|
คำสั่ง
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
พ.ศ.๒๑๒๑ พระยาจีนจันตุ ขุนนางจีนของกัมพูชา รับอาสาพระสัฎฐามาปล้นเมืองเพชรบุรี แต่ต้องพ่ายแพ้ตีเข้าเมืองไม่ได้จะกลับกัมพูชาก็เกรงว่าจะต้องถูกลงโทษ จึงพาสมัครพรรค พวกมาสงามิภักดิ์อยู่กับคนไทย โดยสมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงชุบเลี้ยงไว้ ต่อมาไม่นาน ก็ลงเรือสำเภาหนีออกไป เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีพระชนมายุได้ ๒๔ พรรษา ตระหนักในพระทัยดีว่า พระยาจีนจันตุเป็นผู้สืบข่าวไปให้เขมร พระองค์จึงเสด็จลงเรือกราบ กันยารับตามไป เสด็จไปด้วยอีกลำหนึ่งตามไปทันกันเมื่อใกล้จะออกปากน้ำ พระยาจีนจันตุยิง ปีนต่อสู้ สมเด็จพระนเรศวรจึงเร่งเรือพระที่นั่งขึ้นหน้าเรือลำอื่น ประทับยืนทรงยิงพระแสงปืนนก สับที่หน้ากัน ยาไล่กระชั้นชิดเข้าไปจนข้าศึกยิงมา ถูกรางพระแสงปืนแตกอยู่กับพระหัตถ์ก็ไม่ ยอมหลบ พระเอกาทศรถพระเชษฐาหล้านักเกรงจะเป็นอันตราย จึงตรัสสั่งให้เรือที่ทรงเข้าไป บังเรือสมเด็จพระเชษฐา ก็พอดีกับเรือที่ทรงเข้าไป บังเรือสมเด็จพระเชษฐาก็พอดีกับเรือ สำเภา ของพระยาจีนจันตุ ได้ลมแล่นออกทะเลไป ครั้งนั้นนับว่าเป็นการใช้กำลังทางเรือต่อสู้กับ ข้าศึกครั้งแรกของพระองค์
พ.ศ.๒๑๒๑ พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงเห็นว่าไทยตั้งแข็งเมืองจึงยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ๒ ทางพร้อมกัน โดยให้เจ้าเมืองพะสิมซึ่งเป็นพระอาคุมทัพมา ๓๐,๐๐๐ คน ยกผ่านมาทาง ด่าน เจดีย์ ๓ องค์ให้พระเจ้าเชียงใหม่ซึ่งเป็นพระอนุชายกทัพบกและทัพเรือจากเชียงใหม่ด้วย กำลัง พล ๑๐๐,๐๐๐ คนเข้าตีกรุงศรีอยุธยาพร้อมกัน
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทราบ การเข้ามาของพม่าจึงให้พระยาสุโขทัยเป็นแม่ทัพ บกคุมพล ๑๐,๐๐๐ คน และให้พระยาจักรีเป็นแม่ทัพเรือคุมอาสาชาวกรุงต่อสู้ข้าศึก
เดือนอ้ายกองทัพเจ้าเมืองพะสิมเข้ามาทางเมืองกาญจนบุรี เวลานั้นน้ำยังลดไม่ถึงที่น้ำ ใน แม่น้ำลำคลองยังมีมากอยู่จึงสั่งให้พระยาจักรียกกองทัพเรือไปรักษาเมืองสุพรรณ พระยา จักรีเอา ปืนใหญ่ไล่ยิงกองทัพเจ้าเมืองพะสิม จนต้องถอยกำลังไปตั้งอยู่บนดอนที่เขาพระยา แมน ครั้น เดือนยี่ ขึ้น ๒ ค่ำ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระเอกาทศรถ ไปทำพิธี เหยียบชัยภูมิ ฟันไม้ข่มนามที่ตำบลลุมพลี แล้วเสด็จไปประทับที่ตำบลป่าโมกอันเป็นที่ ประชุมพล
พ.ศ.๒๑๒๘ พระมหาอุปราชา คุมกองทัพ ๕๐,๐๐๐ คน มาตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรแล้ว ให้พระเจ้าเชียงใหม่ยกทัพ เลยมาตั้งอยู่ที่บ้านสระเกศใกล้ ๆ กับตำบลไชโย แขวงเมืองวิเศษ ชัยชาญ ไล่จับราษฎรที่ทำไร่ไถนาตามอำเภอใจ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทราบจากเชลยศึกว่า พระเจ้าหงสาวดีคิดจะทำสงคราม กับ เมืองไทยเป็นแรมปี พระองค์จึงจัดกองทัพบก กองทัพเรือรวม ๘๐,๐๐๐ คนทรงเห็นว่าควร จะตี กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ให้ถอนไปแจากหัวเมืองชั้นในก่อน พระองค์จึงจัดกระบวนเรือเร็ว เสด็จ ไปป่าโมก นำเรือเข้าเทียบตลิ่ง คุมพลบุกเข้าโจมตีข้าศึกรบพุ่งกันเป็นสามารถ ทรงยิง พระแสง ปืนถูกนายทัพเชียงใหม่ตายไป ๑ คน ข้าศึกทานไม่ไหวแตกหนีไปทางเหนือ พลอาสา ไล่ตาม ขึ้นไปจนปะทะ กับทัพหน้าของพระยาเชียงใหม่พลอาสา กำลังน้อยกว่าจึงต้องล่าถอย กลับมา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเกรงว่า พลอาสาจะกลับลงเรือไม่ทัน จึงเลื่อนเรือพระที่นั่ง กับเรือที่ บรรทุกพลอาสาขึ้นไปรายลำอยู่ทางเหนือปากคลองป่าโมก พอข้าศึกไล่มาถึงก็เอา ปืนใหญ่น้อย ที่บรรทุกมากับเรือยิงข้าศึกข้าศึก จึงหันมารบพุ่งกับกองทัพเรือ โดยข้าศึกตั้งราย อยู่บนตลิ่งยิง ปืนตอบโต้กับกองทัพเรือ การรบในระยะใกล้ ๆ กันครั้งนี้ผู้คนถูกปืนเจ็บป่วยล้ม ตายด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่ายรบกันอยู่จนกองทัพบกไทยมาช่วยตีทหารพม่าแตกไป
เดือนยี่พระเจ้าหงสาวดียกทัพมาถึงกรุงศรีอยุธยา ข้าวนอกกรุงด้านตะวันออกยังไม่ได้ เกี่ยว จึงให้พระยากำแพงเพชร ว่าที่สมุหกลาโหมคุมทัพออกไปป้องกันคนเกี่ยวข้าว ถูกทัพม้า ของ พระมหาอุปราชาตีแตกมา สมเด็จพระนเรศรมหาราชทรงพิโรธ เกรงพระยากำแพงเพชร ทำเสีย การไพร่พลจะเกิดครั่นคร้าม ข้าศึกสมเด็จพระนเรศวรวรมหาราชกับสมเด็จพระ เอกาทศรถเสด็จ ลงเรือพระที่นั่งลำเดียวกันออกไปรบพุ่งกับข้าศึกที่ทุ่งชายเมืองทันที สมเด็จ พระเอกาทศรถถูก กระสุนที่ฉลองพระองค์ ขาดตลอดพระกรแต่หาต้องพระองค์ไม่ รบกันอยู่จน เวลาพลบค่ำ ข้าศึกจึง ถอนตัวออกไป
เดือน ๕ แรม ๑๔ ค่ำ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จโดยพระบวนเรือเร็วเข้าจู่โจมตี ทัพ พระมหาอุปราชาที่ตั้งอยู่ ณ ขนอนบางตะนาวแตกพ่ายถอยไปตั้งทัพใหม่ที่บางกระดาน
เดือน ๖ แรม ๘ ค่ำ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกทัพเรือไปบางกระดาน หมายจะตี กองทัพพระมหาอุปราชาอีก แต่เมื่อไปถึงทรงเห็นพระมหาอุปราชากำลังถอยทัพกลับไป จึงได้ เข้าทำการรบพุ่งกับทหารกองหลังของพระมหาอุปราชา ต่อมาทรงทราบว่าพระเจ้าหงสาวดีจะ ถอยทัพ จึงรีบเสด็จกลับพระนคร ทรงรีบจัดกองทัพบกที่วัดเดชริมน้ำตรงภูเขาทองถึงเดือน ๗ ขึ้น ๑ ค่ำ ได้เอาปืนขนาดใหญ่ลงบรรทุกในเรือสำเภาตามไปหลายลำพอถึงวันขึ้น ๘ ค่ำ ก็เอาปืนใหญ่ระดมยิงค่ายหลวงพระเจ้าหงสาวดี ถูกช้างม้าล้มตายเป็นจำนวนมาก พระเจ้า หงสาวดีสู้ไม่ได้ต้องถอยทัพหลวงไปตั้งอยู่ที่ป่าโมก เมื่อกองทัพหงสาวดีถอยกลับครั้งนั้น ได้สั่ง การให้กองทัพบกตามโจมตีข้าศึกไปจนถึงทะเลมหาราชทางหนึ่ง ส่วนพระองค์เองกับสมเด็จ พระอนุชาเสด็จโดยกระบวนกองทัพเรือ ตามตีกองทัพหลวงของพระเจ้าหงสาวดีขึ้นไปจนถึง ป่าโมกอีกทางหนึ่ง ต่อมาทรงเห็นว่ากำลังฝ่ายไทยน้อย ยากที่จะตีทัพใหญ่ของพม่าให้แตกพ่าย ได้ ทั้งยังเห็นว่าพระเจ้าหงสาวดีก็ล่าทัพหนีไปแล้วพระนครก็พ้นภัยแล้ว จึงทรงเรียกกองทัพ กลับพระนคร
ปลายปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสั่งให้พระยาจักรียกทัพ ๕๐,๐๐๐ คน ไปตีเมือง ตะนาวศรีให้พระคลังไปตีเมืองทวายพระยาจักรีตีเมืองมะริดและ ตะนาวศรีได้ แต่ไม่ได้ข่าวคราวทางด้านพระยาพระคลังเลย เกิดความห่วงใย จึงได้เกณฑ์เรือ กำปั่นที่มาทำการค้าขายอยู่ที่เมืองมะริดได้เรือสลุบของฝรั่ง ๑ ลำของแขก ๒ ลำ เก็บเรือใน พื้นที่มาดัดแปลงเป็นเรือรบอีก ๑๕๐ ลำ ให้พระยาเทพอรชุนเป็นนายทัพเรือ ยกไปตีเมืองทวาย ทางทะเล
พระเทพอรชุนปะทะกับกองทัพเรือสมิงอุบากองและสมิงพระตะบะ ที่ตำบลบ้านช่อในแดน เมืองทวาย มีเรือรบประมาณ ๒๐๐ ลำ กำลังพล ๑๐,๐๐๐ คน รบพุ่งกันในทะเล ตั้งแต่เช้าจน เที่ยงไม่แพ้ชนะกันจนกระทั่งกองทัพเรือของพระยาพิชัยสงคราม กับพระยารามคำแหงที่มีเรือ ๑๐๐ ลำ กับกำลังพล ๕,๐๐๐ คน มาถึง จึงเข้าตีขนาบพม่าลงไปจากทางเหนือ ฝ่ายพระยาเทพ อรชุนพอทราบว่ามีกองทัพเรือไทยมาช่วยก็ดีใจ จึงยกกำลังเข้าตีข้าศึกทางด้านใต้สมิงอุบากอง นายทัพพม่าถูกยิงตายในที่รบ แล้วยิงพระตะบะและเรือรบพม่าแตกจมไปหลายลำ กองทัพพม่า แตกกระจัดกระจายหนีไป กองทัพเรือไทยจับได้เชลยประมาณ ๕๐๐ คน ทั้งเรือและเครื่อง ศาสตราวุธอีกเป็นจำนวนมาก
ปลายปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๓๖ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกทัพไปตีเมืองเขมร ได้ เกณฑ์คนหัวเมืองปักษ์ใต้ ตั้งแต่สงขลามาจนถึงเมืองเพชรบุรีมาเป็นกองทัพเรือ ให้พระยา เพชรบุรีเป็นนายพลคุมเรือลำเลียงเสบียงอาหารไปขึ้นที่เมืองป่าสัก ในดินแดนเขมรทัพหนึ่ง ให้พระยาราชวังสันคุมกองทัพเรือ พวกอาสายกผ่านเข้าตีเมืองบันทายมาศขึ้นมาทางใต้อีกทัพ หนึ่ง ส่วนพระองค์เองเสด็จโดยกองทัพหลวง กำหนดให้ไปบรรจบกันที่เมืองละแวกราชธานี กัมพูชา
ครั้นเดือน ๕ ขึ้น ๒ ค่ำ ปีมะเมีย พ.ศ.๒๑๓๗ เวลาดึก ๔ นาฬิกา สมเด็จพระนเรศวร มหาราชให้สัญญาณกองทัพเข้าตีเมืองพร้อมกันทุกด้าน พอรุ่งสว่างกองทัพไทยก็เข้าเมือง ละแวกได้
หลังจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสรภาพแล้ว พม่ายกทัพมาโจมตี ประเทศไทยถึง ๕ ครั้ง จนกระทั่งพระมหาอุปราชาทรงสวรรคตอยู่กับคอช้างสงครามพม่า รุกรานไทยจึงยุติลง
พ.ศ.๒๑๓๘ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทัพไปตีกรุงหงสาวดีครั้งแรกแต่ตีไม่สำเร็จ ต้องหยุดมาถึง ๓ ปี ได้จัดตั้งฐานทัพสะสมเสบียงอาหารและอาวุธยุทธภัณฑ์เตรียมไว้
พ.ศ.๒๑๔๒ เสด็จไปตีกรุงหงสาวดีอีก โดยทรงตั้งพระทัยว่าจะตีให้ได้ ไม่ใช่เพื่อการ ลองกำลังเช่นครั้งแรก พอเดือน ๖ ของปีใหม่ให้พระยาจักรีคุมพล ๑๕,๐๐๐ คน ไปตั้งทัพที่ เมืองเมาะลำเลิง ให้เกณฑ์คนเมืองทวาย ๕,๐๐๐ คน ต่อเรือสำหรับกองทัพที่เกาพระรอง แขวงเมืองวังวาว โดยกำหนดว่าฤดูแล้วปลายปีกุน จะเสด็จไปตีเมืองหงสาวดี
เดือน ๓ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จทัพหลวงออกจากเมืองเมาะลำเลิงไปยัง หงสาวดี เดือน ๔ ขึ้น ๒ ค่ำ พระเจ้าตองอูพาพระเจ้าหงสาวดีหนีออกจากเมืองไปเมือง หงสาวดีจึงกลายเป็นเมืองร้าง พวกโจรชาวยะไข่ จึงพากันเผาเมืองหงสาวดีเสียหายหมด ทั้งเมือง แม้แต่ปราสาทราชมนเทียรก็ถูกไฟไหม้หมด อีก ๘ วันต่อมา เดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จถึงเมืองหงสาวดี ได้เมืองหงสาวดีแต่ซาก ไปยังคุกรุ่นดับ ไม่หมด จึงให้กองทัพพระยาจันทบุรีรักษาเมืองไว้ ส่วนพระองค์เองเสด็จตามไปถึงและล้อม เมืองตองอูไว้ ๒ เดือน ตีเอาเมืองไม่ได้ ทหารอดอยากเสบียงอาหารที่เตรียมไปตีเพียงเมือง หงสาวดีก็หมดลงจึงเสด็จ ยกทัพกลับพระนคร
การเผาเมืองของพวกโจรยะไข่ครั้งนี้ นอกจากจะต้องการทรัพย์สินแล้ว คงจะต้องการให้ อาณาจักหงสาวดีจบฉากลงด้วยอีก ๑๖๘ ปีต่อมา (พ.ศ.๒๑๔๒-๒๓๑๐) ก็อาจเป็นไปได้ที่พม่า เผากรุงศรีอยุธยาตามตัวอย่างที่พวกโจรยะไข่ทำไว้ เพื่อให้อาณาจักรกรุงศรีอยุธยาจบลงเช่น เดียวกัน
หลังจากเสด็จกลับจากเมืองหงสาวดีครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่ใคร่จะประทับ ในพระนคร ชอบที่จะเสด็จไปอยู่ตามหัวเมือง เช่น สุพรรณบุรี และราชบุรี เป็นต้น ปรากฎว่าครั้ง หนึ่งเสด็จทางเรือไปประพาสทางทะเลด้วยกับสมเด็จพระเอกาทศรถ จนถึงเขาสามร้อยยอด แล้วเสด็จกลับมาตั้งพลับพลาประทับที่ชายทะเล ณ ตำบลตะโนดหลวงใกล้ ๆ กับหาดเจ้าสำราญ ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเรียกทหารเรือพวกนี้ว่า พวกอาสา ซึ่งคงมีพระประสงค์ ให้มีความแตกต่างกันกับหน่วยทหารบก และเมื่อมีการรบหากต้องเกี่ยวพันกับทางน้ำ พระองค์ ก็จะแต่งตั้งแม่ทัพเรือคุมกำลังไป หากเวลาใดที่การรบจะต้องมีทั้งทางบกและทางน้ำ พระองค์ ก็จะทรงแต่งตั้งแม่ทัพบก และแม่ทัพเรือคุมกำลังไป ซึ่งแสดงว่ากองทัพไทยในสมัยนั้นมี ๒ หน่วย คือ ทัพบก และทัพเรือ
คำว่ากองทัพเรือเริ่มมาเลือนหายไปหลังจากการรบกับญวนครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๔ หรือเมื่อ ๑๕๙ ปีที่ผ่านมา ในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ หลังจากนั้นมา เพื่อนบ้านที่เคยเป็นศัตรูกับไทยเราก็เปลี่ยนสภาพไปเป็นเมืองขึ้น ของคนตะวันตก ได้แก่ ฝรั่งเศส และอังกฤษ พร้อมกับนำเอาเรือกลไปจักรข้างมาใช้ทำให้โฉมหน้าของเรือรบที่ขุดจาก ต้นไม้ หรือที่เรือเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า เรือยาวต้องปิดฉากลง กองทัพเรือก็หมดความหมายลง ตามไปด้วย จนเหลือเรือเพียงส่วนน้อยเอาไว้สนับสนุนกิจการของกองทัพบก เรือนอกจากนั้น ก็นำไปฝากไว้กับวัดที่อยู่ตามริมแม่น้ำลำคลองดังที่กล่าวมาแล้ว แม้ปัจจุบันก็ยังหาดูได้อยู่
|
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก