โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน

เรื่องแนะนำ

Powered by
7
คะแนน
 
โดย boi9999 เป็นกระทงร้อน 8 เดือนที่แล้ว
อย่าส่งจดหมายให้ผมเพราะผมคงไม่ใด้อ่าน ในอดีตในยามมีศึกสงครามประชิดบ้านเมืองทหารหลวงก็นั่งเรือตีฆ้องร้องป่าว เหล่าชายไทยพอใด้ยินเสียงฆ้องก็ทิ้งจอบเสียมบอกแม่บอกภรรยาให้เอาข้าวไปตากแห้งลาพ่อแม่แล้วถือดาบไปปกป้องแผ่นดินเช่นทหารพรานที่ใด้ชื่อเหล่าทหารประชาชน
 
หนึ่งในห้วงคำนึงของทหารไทย"เราจะไม่ทิ้งไครไว้ข้างหลัง"
คะแนน: 7 ชอบ, 0 ไม่ชอบ

tag: การเมือง ทหาร บทความ ประวัติศาสตร์ สงคราม ไทย

ประเภท: การเมือง
11 บทวิจารณ์  |  2,848 คนอ่าน
 
คำสั่ง
Share เว็บฝรั่ง
Share เว็บไทย
Exteen
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
พลบค่ำของวันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน 2518 ลำน้ำโขง ซึ่งกั้นเขตแดนไทย-ลาว อันเป็นเสมือน "บ้านพี่เมืองน้อง" ยังคงไหลเอื่อยเหมือนเช่นทุกคืนที่ผ่านมา

บรรยากาศยังคงสงบเงียบภายใต้แสงจันทร์สลัวจากท้องฟ้าเบื้องบน ขณะที่เรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำหรือเรือพีบีอาร์ หมายเลข 123 ของหน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขงกองทัพเรือ กำลังแล่นลาดตระเวนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

มันเป็นการปฏิบัติภารกิจตามปกติซึ่งลูกประดู่จากสถานีเรืออำเภอ "ศรีเชียงใหม่" กระทำมาโดยตลอดนับตั้งแต่วันแรกที่สถานีเรือแห่งนี้จัดตั้งขึ้น

บนเรือพีบีอาร์ หมายเลข 123 มี *พันจ่าตรีปรัศน์ พงศ์สุวรรณ* ทำหน้าที่ผู้การเรือและเป็นผู้จับพังงาถือท้ายเพื่อบังคับเรือด้วยตนเอง โดยมีลูกทีมอีกสองนายทำหน้าที่พลปืนประจำเรือและช่างเครื่อง

แม้จะเป็นการปฏิบัติภารกิจเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ในคืนวันนั้นพันจ่าตรีปรัศน์ซึ่งถือเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของเรือพีบีอาร์ หมายเลข 123 ก็ต้องได้เพิ่มความระมัดระวังและสังเกตการณ์เป็นพิเศษ

*เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องจากหัวหน้าสถานีเรือซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเขาแจ้งว่าหน่วยข่าวสืบทราบพบว่าฝ่ายตรงข้ามจะลักลอบนำ "อาวุธสงคราม" ข้ามจากฝั่งลาวมายังฝั่งไทยและพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้ามอยู่ในเขตรับผิดชอบของสถานีเรือนี้*

ก่อนเวลาประมาณ 19 นาฬิกา 30 นาทีเล็กน้อย เรือพีบีอาร์หมายเลข 123 ได้แล่นผ่าน บ้านพูนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ห่างจากฝั่งไทยประมาณ 100 เมตร ห่างจากฝั่งลาวประมาณ 400 เมตร

*ทันใดนั้นสิ่งที่พันจ่าตรีปรัศน์และลูกเรือไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น*

จู่ๆ เสียงแผดคำรามจากอาวุธสงครามนานาชนิด ทั้งอาวุธประจำกายและอาวุธหนักก็ระเบิดรัวขึ้นชนิดสนั่นหวั่นไหว พร้อมๆ กับประกายไฟสว่างโร่พุ่งวาบข้ามฝั่งลาวตรงมายังเรือพีบีอาร์ของไทยซึ่งกำลังแล่นลาดตระเวนอยู่

มันเป็นการยิงจากทหารลาวซึ่งวางกำลังและฐานที่ตั้งไว้ 5 แห่ง ในลักษณะที่เตรียมการล่วงหน้า โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะทำลายเรือของหน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขงให้ย่อยยับ

ทันทีที่ถูกโจมตี พันจ่าตรีปรัศน์ร้องบอกลูกเรือให้ทำการยิงโต้ตอบและพยายามบังคับเรือแล่นซิกแซ็กเพื่อหลบออกจากวิถีกระสุนของข้าศึกตามที่เคยได้รับการฝึกมาก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้ง

พร้อมกันนั้น พันจ่าตรีหนุ่มก็หันไปคว้าไมค์วิทยุขึ้นมาเพื่อที่จะแจ้งสถานการณ์ฉุกเฉินและขอความช่วยเหลือไปยังสถานีเรือของหน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขงหรือ นปข. ให้ส่งกำลังมาสนับสนุน

*แต่แล้วในวินาทีอันต่อเนื่อง กระสุนของทหารลาวนัดหนึ่งได้พุ่งเข้ามาที่กลางแสกหน้าของพันจ่าตรีปรัศน์อย่างเหมาะเหม็ง*

ร่างของลูกประดู่จากอำเภอพระประแดงสะดุ้งสุดตัวหงายผงะหล่นลงจากที่นั่งเสียชีวิตทันที พร้อมๆ กับที่พีบีอาร์ซึ่งปราศจากผู้บังคับกลายเป็นเรือไร้หางเสือพุ่งหัวขึ้นเกยตื้นบริเวณ "ดอนแตง" ซึ่งเป็นเนินทรายกลางแม่น้ำโขง ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับลงในทันที
แม้ผู้บังคับการเรือจะถูกกระสุนข้าศึกเสียชีวิตไปแล้ว แต่พลประจำเรือที่เหลืออยู่ของพีบีอาร์ 123 ก็ยังทำการต่อสู้ด้วยสัญชาตญาณของลูกนาวีไทย กระสุนปืนกลขนาด .50 แคลิเบอร์ แท่นคู่ทางด้านหัวเรือและปืนกล ขนาดเดียวกันทางด้านท้ายเรือยังคงสาดกระสุนข้ามกลับไปยังฝั่งลาวอย่างห้าวหาญ แม้ว่าในช่วงเวลานั้น เรือจะเกยหัวขึ้นไปอยู่บนสันดอนและกลายเป็น "เป้านิ่ง" ให้ข้าศึกซัลโวเข้าใส่อย่างได้เปรียบก็ตาม

*ทุกวินาทีที่ผ่านไป สถานการณ์ของฝ่ายเราตกอยู่ในภาวะคับขัน แต่เรือพีบีอาร์หมายเลข 123 ยังคงยิงสู้ข้าศึกจนกระสุนหมด*

ในเวลาต่อมา หน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขงก็ได้ส่งเรือพีบีอาร์ หมายเลข 125 และหมายเลข 128 เข้ามาสมทบเพื่อทำการช่วยเหลือพร้อมด้วยกำลังทหารนาวิกโยธิน ซึ่งเคลื่อนเข้ามาตั้งมั่นอยู่บนฝั่งไทย
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายข้าศึกได้ส่งเรือเข้ามายิงกดดันต่อเป้าหมายบริเวณดอนแตง รวมทั้งได้ใช้ "รถถัง" ยิงอาวุธข้ามมาจากฝั่งลาวอย่างรุนแรง เพื่อที่จะขัดขวางการช่วยเหลือทำลายเรือ 123 ให้พินาศ

ปฏิบัติการของเรือ 125 และเรือ 128 จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะบริเวณดอนแตงกลายเป็นเป้าหมายที่ทหารลาวยิงถล่มเข้าใส่ราวกับห่าฝน

ฝ่ายเราจึงช่วยเหลือได้เฉพาะพลประจำเรือ 123 ซึ่งได้รับบาดเจ็บออกมาจากเรือเท่านั้น โดยเรือ 128 ทำการยิงคุ้มกันและให้เรือ 125 แล่นเข้าไปใกล้ดอนแตง เพื่อให้ผู้บาดเจ็บที่ยังสามารถช่วยตัวเองได้สละเรือ 123 ออกมาขึ้นเรือ 125

*ส่วนศพของพันจ่าตรีปรัศน์จำเป็นต้องทิ้งไว้บนเรือก่อน มิเช่นนั้นจะเกิดความสูญเสียเพิ่มมากขึ้นไปอีก*

หลังถอนตัวออกมาได้แล้ว หน่วย นปข. ได้รายงานมายังศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือในพระราชวังเดิมแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้กำลังพลประจำเรือพีบีอาร์ หมายเลข 123 เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 1 นาย ส่วนเรือพีบีอาร์ หมายเลข 128 ซึ่งเข้าไปช่วยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ไม่มีผู้เสียชีวิต

แต่ภารกิจของทหารเรือไทยยังไม่สิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น เพราะพลเรือเอก "สงัด ชลออยู่" ผู้บัญชาการทหารเรือและผู้บัญชาการทหารสูงสุด สั่งการอย่างเด็ดขาดว่า "ให้นำศพผู้เสียชีวิตกลับออกมาจากเรือให้ได้"

รุ่งเช้าของวันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน กองทัพเรือได้ส่งชุดปฏิบัติการนาวิกโยธินข้ามไปยังดอนแตง เพื่อปฏิบัติการกู้ศพผู้เสียชีวิตออกมาจากเรือ พร้อมทั้งร้องขอการสนับสนุนเครื่องบินใบพัดแบบ ที-28 ของกองทัพอากาศ จำนวน 2 เครื่อง ทำหน้าที่คุ้มกันเหนือบริเวณเป้าหมาย

*เมื่อฝ่ายลาวเห็นทหารเรือไทยข้ามไปยังดอนแตง การโจมตีขัดขวางก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง*

เรือตรวจการณ์ลำน้ำฝ่ายลาวได้แล่นรุกล้ำเข้ามายังดอนแตง ซึ่งเป็นเขตไทยและใช้ปืนเรือยิงสกัดกั้นการเคลื่อนที่ของทหารนาวิกโยธินซึ่งพยายามรุกคืบไปยังเรือ 123

เครื่องบิน ที-28 ของกองทัพอากาศจึงทำการโจมตีตอบโต้ โดยใช้ปืนกลอากาศยิงข่มเพื่อกดดันให้เรือของฝ่ายลาวถอยกลับไปและออกห่างจากบริเวณที่เรือ 123 ของฝ่ายไทยเกยตื้นอยู่

ถึงแม้เรือของฝ่ายลาวจะแล่นกลับไปโดยไม่สามารถส่งทหารเข้ามาขึ้นฝั่งที่ดอนแตงได้ แต่เครื่องบินของฝ่ายไทยก็ถูกยิงตอบโต้ด้วยปืนต่อสู้อากาศยานเช่นกัน และบริเวณดอนแตงในตำแหน่งที่เรือเกยตื้นก็เป็นจุดที่ฝ่ายลาวระดมยิงอาวุธหนักเข้าใส่เพื่อกดดันไม่ให้นาวิกโยธินของไทยเข้าประชิดเรือได้ ในที่สุด ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ของฝ่ายไทยจึงต้องสั่งถอนกำลังกลับโดยที่ไม่สามารถนำศพพันจ่าตรีปรัศน์ออกมาจากเรือได้ เหตุการณ์จึงทวีความตึงเครียดมากขึ้นไปอีก

เมื่อถึงตอนนั้น *พลเรือเอกสงัด ชลออยู่* ผู้บัญชาการทหารเรือและผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงได้สั่งการอีกครั้งและกลายเป็นประโยคประวัติศาสตร์สำหรับทหารเรือไทยมาจนทุกวันนี้ว่า

*"ถ้าไม่ได้ศพคืนก็ต้องเพิ่มศพเข้าไป"*
ถ้อยคำนี้แสดงถึงความเข้มแข็งเฉียบขาดของผู้นำกองทัพของไทยในยุคนั้น และทำให้ทุกหน่วยที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีขวัญและกำลังใจเต็มเปี่ยม มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจที่พวกเขามอบหมายให้สำเร็จลุล่วงให้จงได้

ในคืนวันนั้นเอง ปฏิบัติการกู้เรือและชิงศพก็เริ่มขึ้นเป็นครั้งที่สองโดยในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา 15 นาที นักทำลายใต้น้ำจู่โจมหรือ "มนุษย์กบ" จากเกาะพระของกองทัพเรือซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหน่วยรบพิเศษที่มีขีดความสามารถมากที่สุด สามารถปฏิบัติการได้ทั้งสามมิติก็บินไปถึงจังหวัดหนองคายและถูกส่งเข้าพื้นที่ปฏิบัติการ

ผู้นำทีมมนุษย์กบในขณะนั้นคือเรือเอก "อนุวัฒน์ บุญธรรม" พร้อมด้วยมนุษย์กบอีก 5 นาย ได้แทรกซึมข้ามลำน้ำเข้าไปยังพื้นที่อันตรายโดยอาศัยจังหวะที่มีเมฆบดบังดวงจันทร์ ทำให้ดอนแตงตกอยู่ในความมืดสลัว

ทีมมนุษย์กบของไทยเคลื่อนตัวจากบ้านท่ามะเฟือง อำเภอท่าบ่อมุ่งสู่ดอนแตง บริเวณที่เรือ พีบีอาร์ 123 เกยตื้นอยู่ ห่างจากฝั่งไทยประมาณ 2 กิโลเมตร

มันเป็นการเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบและระมัดระวัง โดยที่ทหารลาวซึ่งคุมเชิงอยู่ไม่มีโอกาสสังเกตเห็นเลย

ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา ทีมมนุษย์กบซึ่งออกจากฝั่งไทยพร้อมด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์สำคัญก็ไปถึงที่หมายและลงมือทำงานทันที

จนกระทั่งเวลาตีหนึ่ง ปฏิบัติการจึงสำเร็จเรียบร้อย ฝ่ายเราสามารถนำศพของพันจ่าตรีปรัศน์ พงษ์สุวรรณ กลับมาได้

ไม่เพียงแต่จะกู้ศพกลับมาเท่านั้น ทีมมนุษย์กบของกองทัพเรือยังได้ถอดปืนเรือและเครื่องมือสื่อสารตลอดจนอุปกรณ์สำคัญทุกชิ้นจากเรือและนำกลับมายังฝั่งไทย ก่อนที่จะ "วางระเบิด" ไว้ที่จุดสำคัญของเรือต่อสายชนวนลากกลับมาด้วย

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้วเมื่อเห็นฝ่ายไทยระดมกำลังจังก้าเรียงรายกันริมฝั่งแม่น้ำโขงหันปากกระบอกเข้าสู่ฝั่งลาว

ทหารลาวที่คุมเชิงอยู่บริเวณดอนแตงจึงถอนตัวกลับออกไป เปิดโอกาสให้ฝ่ายไทยเข้ากู้เรือและลากเรือ 123 กลับคืนมาได้ในวันต่อมาโดยไม่มีการปะทะเกิดขึ้นอีก

สองวันหลังเกิดเหตุ เป็นวันที่ 20 พฤศจิกายน ตรงกับวันกองทัพเรือ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เดินทางไปเยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมกับกล่าวชมเชยความสำเร็จของทีมช่วยเหลือและกู้เรือ นับเป็นความสำเร็จที่ไม่ต่างอะไรกับการมอบของขวัญอันล้ำค่าให้กับทหารเรือไทยเนื่องในวันกองทัพเรือ

จากวันนั้นถึงวันนี้ "วีรกรรมที่ดอนแตง" ได้กลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำและรำลึกถึงวีรกรรมของทหารเรือไทยและหน่วย นปข.
เรื่องแนะนำ:



 
บทวิจารณ์
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย บังรอน เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
No Comment
ชอบครับสนุกดีมีอีกรึเปล่า
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย vazzup เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ไม่มีตังและคารม มีแต่อารมณ์และกำลัง

ทำไมทหารลาวจึงยิงใส่ไทย
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย Revoltman เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
สาระดีคับ ถ้าไม่เป็นทหารขั้นสูงๆคงไม่เข้าใจเหตุผลว่าถึงมีการปะทะกันเนืองๆ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย Redpaper เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
กระทู้สาระแบบนี้ต้องโหวต เออ..แต่ว่าจะโหวตทำไงอ่า -.-
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย hirakana เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ขอให้ศาสนาพุทธ จงตั้งมั่นอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ตลอดกาล
อือ แล้วทหารลาวจะยิงใส่ทหารไทยทำไมอ่ะ

แค่ไปลาดตระเวน
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย JaAey เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
สงสัยต้องให้อดตายกันทั้งประเทศก่อน ><
เท่อ่ะ
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย future2550 เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ทำไมไม่ตอบโต้ให้หนักกว่านี้ ไหนบอก บ้านพี่เมืองน้องแล้วทำแบบนี้หมายความว่าไง ขอชมเชยทหารไทยนะครับ ที่มีความกล้ามาก ไม่ยอมให้ไครมาลุกราน
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย NONG22 เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
ถ้าข้บุกจงตามข้ามา ถ้าข้าถอยจงฆ้าข้าเสีย
แล้วถ้ารบกันจิงๆประเทศเราจะสู้ใครได้เนี้ย
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย bum เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
สงสารประเทศไทย
นั้นดิ ตอนนั้นทำไมมันยิงก่อนอ่ะ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย thanidson เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว
เคยอ่านแบบเต็มๆแล้วครับ ถ้าเราจะถล่มลาวเลยก็ได้แต่ไม่มีคำสั่งเลยไม่ได้ทำไร ไม่งั้นยิงปืนใหญ่ไม่ต้องหยุด ลาวตายเรียบแน่
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย nonkcc101 เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว
ป.ล. รูปนี้แฟนผมเองนะครับ
ใช่เลย

เห็นด้วยกะ
^
^
^
^
ไม่งั้นลาวตายหมดแระ
คุณต้อง ล็อกอิน จึงจะวิจารณ์กระทงได้