โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน

เรื่องแนะนำ

Powered by
10
คะแนน
 
โดย boi9999 เป็นกระทงร้อน 8 เดือนที่แล้ว
อย่าส่งจดหมายให้ผมเพราะผมคงไม่ใด้อ่าน ในอดีตในยามมีศึกสงครามประชิดบ้านเมืองทหารหลวงก็นั่งเรือตีฆ้องร้องป่าว เหล่าชายไทยพอใด้ยินเสียงฆ้องก็ทิ้งจอบเสียมบอกแม่บอกภรรยาให้เอาข้าวไปตากแห้งลาพ่อแม่แล้วถือดาบไปปกป้องแผ่นดินเช่นทหารพรานที่ใด้ชื่อเหล่าทหารประชาชน
 
ดูแล้วอย่าเครียดล่ะ ที่เอาลงนี่เห็นดูกันแต่ฉากระเบิดเอางี้ลงคงสะใจนะท่าน
คะแนน: 10 ชอบ, 0 ไม่ชอบ

tag: การเมือง คลิป พุทธ มุสลิม ศาสนา สังคม อิสลาม

ประเภท: สังคมศาสนา

คลับ: พุทธศาสนา

41 บทวิจารณ์  |  6,683 คนอ่าน
 
คำสั่ง
Share เว็บฝรั่ง
Share เว็บไทย
Exteen
วีดีโอคลิป
URL  
Embed  
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
บทความค่อนข้างยาวไม่อ่านไม่เป็นไรครับแต่อ่านหน่อยก็ใด้นะ
หุบเขาบามิยันนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมระหว่างจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และ ยุโรป มีการค้นพบศาสนสถานทางศาสนาพุทธ และฮินดูเป็นจำนวนมากกว่า 1,000 แห่ง เป็นหนึ่งในจุดศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาในบริเวณนั้นมาก่อนที่จะมีการมาของศาสนาอิสลามในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13


ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดในบริเวณนี้คือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ 3 องค์ 2 องค์แรกสร้างในช่วงปี พ.ศ. 1050 (ค.ศ. 507) มีความสูง 37 เมตร และองค์ที่ 3 สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1097(ค.ศ. 554) สูง 55 เมตร เป็น "พระพุทธรูปแกะสลักฝาผนังที่ใหญ่ที่สุดในโลก" ซึ่งทั้งหมดนี้คาดกันว่าสร้างโดยพระเถระและราชวงศ์แห่งราชวงศ์คุปตะแห่งอินเดีย ตามฝาถ้ำที่ได้ขุดเจาะกันไว้นั้น มีการวาดภาพ ซึ่งบ่งบอกถึงการผสมผสานของศิลปะคุปตะ ศิลปะคันธาระ และศิลปะเปอร์เซียได้อย่างชัดเจน และเมื่อพระถังซำจั๋งได้เดินทางไปชมพูทวีปในปี พ.ศ. 1173 (ค.ศ. 650) ท่านได้เล่าว่าพระพุทธรูปได้เหลืองอร่ามไปด้วยทองคำ และมีพระกว่า 1,000 รูปจำวัดอยู่


ที่นี่มีอารามมากกว่า 10 แห่ง มีพระสงฆ์หลายพันรูป ล้วนเป็นฝ่ายโลกุตตรยาน (โลกุตตรวาทิน) สังกัด นิกายหินยาน พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ คือ พระอารยทูต (Aryaduta) และพระอารยเสน (Aryasena) มีความรู้ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี ที่เนินเขาของนครหลวง มีพระพุทธรูปยืนซึ่งจำหลักด้วยศิลา สูง 150 เฉี๊ยะ (มาตราวัดจีน) ถัดจากนี้ไปเป็นอาราม และพระปฏิมาจำหลักด้วนแก้วกาจ สูง 100 เฉี๊ยะ อารามนี้ มีพระพุทธไสยาสน์ความยาว 1,000 เฉี๊ยะ บรรดาพระพุทธรูปเหล่านี้ล้วนเป็นฝีมือที่ปราณีต สวยงาม นอกจากนี้ยังมีอารามประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว พระทันตธาตุของพระปัจเจกพุทธะในอดีต
ระหว่างช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,600 ปี ของพระพุทธรูปแห่งนี้ ได้พบเจอกับสงครามและการจู่โจมมาโดยตลอด ถึงแม้จะมีชนพื้นเมืองชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งคือชาวฮาซารัส ได้ปกป้องศาสนาสถานแห่งนี้มาก็ตาม เริ่มต้นด้วยการเสื่อมถอยของศาสนาพุทธในบริเวณนี้และการมาของศาสนาอิสลาม การทำลายและการบุกรุกโจรกรรมวัตถุต่างๆจากถ้ำภายในตั้งแต่ 900 ปีที่แล้ว จนมาถึงปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) เมื่อสหภาพโซเวียต นำทหารเข้าบุกเข้าโจมตีอัฟกานิสถาน ตามมาด้วยสงครามอัฟกัน และสิ้นสุดลงด้วยการระเบิดของกลุ่มตาลีบันในปี พ.ศ. 2544 จากการสำรวจ ได้มีรายงานว่ากว่า 80% ของภาพตามฝาผนังถ้ำได้ถูกทำลายลงไปแล้ว

คำให้การของนายชีค มีร์ซา ฮุสเซน มือระเบิดทำลายพระพุทธรูปบามิยัน ตามคำสั่งของอำนาจของตาลีบัน กล่าวว่าถ้าเขาไม่ระเบิดพระพุทธรูป ตาลีบันจะฆ่าเขาทิ้ง เพราะก่อนหน้านั้นตาลีบันฆ่าลูกชายสองคนของเขาเหมือนสุนัขข้างถนน เขาจึงต้องทำเพื่อการอยู่รอด เขามีความเชื่อว่าด้านหน้าของพระพุทธรูปที่ถูกทำลายลง มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่มีพระพักตร์อมยิ้ม ฝังอยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ได้ยินมาจากบรรพบุรุษสืบขานกันต่อหลายชั่วอายุคนสอดคลึงกับ คำบอกกล่าวของพระถังซัมจั๋ง ที่ได้เห็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์นี้เช่นกัน ซึ่งนักโบราณคดีได้ขุดพบ ส่วนพระบาทของของพระนอน เมื่อ ค.ศ. 2005
พุทธศาสนาได้เผยแพร่เข้ามาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยกลุ่มชาวศากยะที่หนีตายจากพระเจ้าวิฑฑูภะมีเจ้าชายองค์หนึ่งได้สมรสกับกับพระเทพธิดาพญานาค แล้วตั้งรกรากอยู่ที่แคว้นอุทยาน (Udyana) ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถานในปัจจุบัน และต่อมาก็หลังทุติยสังคายนาก็มี พระกลุ่มมหาสังฆิกะได้เผยแพร่ในบริเวณแคว้นนครหาร (Nagarahara) ซึ่งใกล้แคว้นคันธาระทางทิศเหนือ แต่สองยุคนี้ ไม่ปรากฏแน่ชัดทางประวัติศาสตร์


หลายพันปีต่อมา ชาวมุสลิมรุกราน พระพุทธศาสนาจึงเสื่อมลงเรื่อยๆ และมีการทำลายพระพักตร์ของพระพุทธรูปบามิยันทั้งสององค์ แต่ในสมัยนั้นก็ยังมีผู้นับถือพระพุทธศาสนาอยู่หลักหมื่น สิทธิการแสดงออกของเขาทำได้แค่ ใช้ผ้าสีเหลืองเล็กๆ ผูกหางเปียสั้นๆเท่านั้น


ต่อมาในยุคตอลีบันเข้าปกครองประเทศนี้ เป็นเวลา 5 ปี ชาวพุทธจะต้องผ่านเหตุการณ์อันเลวร้าย รอดเพียงไม่กี่ราย และมีความหวังที่จะไปสัมผัสหุบเขาบามิยันสักครั้งในชีวิต แต่พระพุทธรูปแห่งบามิยันก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับ โดยกลุ่มตอลีบัน และชาวพุทธในอัฟกานิสถานที่รอดชีวิตมาได้ ก็อพยพไปประเทศเพื่อนบ้านของอัฟกานิสถาน
เดือนธันวาคม 2539 เจนส์ บราร์วิก ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีแห่ง ศูนย์การศึกษาก้าวหน้า, นอร์เวย์ ได้ไปร่วมประชุมวิชาการที่เมืองไลเดน ผู้ร่วมประชุมคนหนึ่งได้เล่าให้เขาฟังว่า แซม ฟ็อกก์ พ่อค้าของเก่าแห่งนครลอนดอน ได้ขายชิ้นส่วนเอกสารโบราณของพุทธศาสนาจำนวน 108 ชิ้น แก่นักสะสมชาวนอร์เวย์ชื่อ มาร์ติน สเคอร์ยัน (Martin Schoyen) ผู้เป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์เอกสารโบราณที่ใหญ่ที่สุดของโลก พอได้ยินดังนั้น บราร์วิกเกิดความสนใจอย่างแรงกล้า จึงได้ไปพบกับสเคอร์ยันเพื่อขอศึกษาเอกสารดังกล่าว ซึ่งสเคอร์ยันก็ยินดีให้ความร่วมมือ และยังบอกเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้าที่ฟ็อกก์จะขายเอกสารให้เขานั้น ฟ็อกก์ได้ ติดต่อนักโบราณคดีชื่อ ลอเร แซนเดอร์ ให้ช่วย เขียนอธิบายความเป็นมาของเอกสารนี้ ซึ่งเมื่อแซนเดอร์นำไปวิเคราะห์ก็พบว่า มันถูกจารึกขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต ในช่วงราว พ.ศ. 540-940 เป็นพระคัมภีร์ในพุทธศาสนา ที่ว่าถึงพระสูตร พระวินัย ตลอดจนจารึกเหตุการณ์ต่างๆ หลากหลาย บางเรื่องก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่เอกสารอีกหลายชิ้นมีเรื่องราวที่ไม่เคยปรากฏให้โลกรู้มาก่อน และเรียกได้ว่าเป็นเอกสารสำคัญ ที่เก่าแก่ที่สุดของพุทธศาสนา (ที่มีหลักฐานเหลืออยู่)


พระคัมภีร์พุทธศาสนาเหล่านี้จารึกอยู่บนแผ่นวัสดุต่างๆ ได้แก่ ใบลาน เปลือกไม้ และหนังแกะ เจาะรูแล้วร้อยด้ายรวมไว้เป็นเล่ม บางเล่มอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ แต่ที่เป็นเศษเล็กเศษน้อยนั้นมีจำนวนมาก และเมื่อสืบหาข้อมูลต่อไป บราร์วิกก็พบว่า แหล่งที่มาของเอกสารสำคัญลํ้าค่านี้มิใช่อื่นไกล แต่ เป็นถํ้าต่างๆ แห่งเขาบามิยัน ในอัฟกานิสถานนั่นเองพระคัมภีร์พุทธในถํ้าที่บามิยันนี้ ก็มีลักษณะดุจเดียวกับ ม้วนพระคัมภีร์ในตุ่มแห่งเดดซี (Dead Sea Scrolls) ของชาวยิว
ถ้าหากบ้านเมืองสงบสุข พระคัมภีร์พุทธเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ในถํ้าไปได้อีกนาน ทว่าหลังจาก พ.ศ. 1300 เป็นต้นมา พวกมุสลิมได้รุกรานยึดครองอัฟกานิสถาน เอกสารบางส่วนในหอสมุดได้ถูกทำลายเสียหายขาดวิ่น ชิ้นส่วนที่ยังเหลือรอดอยู่ ได้พบว่าถูกนำไปเก็บไว้ในถํ้าแห่งหนึ่ง ห่างจากบามิยันไปทางเหนือราว 300 กม. และเมื่อมุสลิมรุกรานหนักขึ้น ชาวพุทธเห็นว่าพระคัมภีร์เหล่านี้อยู่ใน สถานะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว จึงได้แอบนำคัมภีร์ลํ้าค่าบรรทุกหลังลาลอบหนีออก จากอัฟกานิสถานเมื่อราว 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ โดยเดินทางผ่านช่องเขาฮินดูกูษ และได้มีการส่งทอดกันต่อๆ ไปจนถึงลอนดอน และไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่นอร์เวย์
หลังจากที่โปรเฟสเซอร์บราร์วิกได้รู้ถึงแหล่งที่มาของพระคัมภีร์พุทธแล้ว คราวนี้พิพิธภัณฑ์ที่สเคอร์ยันก็ได้พยายาม “ขนย้าย” พระคัมภีร์ที่ยังเหลือตกค้างอยู่ในอัฟกานิสถาน ออกมาเก็บรักษาเอาไว้ โดยใช้วิธีการทุกรูปแบบ กระทั่งนำเอาออกมาได้เกือบหมด ก่อนหน้าที่พระพุทธรูปบามิยันจะถูกทำลาย และอัฟกานิสถานถูกกองทัพสัมพันธมิตรถล่ม


เอกสารพระคัมภีร์ที่ทยอยนำมานั้น เมื่อรวมกันตั้งแต่ต้นแล้ว ปัจจุบันมีอยู่ราวๆ 5,000 ชิ้น ที่ยังเป็นรูปเป็นร่าง กล่าวคือเป็นชิ้นส่วนของแผ่นจารึก ใบลาน เปลือกไม้และหนังแกะ ที่มีขนาดตั้งแต่ 2 ตารางเซนติเมตร ไปจนเป็น แผ่นที่สมบูรณ์ นอกนั้นเป็นเศษกระจิริดอีกราว 8,000 ชิ้น เมื่อได้รับชิ้นส่วนพระคัมภีร์มาแล้ว ทางพิพิธภัณฑ์จะทำความสะอาดจัดเตรียมเก็บ ทำก๊อบปี้ และลงหมายเลขกำกับแต่ละชิ้นไว้ เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าต่อไป
ทางพิพิธภัณฑ์ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2540 โดย มีการสัมมนาครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2540 และท้ายสุดครั้งที่สี่ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 ที่เมือง เกียวโต, ญี่ปุ่น โดยมีการเชิญนักโบราณคดีนานาชาติมาร่วมงาน มีการจัดพิมพ์เผยแพร่บางเรื่องที่ได้แปล และเรียบเรียงเสร็จแล้ว เช่น เรื่องของพระเจ้าอโศกมหาราช, พระเจ้าอชาตศัตรู และมหาปรินิพพานสูตรเป็นต้น                                                                             ข้อมูลที่http://thaniyo.brinkster.net/t288.html
เรื่องแนะนำ:



 
บทวิจารณ์
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย ทหารเก่า เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ล๊อคอินยากชิบ
อีกละ
  คำสั่ง โหวต
2 คะแนน โดย boi9999 เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
อย่าส่งจดหมายให้ผมเพราะผมคงไม่ใด้อ่าน ในอดีตในยามมีศึกสงครามประชิดบ้านเมืองทหารหลวงก็นั่งเรือตีฆ้องร้องป่าว เหล่าชายไทยพอใด้ยินเสียงฆ้องก็ทิ้งจอบเสียมบอกแม่บอกภรรยาให้เอาข้าวไปตากแห้งลาพ่อแม่แล้วถือดาบไปปกป้องแผ่นดินเช่นทหารพรานที่ใด้ชื่อเหล่าทหารประชาชน
เอ่อ............อ่านบทความหน่อยนะความรู้ทั้งนั้นอย่าลืมอ่านล่ะใด้โปรดเถอะ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย saddd เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ช่วงนี้ไมค่อย่ว่างเลยครับ
ขอบคุณครับ ความรู้ทั้งนั้นเลย
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย B-Flip เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
กล้าเนอะ
เศร้าใจจังที่โลกนี้มีคนที่มีความคิดแบบนี้บนโลก เป็นภาระของโลกจริงๆ ศาสนาเขาไม่ได้สอนให้คนเป็นแบบนี้ซักหน่อย แต่ทำไมคนถึงทำแบบนี้
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย powerinvincible เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ดูรถเยอะ
u_u อุปนิสัยและพฤติกรรมของสัตว์ยังต่างกันมนุษย์เองก็เป็นสัตว์ สิ่งที่ทำให้แตกต่างกันนั้นเพราะธรรมชาติ'สิ่งแวดล้อม ( เท่านั้น ) ดีหมดคือสวรรค์ เลวหมดคือนรก ดีเลวจึงเป็นโลกใบนี้ ดังนั้นจึงไม่ต้องถามว่าทำไม ทุกสิ่งล้วนยุติธรรมดีแล้วในสังคมและโลกใบนี้ หาคนผิดใครผิดไม่ได้ เราไม่อาจโทษใครได้เรยในความจริงแห่งเหตุผล =เหตุผลที่ว่า เป็นธรรมชาติของโลกเป็นธรรมดาของโลก นี่คือมุมมองแห่งพระอริยเจ้า แต่สิ่งเหล้านี้สำหรับผู้เป็นอริยเจ้าหรือบุคคลที่ได้ดวงตาเห็นธรรมและเข้าสู่ระดับแห่งความเข้าใจทั้งทางด้านกาย วาจา ใจ คือคุณธรรมต้องสูงส่ง คือใจสูง และเมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นกับตนเองแล้ววางเฉยไม่กระทบจิต อารมณ์ เห็นเป็นธรรมดาได้ ว่าไม่ผิดหรอก ไม่แปลกหรอก เป็นธรรมดาของโลก เขาเหล่านั้นได้ชื่อว่า ผู้เข้าใจในธรรมชาติและความจริงอย่างแท้จริง (โหะ ๆ ผมคิดเองทั้งดุ้น *0*จิงแง้ะเนี่ย) จะได้ไม่ว่ากันว่าใครผิดใครถูก


เสริมหน่อย เหมือนกรณี มีคนฆ่าข่มขืนสาวน้อย คุณคิดว่าผิดไหม แน่นอน ผิด แต่ถามหน่อย คนนั้น ๆ เคยเป็นเด็กน้อยไหม เคย หัวเราะร้องให้ เหมือนเด็กน้อยธรรมดาไหม อะไรล่ะที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป พันธุ์กรรม และ สิ่งแวดล้อมไง ที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านี้หล่อหลอม ส่งเหล่านี้หล่อหลอม ตัวบุคคล พันธุ์กรรมแข็ง สิ่งแวดล้อมอ่อน ก็ยังสามารถผ่านพ้นความเลวมาได้ หากพันธุ์กรรมอ่อน สิ่งแวดล้อมแข็ง นึกเอาเอง และอะไรที่สัมพันกันอีกมากมายบรรยายไม่หมด (เรียกว่า"กรรม")จึงเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น พื้นฐานของมนุษย์ต้องการความสงบ การทำดี นี่คือพื้นฐาน แต่ความเห็นแก่ตัวนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมนุษย์รู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม การตัดสินอะไรในโลกจึงต้องให้สังคมตัดสิน แต่ทางธรรม(ธรรมชาติ)ไม่สามารถตัดสินได้ ว่าใครผิดใครถูก หากเป็นเหตุเป็นผลสัมพันธุ์กันอย่างมีเหตุมีผล ที่สุด (ผมบรรยายโดยส่วนตัวจากหนังสือจิตวิทยาด้านการทหารนานแร้ว แบ่งปันกันครับจะได้ไม่ทะเลาะกัน)

สรุปนักจิตวิทยาไม่อาจเอาผิดคนใดคนหนึ่งได้เรย แต่เว้นไว้เช่นกัน สำหรับบุคคลที่เรียกว่า พันธุ์กรรมเลว และสิ่งแวดล้อมเลว การประหารหรือจองจำ ก็เป็นเหตุผลที่สมควรคล้ายว่าเป็นพันธุ์กรรมที่ทำเลวนั้นไม่ผิด แต่ผิดที่ทำเลวผิดที่ผิดทางผิดกาละเทศะในสังคมส่วนใหญ่ที่เขาไม่เลวกัน สังคมส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องมีการ ลงทัณฑ์ตามสมควรครับ ก็ไม่ผิดอีกที่จะมีการลงทัณฑ์ตามควร ว่ากันอีกยาวครับอยากรู้ไรก็เมลมาล่ะกัน

เพราะเน้นรักษาคนส่วนใหญ่ไว้ จึงมีการกำหนดโทษลงทัณฑ์ แม้ตัวผู้พิพากษาบางท่านจะทราบดีก็ตามว่าน่าฉงฉานแค่ไหน ท่านก็ต้องทำเพื่อให้สังคมส่วนใหญ่อยู่อย่างสงบครับ

ดังนั้นไม่ต้องไปด่ากันครับทุกท่านรักกันไว้เตอะ
  คำสั่ง โหวต
21 คะแนน โดย bum เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
สงสารประเทศไทย
ที่ ตาลีบัน มันไล่ฆ่า ชาวบ้านที่ บายิยันเพราะมันบอกหน้าตาเฉยว่า ชาวบามิยันไม่ใช่อิสลาม มันจึงมีสิทธิฆ่าได้ (จาก discovery channel)
    คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย powerinvincible เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ดูรถเยอะ
สรุปยังหว่าเนี่ย โลกนี้ทั้งโลกไม่มีใครผิด เข้าจั้ย มีแต่พยายามช่วยกันให้ดีขึ้น อย่ามัวหาคนผิด และโทษคนนั้นคนนี้ คนอื่น ว่าผิด หรือเราผิด แต่เราจะช่วยกันเปลี่ยนแปลงแม้เพียงแค่ตัวเราเองก็ตาม (n.nความคิดนี้มันออกจะแนวโลกแห่งจิตนาการจิง ๆเรา)
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย ROMEO_23 เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
บุคคล พึงสั่งสมบุญอยู่เนืองนิจ
ดูแล้วครับคุณ boi9999 ผมคงต้องใช้ อุเบกขาบารมีครับ

ในนรกคงแออัดไปด้วยคนเหล่านี้แหละครับ

คนจำพวกนี้คงตกนรกกันเป็นแถว
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย อั้ม ใหญ่ เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ไม่รู้มันจะระเบิดทิ้งทำไม ตั้งไว้มันหนักหัวมันอ่ะเปล่าหว่า
    คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย nupim เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
พวกนี้มันเลว มันไม่มีอารายขัดเกลาจิตใจมันได้หรอก มันใช้มันสมองอันน้อยนิดเป็นตัวตั้ง คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย ต่อย เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ข่าวนี้เหมือนเคยดังมากเมื่อหลายปีที่แล้วนะ
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย ต่อย เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
รู้สึกตอนนั้นอเมริกาจะเสนอเงินซื้อ ด้วยครับ
    คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย พี่ทิด เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
กรรมมุนา วตติโลโก....สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม..ผลของการกระทำย่อมส่งผลทั้งโลกนี้และโลกหน้า...เราคอยดูผลจากการกระทำของพวกเขา..อย่างสงบ...คงเห็นผลในปัจจุบันชาตินี้แล
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย Monkey D Luffy เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ปีหน้า ดวงจะดีแล้วค้าบ...เพราะมีหมอดูเค้า ฟานโทงอ่ะค้าบ
มนุษย์ แตกต่างกันเสียจริง
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย Monkey D Luffy เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ปีหน้า ดวงจะดีแล้วค้าบ...เพราะมีหมอดูเค้า ฟานโทงอ่ะค้าบ
ขออีกที ....................

มันเลวจริงๆ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย ปลง2 เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ฟู่ฟ่าเดี๋ยวก็วาย เรียบง่ายอยู่ได้นาน
ทำอย่างนี้ เหยียบย่ำหัวใจชาวพุทธอย่างแรง
ดีนะที่เรารักสลบไม่งั้นได้ทำสงครามก่อนไอกันอีก แม่งทำได้ไงว่ะ เหมือนไม่เห็นศาสนาอื่นอยู่ในสายตาเลย ลงนรกไปเถอะพวกมึง
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย เด็กชายโอ๋ เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
มองโลกในแง่ดีสักนิด.. แล้วทุก ๆ อย่างมันจะดีขึ้นเอง..
เราคงได้แต่ร้องไห้อยู่ในใจ ทำใจ ปลง และอดทน เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนไว้ให้มี เมตตา วุทิตา อุเบกขา,เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร,โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า.. แล้วก็อีกเยอะที่จะช่วยระงับความโกรธในใจของเรา.. แต่เหตุใดผู้ที่มิได้ศรัทธาในพุทธศาสนา จึงชอบอ้างในศาสนาของท่าน เพื่อที่จะรบราฆ่าฟันชีวิตผู้อื่น รึแม้กระทั่งทำลาย พระพุทธรูปอันเป็นประวัติศาสตร์ เป็นสัญลักษณ์ที่เคารพบูชา หากใครทำลายรึย่ำยีในสิ่งที่ท่านเคารพบูชา.. ท่านคงจะอ้างถึงไฟแห่งการลงโทษแล้วทำลายล้างผู้อื่น.. ท่านชอบบอกว่าพวกท่านโดนรังแกมาตลอด แล้วสิ่งที่ท่านทำอยู่ล่ะ???
  คำสั่ง โหวต