|
|
|
กระทงร้อน
เรื่องแนะนำ
Powered by
|
เรื่องแนะนำ:
|
เรื่องเด็ดๆ
เรื่องใหม่ๆ (คะแนนไม่ถึง 3)
|
แต่
ในความเป็นจริงแล้ว โอพาร์ทสเหล่านี้ กว่าครึ่งหนึ่งเป็นความบังเอิญ ความเข้าใจผิดหรือการคิดไปเองของผู้ค้นพบเสียมากกว่าค่ะ แน่นอนว่าที่เป็นของจริงมันก็มี (โมอายที่เกาะอีสเตอร์เป็นต้น) แต่นอกนั้น....ไม่อยากบอกเลยว่าทำเอาข้าพเจ้าหมดแรงคาหน้าจอมากี่หนแล้ว เลยเอามาให้ช่วยพิจารณากันหน่อยค่ะว่านี่โอพาร์ทสจริงรึเปล่า อันนี้เป็นอันที่โดนใจข้าพเจ้ามากๆ
ถูกค้นพบเมื่อปี 1898 ในสุสานใกล้กับเมืองกีซาซึ่งถูกประมาณการว่าสร้างเมื่อ 200 ปีก่อนคริสตกาล (บางเอกสารจะกล่าวว่า 2000 ปี แต่ที่จริงแล้ว 200 ปีนี่แหละค่ะ) ความยาวตลอดตัวประมาณ 14 เซนติเมตร ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธพันธ์กรุงไคโรค่ะ
ในครั้งแรกนักโบราณคดีลงความเห็นว่าเป็นเพียงงานฝีมือธรรมดาจึงถูกเก็บไว้ในห้องใต้ดินและไม่ได้รับความสนใจนัก หากภายหลังมีผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การบินชี้ว่าทรวดทรงและองศาของปีกตรงตามหลักการทำปีกเครื่องบิน และยังมีผู้กล่าวด้วยว่าเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุด (ในเวลานั้น) ซึ่งดีไซน์โดยนาซ่ามีความคล้ายคลึงกับโมเดลดังกล่าวนี้มาก
ภาพเดียวอาจไม่ชัดพอ ลองมาดูภาพจากมุมต่างๆกันดีกว่า
ปี 1968 ชาร์ลส แฮปกู้ด ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยประจำรัฐได้นำตัวอย่างการค้นพบ 3 ชิ้นส่งไปยังบริษัทไอโซทอปเพื่อตรวจอายุของวัตถุโดยการตรวจเรดิโอคาร์บอน (การใช้คาร์บอน-14 ในการตรวจหาอายุวัตถุ*) ผลปรากฏว่าแต่ละชิ้นถูกสร้างขึ้นเมื่อ 1110 ปีก่อนคริสตกาล 1640 ปีก่อนคริสตกาลและ 4530 ปีก่อนคริสตกาล
ในปีถัดมา มีการนำเทคนิคเทอร์โมลูมิเนสเซนส์ (การตรวจอายุวัตถุด้วยการวัดปริมาณสะสมของคลื่นรังสีในธรรมชาติ*) ซึ่งเพิ่งถูกคิดค้นโดยมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย มาใช้กับตุ๊กตาดังกล่าว ผลปรากฏว่าทั้ง 3 ชิ้นถูกสร้างขึ้นเมื่อ 2500 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งผลการตรวจนี้กลายมาเป็นเครื่องยืนยันว่าตุ๊กตาทั้งสามตัวเป็นของจริง และมีความเป้นไปได้ว่าไดโนเสาร์ที่เราเข้าใจกันว่าสูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีก่อนนั้น ที่จริงแล้วยังมีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับมนุษยชาติจนถึงอย่างน้อยเมื่อ 5500 ปีก่อนนี้เอง
ข้อค้าน
- โดยปกติ เรดิโอคาร์บอนเป็นการตรวจที่ใช้กับอินทรีย์วัตถุ ในขณะที่ตุ๊กตาเหล่านี้เป็นอนินทรีย์วัตถุ ซึ่งทั่วไปแล้ว จะใช้เรดิโอคาร์บอนในการตรวจชิ้นไม้ซึ่งติดมากับวัตถุมากกว่าจะตรวจตัววัตถุเองเลย เพราะการตรวจตัวตุ๊กตานี้จะทราบเพียงอายุของดินที่เป็นวัตถุดิบ ไม่ใช่ปีที่ตุ๊กตาถูกทำขึ้น
- เกี่ยวกับเทอร์โมลูมิเนสเซนส์นั้น เนื่องจากเมื่อดินถูกเผา รังสีสะสมในดินซึ่งเป้นวัตถุดิบก็จะหายไป ทำให้เป็นวิธีที่สามารถทราบอายุหลังจากตุ๊กตาถูกสร้างขึ้นได้ชัดเจนกว่า แต่ในทำนองเดียวกันก็มีคำค้านว่า ถ้าตุ๊กตาถูกเผาด้วยอุณหภูมิต่ำทำให้รังสีแต่เดิมไม่หายไป หรือถ้ามีการนำวัตถุไปอาบรังสี ก็จะทำให้อายุของวัตถุมากกว่าที่ควรจะเป็นได้เช่นกัน
- ชิ้นที่ถูกนำมาเผยแพร่เป็นการเลือกเฉพาะชิ้นอย่างจงใจ ซึ่งในความจริงแล้ว ยังมีชิ้นที่เหมือนกับมนุษย์จระเข้ มนุษย์ช้าง มังกรมีปีก หรือกระทั่งบราซิโอเซารัสที่ยืนสองขา*
...เรียนกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้ว เกี่ยวกับประวัติและการทำงานของแบตเตอร์รี่ ว่ามันถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปี 1800 โดย Alassandro Volta ซึ่งชื่อ Volta ของเขาได้กลายเป็นหน่วย Volt ในปัจจุบัน เพื่อเป็นการยกย่องและให้เกียรตินักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ แต่ว่านะครับ เจ้าไหแห่งแบกแดดที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้ ทำเอาวงการวิทยาศาสตร์ต้องกลับมาคิดใหม่เสียแล้วว่า คนคิดค้นแบตเตอร์รี่เป็นคนแรก"ในโลก"น่าจะไม่ใช่ Volta เสียแล้ว
คนแรกที่ศึกษาไหมหัศจรรย์ของเรา เป็นนักโบราณคดีชาวเยอรมันชื่อ Wilhelm Konig ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า โคนิ่งขุดพบไหเหล่านั้นด้วยตัวเอง หรือว่าไปเอามาจากที่อื่นอีกต่อ อย่างไรก็ตามนะครับ ไหที่ว่าสามารถพบเห็นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในไซต์ขุดทางโบราณคดี สถานที่ที่ได้ชื่อว่าพบไหเหล่านี้เรียกว่า Khujut Rabu ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากกรุงแบกแดด ประเทศอิรัคนัก อ้อ โคนิ่งระบุการค้นพบของเขาในปี 1938 ครับ ไหพวกนี้มีอายุราว 2-3 พันปี ทำจากดินเหนียวปั้นหรือดินเผา ด้านบนของไหถูกปิดด้วยวัสดุประเภทน้ำมันดิน มีแท่งเหล็กสอดอยู่ด้านในซึ่งหุ้มด้วยวัสดุประเภทแผ่นทองแดงอีกต่อนึง โปรดดูแผนภาพประกอบนะครับ เห็นแล้วท่านก็คงนึกเหมือนโคนิ่งเหมือนกันว่า ลักษณะของมันคล้ายแบตเตอร์รี่มากกว่าไหธรรมดาๆ ซึ่งเขาได้ตีพิมพ์บทความของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในปี 1940
บทความของโคนิ่งน่าจะโด่งดังคับวงการโบราณคดี หากสงครามโลกครั้งที่สองไม่เกิดขึ้นเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้สานต่อเจตนารมณ์ของเขาเกี่ยวกับการศึกษาแบตเตอร์รี่โบราณเหล่านี้ Willard F. M. Gray ชาวอเมริกันแห่ง the General Electric High Voltage Laboratory ในเมืองพิตสฟิลด์ รัฐแมสซาชูเซ็ต ได้นำแบบของไหแบตเตอร์รี่มาศึกษา เขาพบว่า แบตเตอร์รี่นี้ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีประเภทน้ำกรดเสมอไปในการให้กำเนิดพลังงานไฟฟ้า เกรย์ทดลองเอาน้ำองุ่นใส่เข้าไปในไห และพบว่า มันให้กระแสไฟฟ้าออกมาประมาณ 2 โวลต์
เนื่องจากไฟสองโวลต์นี้ถือว่ามีขนาดจิ๊บจ๊อยมาก ดังนั้นจึงมีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านที่อกโรงคัดค้านทฤษฎีแบตเตอร์รี่สามพันปีนี้ เพราะถ้ามันเป็นแบตเตอร์รี่จริงๆ ใครเล่าเป็นคนสร้างมันขึ้นมาและสร้างมาเพื่ออะไรกันแน่? Khujut Rabu ดินแดนซึ่งพบไหแบตเตอร์รี่ เคยถูกครอบครองโดยชนเผ่าโบราณชื่อ Parthians ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่า ชนเผ่านี้เก่งกาจเรื่องการรบ แต่ด้านอารยธรรมหรือเทคโนโลยี พวกเขาไม่ได้เจริญอะไรนัก นักวิจัยบางคนให้ข้อสังเกตุว่า อารยธรรมของพวกเขาไม่ได้เกิดจากการสั่งสมมาหรอกครับ แต่ได้รับการถ่ายทอด(หรือเลียนแบบ)มาจากแหล่งอื่นอีกต่อหนึ่ง ดังนั้น กลุ่มคนที่ชื่นชมเรื่องลึกลับ จึงตั้งประเด็นไปที่ใครบางคน ซึ่งอาจจะเป็นนักท่องอวกาศ ซึ่งเดินทางแวะเวียนมายังโลกในช่วงนั้นพอดี
อืมห์… เป็นข้อสังเกตที่โรแมนติคเอาการเหมือนกันนะครับ เพราะเจ้าแบตเตอร์รี่ของเราเนี่ย ก็ไม่ได้มีวัสดุอุปกรณ์อะไรที่เป็น High-Tech เลยแม้แต่นิดเดียว ส่วนประกอบทุกอย่างเป็นวัสดุพื้นๆที่ชนพื้นเมืองสามารถหาได้ตามยุคสมัยของพวกเขา ที่น่าตกใจก็คือ พวกเขารู้ได้อย่างไรเล่าครับว่า หาเอาวัสดุพวกนี้มาประกอบกันอย่างถูกวิธี แล้วเติมสารเคมีบางอย่างลงไป มันจะก่อให้เกิดไฟฟ้าได้ ถ้าแบตเตอร์รี่นี้เกิดขึ้นด้วยการค้นพบโดยบังเอิญของคนโบราณแล้วล่ะก็ มันก็เป็นความบังเอิญที่น่าประหลาดใจเอามากๆ จริงไหมครับ?
สรุปแล้วเจ้านี่มันเคยถูกใช้เป็นแบตเตอร์รี่จริงหรือเปล่าเอ่ย?
ไม่ทราบสิครับ ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าข้อเท็จจริงที่ออกมาคือ เจ้าไหพวกนี้ถูกสร้างขึ้นตามหลักของการทำแบตเตอร์รี่ และสามารถให้กำเนิดกระแสไฟได้จริงๆก็ตาม Dr. Arne Eggebrecht นักวิจัยชาวเยอรมัน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากแบตเตอร์รี่แล้ว ดินแดนอาหรับโบราณ ยังมีวัสดุประเภท Electroplate อยู่จำนวนมาก โดยมีลักษณะเป็นแผ่นบางๆเหมือนเซลแบตเตอร์รี่ ทำด้วยเงินบ้าง ทองบ้าง ซึ่งเป็นไปได้ไหมว่า มันอาจจะถูกใช้งานบางอย่างควบคู่กันไปกับไหแบตเตอร์รี่ที่เราพูดถึงในขณะนี้ Dr. Eggebrecht ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งของต่างๆในพิพิธภัณฑ์ ถ้าเรานำมาศึกษาดีๆแล้วล่ะก็ ไม่แน่ว่าเจ้าสิ่งที่เราเคยขึ้นบัญชีว่า เป็นเครื่องประดับ หรือ โบราณวัตถุทางศาสนาเหล่านั้น อาจเป็นอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ของบรรพชนเราเสียด้วยซ้ำ
อีริค ฟอน ดานิเก้น เจ้าเก่าพยายามจะโยงใยภาพหลอดไฟในวิหารเดนเดร่า เข้ากับแบตเตอร์รี่อายุสามพันปี ที่ค้นพบในกรุงแบกแดดประเทศอิรัก แนวคิดของดานิเก้นก็คือ แบตเตอร์รี่อย่างง่ายนี้แหละ ที่เป็นแหล่งให้แสงสว่างของชาวอียิปต์โบราณ และเนื่องจากอียิปต์และอาหรับมีการติดต่อค้าขายกันมาช้านาน การที่จะพบหลักฐานในดินแดนบริเวณนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
จากภาพในวิหารเดนเดร่า เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับหลอดไฟในปัจจุบัน ท่านรู้สึกไหมครับว่ามีส่วนที่คลับคล้ายกันเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง หรือ ไส้ในที่เป็นรูปเหมือนงูขนด วิศวกรในปัจจุบันที่ศึกษาภาพนี้กล่าว่า มีส่วนเป็นไปได้สูงที่ภาพนี้จะหมายถึงหลอดไฟ แต่มีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติอยู่ นั่นคือไม่มีการค้นพบแหล่ง พลังงานที่จะทำให้หลอดไฟพวกนี้ทำงาน แม้ว่านักคิดคนดังอย่าง อีริค ฟอน ดานิเก้น จะพยายามโยงใยเรื่องนี้เข้ากับแบตเตอร์รี่ที่ค้นพบในกรุงแบกแดด และอ้างว่า ชาวอียิปต์อาจมีกรรมวิธีที่คล้ายกันในการผลิตกระแสไฟขึ้นมา แต่ก็ยังฟังไม่ขึ้นอยู่ดีครับ เพราะหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบ ไม่ได้ส่อความโยงใยระหว่างสองเรื่องนี้แม้แต่น้อย
ปัญหาอีกอย่างที่วิศวกรท่านนั้นกล่าวไว้คือขนาดครับ ขนาดหรือ Scale ของหลอดไฟฟ้า ถ้าจะว่ากันตามหลักของอีเล็คทรอนิคส์จริงๆ สเกลที่ออกมามันผิดส่วนครับ หลอดไฟยาวๆแบบนั้นไม่มีทางจะส่องสว่างได้เลยหากนำมาใช้งานจริง ซึ่งข้อโต้แย้งนี้ก็ได้รับการเยาะเย้ยจากดานิเก้นว่า ภาพเขียนของชาวอียิปต์โบราณนั้น มักจะเขียนภาพของเทพเจ้า ตลอดจนบุคคลสำคัญออกมาในลักษณะที่เกินจริงเสมอ ภาพที่พบนั้นเป็นภาพจารึกตามฝาผนัง ไม่ใช่แปลนของสิ่งก่อสร้างที่จะต้องให้ออกมาตามสัดส่วนแบบเป๊ะ ดานิเก้นเขาว่าอย่างนี้ครับ ยังมีนักเขียนอีกสองสามคนที่สนับสนุนแนวคิดของดานิเก้น กล่าวคือ พวกเขาเชื่อว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ ชาวอียิปต์ได้มาจากพระเจ้าที่เป็นมนุษย์ต่างดาว การจะเอาระบบหรือเทคโนโลยีของมนุษย์ในปัจจุบันไปวัดนั้น มันงี่เง่าเกินไปหน่อยมั้ง
มีคำอธิบายที่น่าสนใจอยู่ครับ เกี่ยวกับเรื่องภาพผาผนังที่เดนเดร่า แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าโบราณของอียิปต์ ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในเทพตำนานและพงศาวดารสักนิด ผมขอข้ามไปละกันนะครับ แต่คำอธิบายนั้นไม่ได้ตอบคำถามทั้งหมดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะครับ เพราะยังไง แบตเตอร์รี่ที่พบในอิรัคก็ยังยืนยันได้อยู่ว่า คนโบราณเมื่อหลายพันปีก่อนก็รู้จักใช้ไฟฟ้าเหมือนกัน ไม่แน่นะครับ อีกไม่นานเราอาจได้พบหลักฐานสำคัญซึ่งบ่งชี้ว่า ฟาโรห์ของอียิปต์ เคยใช้เทคโนโลยีไฟฟ้าในการสร้างมหาปิระมิดก็เป็นได้ ของมันไม่แน่หรอกนาย.....
มีสิ่งประดิษฐ์อย่างน้อยหนึ่งชิ้นที่พิสูจน์ว่า อารยธรรมหนึ่งในโลกโบราณเป็นเจ้าของเทคนิคที่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่คาดถึงมาก่อน มันถูกพบในทะเลนอก เกาะแอนติคีเธอร่า (antikythera) อันเป็นเกาะเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของครีท มันจึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ เครื่องจักรกลแอนติคีเธอร่า (Antikythera Machine) ซึ่ง มันถูกค้นพบจากเรือที่อับปางลำหนึ่งที่ถูกค้นพบในปี 1900 โดยทีมนักดำน้ำที่ตัดสินใจที่จะลองหาฟองน้ำบนโขดหินนอกเกาะแอนติคีเธอร่า แต่พวกเขาพบเรือที่บรรทุกรูปปั้นเต็มลำ ต่อมาในปีนั้นพวกเขากลับไปที่นั่นอีกครั้งและหลังจากหลายเดือนของการดำน้ำที่ยากลำบากและอันตราย พวกเขาก็นำเอารูปปั้นหินอ่อนและบรอนซ์ขึ้นมา และนำพวกมันไปยังพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติในกรุงเอเธนส์ เพื่อทำความสะอาดและบูรณะ
พนักงานของพิพิธภัณฑ์ตื่นตาตื่นใจในความงามและปริมาณที่มีอยู่มากมายของสิ่งของ ดังนั้นมันจึงไม่น่าแปลกใจที่ต้องใช้เวลาหลายเดือน ก่อนที่จะมีใครมองดูซากบรอนซ์ที่ผุกร่อนสองสามชิ้นที่ถูกค้นพบมาพร้อมกันอย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1902 นักโบราณคดีชั้นนำผู้หนึ่ง คือ สไปรีดอน สไตส์ ได้ตรวจพบมันในที่สุด เขาสังเกตเห็นโครงร่างของซี่ล้อในกรุงบรอนซ์ผุพัง ในไม่ช้าก็มีการโต้เถียงกันขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่ามันเป็นล้อฟันเฟืองของจานกลุ่มดาว ซึ่งนักดาราศาสตร์ใช้ในการวัดการขึ้นของดวงอาทิตย์
บางคนก็แย้งคำกล่าวนั้น สิ่งที่แน่นอนคือ ข้อความที่เขียนไว้บนสิ่งนั้นชี้ให้เห็นว่าเครื่องจักรกลนั้นถูกสร้างขึ้นในราวปีที่ 80 ก่อนคริสตกาล แต่ก็ยังต้องรอจนกระทั่งปี 1958 เครื่องจักรกลแอนติคีเธอร่าจึงได้รับการตรวจสอบเป็นครั้งแรกโดยชายผู้หนึ่ง ที่ได้เปิดเผยระดับเทคนิคของผู้ที่สร้างมันต่อโลก
ดีเรค เอด ซอลลา ไพรซ์ ชาวอังกฤษผู้ที่ขณะนั้นเป็นศาสตรจารย์ในสาขาประวัติศาสตร์-วิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเยล อเมริกา เขาพบเครื่องจักรกลขณะที่กำลังศึกษาประวัติของเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อยู่ เขาได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์เอเธนส์ เขาตกตลึงในสิ่งที่เขาเห็น "ไม่มีอะไรที่เหมือนเครื่องมือนี้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่ใดเลย" เขาเขียน "ไม่มีอะไรที่จะเทียบกับมันได้เลย ทั้งจากสิ่งของที่เป็นที่รู้จักจากตำราวิทยาศาสตร์หรือวรรณคดีโบราณ ตรงกันข้ามจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรารู้จักของยุคเฮเลนนิสติกทั้งหมด เราน่าที่จะเข้าใจว่าสิ่งประดิษฐ์เช่นนี้ไม่อาจที่จะมีอยู่"
การเตรียมการทำงานกับส่วนประกอบซากบรอนซ์ ได้เปิดเผยถึงส่วนประกอบย่อยๆ ด้านนอกประกอบด้วยหน้าปัทม์ที่ติดตั้งในกล่องไม้ และภายในมีล้อเฟืองอย่างน้อย 20 อัน ตัวกล่องปกคลุมด้วยคำจารึก ซึ่งรวมถึงปฏิทินทางด้านดาราศาสตร์ แต่ชิ้นที่น่าสนใจที่สุดของทั้งหมดคือเครื่องจักรกลที่รวบรวมระบบฟันเฟืองที่แตกต่างกันโดยอย่างสิ้นเชิง นี่คือสิ่งที่ทำให้ไพรส์ตกตะลึง เพราะตามประวัติศาสตร์ได้มีการคิดระบบฟันเฟืองที่ซับซ้อนถึงเช่นนี้ปรากฏเป็นครั้งแรก ในตัวเรือนนาฬิกาที่สร้างขึ้นในปี 1575
มากกว่าหนึ่งทศวรรษที่ไพรส์ได้บากบั่นประกอบเครื่องจักรกลจากส่วนประกอบที่ผุกร่อน แต่จนกระทั่งปี 1971 ภาพถ่ายนเอ็กซ์เรย์ได้ถ่ายภาพให้ไพรส์ โดยคณะพลังงานอะตอมของกรีก ซึ่งในที่สุดก้อได้เปิดเผยเครื่องจักรกลแอนติคีเธอร่า ที่ประกอบฟันเฟืองเข้ากันอย่างสมบูรณ์ นับแต่นาฬิกาบอกเวลาจากศตวรรษที่ 13 ซึ่งเรารู้จักกันก็ยังมีระบบเฟืองที่ธรรมดากว่า ปฏิกิริยาของไพรส์เป็นความเข้าใจ "ผมจำเป็นต้องสารภาพว่า มีหลายครั้งในช่วงเวลาของการสืบเสาะ ผมต้องตื่นจึ้นมาในตอนกลางคืนและสงสัยว่ามีวิธีการประกอบหรือไม่จากตำรา, คำจารึก , บันทึกทางดาราศาสตร์ และรวมไปถึงทุกสิ่งที่บ่งชี้ไปจนถึงศตวรรษแรกก่อนคริสตกาลด้วย"
ไม่มีใครรู้ว่าเครื่องจักรกลแอนติคีเธอร่าใช้อย่างไร หรือมันไปทำอะไรในเรือที่บรรทุกรูปปั้น แต่ตัวของไพรส์คิดว่ามันอาจเป็นตัวแทนของจักรวาลเป็นงานศิลปมากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เขายังเชื่อว่ามันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดเทคนิคการติดตั้งเฟืองที่ตกทอดให้แก่คนรุ่นหลัง จากกรีก โบราณให้กับผู้รับช่วงชาวมุสลิม และท้ายที่สุดก็ออกดอกออกผลมาเป็นนาฬิกาทางดาราศาสตร์ของชาวยุโรปผู้ยิ่งใหญ่ในยุคกลาง และเครื่องจักรกลแอนดิคีเธอร่าต้องจัดให้เป็นอย่างที่ไพรส์กล่าวว่า "เป็นหนึ่งในประดิษฐกรรมพื้นฐานทางด้านเครื่องจักรกลทางเวลาทั้งหมด"
การมีอยู่ของมันเป็นคำเตือนที่มีต่อทรรศนะสมัยใหม่อันหยิ่งยะโส ที่คิดว่าวิทยาศาสตร์ที่สลับซับซ้อนอยู่เหนือความสามารถและจินตนาการของผู้คนในโลกโบราณ
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก