะประชิด เพื่อทำการปล่อยตอร์ปิโดขนาด 21 นิ้ว แบบ 7 (21 inch MK VII) ในระยะห่างเพียง 3,280 หลา

เวลา 10.37 น. เรือ ดอร์เซ็ตเชียร์ ทำการปล่อยตอร์ปิโดขนาด 21 นิ้ว แบบ 7 (21 inch MK VII) อีกครั้งในระยะห่างเพียง 2,400 หลา ถึงแม้ว่าตัวเรือตอนบนจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนแทบจำสภาพเดิมไม่ได้เลย ปล่องควัน (Funnel) สะพานเรือ ที่เต็มไปด้วยรู และควันไฟ ป้อมปืน และปืนชี้ไปคนละทิศ คนละทาง และหลากหลายมุม แต่อังกฤษยังคงได้ยินเสียงเครื่องยนต์ที่กำลังทำงานอ ยู่ของ บิสมาร์ค ได้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการถูกยึดเรือ ลูกเรือที่ยังรอดชีวิตอยู่ได้รับคำสั่งให้จมเรือ และสละเรือ (ไม่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นคำสั่งจากใคร เนื่องจาก ลินเดนแมน (Captain Lindenmann) และนายทหารส่วนใหญ่เสียชีวิตในหอบังคับการด้วยกระสุน ขนาด 16 นิ้ว ก่อนหน้านี้แล้ว)

เวลา 10.39 น. ธงรบที่ขาดวิ่น แต่ยังคงปลิวสะบัดอยู่ในสายลม และ บิสมาร์ค ค่อยๆ จมลงที่กัด 480 10' เหนือ และ 16012' ตะวันตก

หลังจากที่ บิสมาร์คจมลงอย่างสมบูรณ์แล้ว เรือ ดอร์เซ็ตเชีย และ เมารี ก็ทำการมาช่วยชีวิตลูกเรือบิสมาร์ค (ดอร์เซ็ตเชียร์ 86 คน, เมารี 25 คน) จากนั้นก็รีบถอนตัวออกจากสมภูมิ เนื่องจากได้รับคำเตือนเรื่อง เรืออู

เช้าวันต่อมา เรือตรวจการ ซาเชนวาล (Sachsenwald) และเรืออู 47 (U-47) ซึ่งได้ยินเสียงที่เกิดจากการจมของบิสมาร์ค จากระยะไกล ได้ทำการช่วยชีวิตลูกเรือ บิสมาร์ค ได้เพิ่มอีก 5 คน เท่ากับว่า ลูกเรือกว่า 2,200 คนที่ประจำบนเรือ แต่มีลูกเรือรอดชีวิตเพียง 117 คนเท่านั้น

การรบครั้งสุดท้ายนี้ นับแต่เริ ่มต้นเปิดฉากยิงจนถึงการจมลงของบิสบาร์ค กินเวลาทั้งสิ้นราวๆ 2 ชั่วโมงซึ่งบิสมาร์ค แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตัวเรือ และความกล้าหาญของลูกเรือ นับจากที่อังกฤษเริ่มต้นยิงไปยังบิสมาร์ค เมื่อ 09.02 น. และยุติการยิงเมื่อ 10.16 น. เป็นเวลากว่า 74 นาทีที่ บิสมาร์ค ถูกระดมยิงอย่างต่อเนื่อง และรุนแรงที่สุด เกินกว่าเรือลำใดในประวัติศาสตร์การรบทางทะเล การสู้รบของบิสมาร์คจึงกลายเป็นตำนานนับแต่นั้นเป็นต ้นมาโดย:

* * * จากการสำรวจซากเรือบิสมาร์คหลายครั้งที่ผ่านมา บิสมาร์คจมอยู่ราว 650 กิโลเมตร จากเมืองเบรส (Brest) ที่ระดับความลึก 4,700 เมตร ซึ่งพบว่าตัวเรือด้านบน (Superstructure) ถูกทำลายอย่างย่อยยับโดยกระสุนปืนหลายขนาด ที่ท้องเรือมีร่องรอยของตอร์ปีโด จำนวนหนึ่ง การสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2002 คณะนักสำรวจก็สรุปได้ว่า กระสุนปืน และตอร์ปิโดนั้น ไม่ใช่สาเหตุในการจมของบิสมาร์ค อย่างแน่นอน เนื่องจาก ไม่มีกระสุน หรือตอร์ปีโดลูกใดเลยที่สามารถทะลุผ่านท้องเรือส่วนใ น (Inner hull) ของเรือได้ ซึ่งสอดคล้องกับการบอกเล่าของลูกเรือที่รอดชีวิต ว่าให้จมเรือ (Scuttled) แม้ว่าด้านบนเรือจะเสียหายทั้งหมด แต่บริเวณท้องเรือ และโครงสร้างหลักของเรือ นั้น ยังสมบูรณ์ และมีความแข็งแรง ว่ากันว่า ซากเรือ บิสมาร์ค จะอยู่ในสภาพนี้ต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า 300 ปี

* * * จากภาระกิจ จมบิสมาร์คในครั้งนี้ (27 พฤษภาคม 1941) อังกฤษใช้กระสุนกว่า 2,876 ลูก ว่ากันว่า กว่า 400, 500, 600 ลูก หรืออาจมากกว่า ที่ยิงไปยัง บิสมาร์ค สามารถแบ่งได้ดังนี้
เรือรอดนี ขนาด 16 นิ้ว จำนวน 380 ลูก, ขนาด 6 นิ้ว จำนวน 716 ลูก
เรือ คิง จอร์จ ที่ 5 ขนาด 14 นิ้ว จำนวน 339 ลูก, ขนาด 5 นิ้ว จำนวน 660 ลูก
เรือ นอร์ฟอล์ค ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 527 ลูก
เรือดอร์เซ็ตเชียร์ ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 254 ลูก
นอกจากนี้เรืออังกฤษยังปล่อยตอปีโดไปทั้งสิ้น 15 (1 ลูก
เป็นที่ปรากฏชัดว่า กระสุนทั้งหมดนั้น มีกระสุนเพียง 2 ลูกที่ทะลุผ่านเกราะเรือบริเวณท้องเรือส่วนที่อยู่ใต ้น้ำได้ หนึ่งในนั้นเป็นกระสุนขนาด 16 นิ้วจากเรือ รอดนี กระสุนอีก 2 ลูกทะลุที่ข้างเรือเป็นรู (คาดว่าจากกระสุนขนาด 14 นิ้ว) อีก 4 ลูกทะลุเข้าสะพานเรือ, ป้อมอันตอน และ บรูโน ส่วนการจมของเรือนั้นก็เป็นตามกระทู้ที่ 840 (รูปของท่าน Panda) คือ เรือจมส่วนท้าย และพลิกค่ำ ทำให้ป้อมปืนทั้ง 4 ป้อมหลุดออกจากฐาน ก่อนที่ส่วนท้ายจะกระแทกกับก้นมหาสมุทร และไถลไปอีกเป็นระยะทางหนึ่ง – บางรายงานกล่าวกันว่า บิสมาร์ค คว่ำอยู่ใต้น้ำอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง ก่อนที่จะจมลงสู่ก้นมหาสมุทร ในตอนบ่ายวันเดียวกันนั้น


 
บทวิจารณ์
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย ต่อย เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
เจ้าของกระทงเคยดูเรื่องdas bootมั้ยครับ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย Revoltman เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
โอ้ โฮ แฮะ เยอร์มันนี้เป็นยอดไม่เปลี่ยนเลย ทั้งรถถัง ทั้งเรือ โดนถล่มเข้าไปตั้ง 2876 นัด ยังไม่สามารถจมเรือได้ แกร่งจริงๆ !!
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย moo002 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว

นี่ไงรูปของเรือ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย moo002 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว

อีกรูป
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย moo002 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว

อีกสักรูป
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย moo002 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว

*
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย moo002 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว

.
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย moo002 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว

.
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย moo002 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว

.
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย moo002 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว

.
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย นายขยะ เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
เป็นอะไรกันไปหมดวะ? พี่น้องครับ!!!
ยุคนั้นต้องยอมเลยครับ ยิ่งใหญ่จริงๆ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย boi9999 เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
เข้าเวปอาทิตย์ละ2ช.ม.เซ็งงานเยอะตลอด เฮ้อ.... ไม่ว่างซะที
ภาพที่ผมบอกคือฟิล์มภาพเคลื่อนไหวครับไม่ไช่ภาพนิ่ง
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย manamana เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
สุดยอดการออกแบบ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย BLooD-dAimONd เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
◄ รักประเทศนี้ที่สุดครับ ► ♪♫
เยอรมันยิ่งใหญ่ครับในยุคนั้นอ่ะ เพราะ อาวุธ ดีกว่า
คุณต้อง ล็อกอิน จึงจะวิจารณ์กระทงได้
สมาชิกออนไลน์ล่าสุด

markwilliam เมื่อ 1 นาทีที่แล้ว
sky_lover_9 เมื่อ 1 นาทีที่แล้ว
Peanutt เมื่อ 1 นาทีที่แล้ว
pumashow เมื่อ 1 นาทีที่แล้ว
youd เมื่อ 1 นาทีที่แล้ว
คับ
OFFON เมื่อ 1 นาทีที่แล้ว
at1 เมื่อ 1 นาทีที่แล้ว
ช่วยด้วยอ่ะหิวข้าวง่ะ บ้านลึกซอยเปลี่ยว ถนนไม่ดีรถไม่ค่อยผ่าน น้ำไม่ไหล ส้วมตัน ทีวีเ