|
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
ในประเทศอินเดีย ถิ่นเกิดของพระพุทธศาสนาเอง ช่วงแรกพระพุทธศาสนาถูกกษัตริย์หรือผู้มีอำนาจที่นับถือศาสนาพราหมณ์ (ต่อมาคือฮินดู) กำจัดกวาดล้างหลายครั้ง เริ่มแต่เมื่อผ่านพ้นรัชสมัยพระเจ้าอโศกไปราวครึ่งศตวรรษ กษัตริย์พราหมณ์ราชวงศ์ศุงคะล้มราชวงศ์โมริยะ /เมารยะของพระเจ้าอโศกลง ตั้งราชวงศ์ใหม่ของตนแล้ว ได้กำจัดกวาดล้างพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ และครองอำนาจอยู่ยาวนานประมาณ ๑ ศตวรรษ (ราว ๑๘๔–๗๒ ปี ก่อน ค.ศ.)
ครั้งหลังสุด ประมาณ ค.ศ.๑๒๐๐ (พ.ศ.๑๗๐๐) กองทัพมุสลิมเตอร์กส์ยกมารุกรานแย่งชิงดินแดนถึงอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา นอกจากยึดครองบ้านเมืองแล้ว ก็แผ่ศาสนาอิสลามไปด้วย กองทัพมุสลิมเตอร์กส์ได้บุกเผาวัดวาอารามทำลายมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ฆ่าฟันชาวพุทธทั้งพระสงฆ์และคฤหัสถ์ โดยบังคับให้หันไปนับถือศาสนาอิสลาม
นับแต่นั้น พระพุทธศาสนาที่รุ่งเรืองมา ๑๗๐๐ ปี ก็ได้สูญสิ้นไปจากชมพูทวีป แต่ทั้งนี้ชาวพุทธจะต้องเข้าใจถึงความสูญสิ้นของพระพุทธศาสนานี้ ว่ามิใช่เพราะเหตุที่ถูกกองทัพมุสลิมทำลายอย่างเดียว แต่จะต้องมองถึงความเสื่อมโทรมในวงการพระพุทธศาสนาเองด้วย ซึ่งการทำลายของกองทัพมุสลิมนี้เป็นการลงดาบครั้งสุดท้าย อีกทั้งจะต้องเรียนรู้กระบวนการของศาสนาฮินดูในการกลืนพระพุทธศาสนาประกอบด้วย
พึงสังเกตว่า กษัตริย์พราหมณ์ที่โค่นราชวงศ์โมริยะ /เมารยะ ก็คือพราหมณ์ที่เป็นอำมาตย์ข้าราชการในราชสำนักของราชวงศ์โมริยะ /เมารยะ ของพระเจ้าอโศกมหาราชนั่นเอง
ในยุคราชวงศ์โมริยะ พระเจ้าอโศกกษัตริย์พุทธได้เริ่มให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาไว้ และมิใช่เพียงให้เสรีภาพ แต่ยิ่งกว่านั้นอีก คือทรงอุปถัมภ์บำรุงทุกลัทธิศาสนา ตลอดกระทั่งว่าพราหมณ์เองก็เป็นอำมาตย์ในราชสำนัก แต่แล้วอำมาตย์พราหมณ์เหล่านี้ก็ทำลายราชวงศ์ของพระองค์ และเมื่อขึ้นครองอำนาจแล้ว ก็ทำสิ่งที่ตรงข้ามกับการให้เสรีภาพและทำนุบำรุงทุกศาสนา คือกลับจำกัดกวาดล้างพระพุทธศาสนา ถึงขนาดที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่า ได้ให้ค่าหัวชาวพุทธทีเดียว
ในจีน พระพุทธศาสนาเริ่มประดิษฐานตั้งแต่ ค.ศ.๗๗ (พ.ศ.๖๑๐) แต่เมื่อเจริญรุ่งเรืองขึ้น ก็ถูกอิทธิพลของลัทธิขงจื้อขัดขวาง และใช้กำลังทำลายเป็นครั้งคราว ที่เรียกว่าเป็นการกำจัดกวาดล้างได้แก่ ใน ค.ศ.๔๔๖ (พ.ศ.๙๘๙) และ ค.ศ.๕๗๔–๕๗๗ (พ.ศ.๑๑๑๗–๑๑๒๐) ในช่วงที่ ๒ นี้ มีการทำลายรุนแรง เช่นยึดวัด ๔๐,๐๐๐ วัด บังคับพระภิกษุให้ลาสิกขา ๒,๐๐๐,๐๐๐ รูป ทำลายพระพุทธรูปเอาทองคำและทองแดงไปทำทองแท่งและเหรียญกษาปณ์
ต่อมาอีกครั้งหนึ่ง ใน ค.ศ.๘๔๕ (พ.ศ.๑๓๘๘) จักรพรรดิจีน (พระเจ้าบู่จง) ซึ่งทรงเลื่อมใสลัทธิเต๋า ทรงแต่งตั้งนักบวชเต๋าเป็นเสนาบดีแล้วดำเนินการทำลายพระพุทธศาสนา โดยทำลายวัดมากกว่า ๔,๖๐๐ แห่ง ทำลายเจดีย์วิหารกว่า ๔๐,๐๐๐ แห่ง ริบที่ดินวัด เผาคัมภีร์ หลอมพระพุทธรูป และบังคับภิกษุและภิกษุณีให้สึกมากกว่า ๒๖๐,๐๐๐ รูป การกวาดล้างโดยคริสเตียน
ที่เวียดนามรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ในยุคเวียดนามใต้ไฟเขียวให้ สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง เดียม ถึก เร่งใช้อำนาจผ่านตำรวจในสังกัด ทำการฆ่าและทำร้ายพระภิกษุ และพุทธบริษัท รุนแรงหนักขึ้น ไปอีก และ กลับกลายเป็นว่า พุทธศาสนิกชนเหล่านี้คือผู้ที่ร่วมมือกับฝ่ายตรงข้ามต้องการล้มล้างรัฐบาล
ตำรวจคริสเตียนของ โง เดียม ถึก ได้ทำการเผาวัด ฆ่าพระภิกษุสงฆ์ระดับผู้ใหญ่ นางชี และพุทธศาสนิกชนหนักยิ่ง
ประเทศไทย ปี พ.ศ.๒๕๔๒ หลวงปู่โง่น ได้ถูกวางยาพิษหลังจากกลับจากยุโรป แพทย์ไม่ยอมให้ผ่าตัดพิสูจน์ศพ และเกิดกับพระสายปฏิบัติกรรมฐาน สมาธิจิต แถบภาค อีสานของไทย หลายรูป จนกระทั่งอาพาธหนักต้องเข้าโรงพยาบาลจำนวนถึง ๒๐ รูป
กายุคกรุงศรีอยุธยา
ยุคสมเด็จพระนาราย
“พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จะให้เราเข้ารีตดังนั้นหรือ เรื่อง นี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะในราชวงศ์ของเรา ก็ได้นับถือพระพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จะให้เราเปลี่ยนศาสนาอย่างนี้ เป็นการยากอยู่ และถ้าพระผู้เป็นเจ้าของท่าน ผู้สร้างฟ้า สร้างดิน จะต้องการให้คนทั่วไป นับถือศาสนาคริสต์เช่นเดียวกัน พระเจ้าของท่าน มิจัดการให้เป็นเช่นนั้นเสียแล้วหรือ ใยจึงต้องให้เราตัดสินใจ”
เมื่อสันตะปาปาไม่สามารถใช้พระราชสารของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ บังคับพระทัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ จึงหันมาสนับสนุนทางด้านการเงิน แก่คอนสแตนตินฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชชาเยน ซึ่งเป็นฝรั่งต่างชาติ ที่ได้แฝงตัวเข้ามา ทำลายเศรษฐกิจของชาติ โดยใช้เงินซื้อตำแหน่ง จากขุนนางขายชาติกลุ่มหนึ่ง ในยุคปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในขณะที่พระองค์ ทรงพระประชวร และสร้างอิทธิพลอำนาจ ออกกฎหมายทำลายวัดวาอาราม พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ให้สิ้นสูญไปจากแผ่นดินสยาม เพื่อนำเอาศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคเข้าแทนที่ ตามบันทึกของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ระบุว่า พระภิกษุสงฆ์ยุคนั้น ถูกฆ่าวันละ ๕๐๐ รูป พระคัมภีร์ใบลาน อันบรรจุพระธรรมคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันล้ำค่า ซึ่งได้บันทึกไว้ในยุคกรุงสุโขทัย ถูกใส่เกวียนนำไปเผาทิ้งทุกวัน แต่ก็ได้พระมหากษัตริย์ไทย และทหารหาญ สามารถกู้ชาติ และพระพุทธศาสนากลับมาได้ทันเวลา
ยุคกรุงธนบุรี
ความอาฆาตแค้นของนักล่าอาณานิคมชาวคริสต์ มิได้ลืมเลือน และทิ้งความพยายามที่ต้องการล้างแค้น ซึ่งปรากฏใน บันทึกประวัติศาสตร์ยุคสุดท้าย ของกรุงศรีอยุธยา เมื่อพม่าล้อมกรุง แต่ก็ไม่สามารถเข้ายึดกรุงได้นั้น พวกมิชชันนารี ที่อยู่ภายในกำแพงพระนคร ก็ได้ติดต่อกับพ่อค้า ที่เป็นชาวโปตุเกสคริสเตียน ส่งอาวุธปืนใหญ่อันทันสมัย และกระสุนดินดำ ให้กับพม่า เพื่อใช้ในการยิงถล่มกรุงศรีอยุธยา และเข้าเผาเมืองได้ในที่สุด ซึ่งหากปราศจากอาวุธปืนใหญ่ อันคริสเตียน สนับสนุนพม่านั้นเสียแล้ว ทัพพม่า ก็ไม่อาจตีหักเข้ายึดกรุงศรีอยุธยาได้ เพราะอีกเพียงชั่วเดือนเดียว หลังจากนั้น ก็จะเข้าฤดูน้ำหลาก พม่าก็จะต้องถอนทัพกลับไป และไทยก็จะไม่เสียแผ่นดิน นี่คือการล้างแค้นของชาวคริสเตียน ต่อสยามอย่างสุดโหดเหี้ยม ยังความเจ็บปวดให้กับประชาชนชาวสยาม รวมทั้งพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดมหาโลก เมื่อทรงนำผู้กล้ากอบกู้อิสระภาพ ให้กับไทยได้สำเร็จ ก็ทรงให้ทหาร ไปนำเอาหลักศิลาจารึก พระราชโองการของพระเจ้าขุนหลวงท้ายสระ ที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อจะนำมาปักไว้ ณ โบสถ์คริสเตียนคาทอลิคอีกครั้ง แต่ปรากฏว่า “พวกคริสเตียนได้ทำลายศิลาอันจารึกพระราชโองการนั้นเสียแล้ว”
มิชชันนารีคริสเตียน เห็นว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพิ่งจะกู้อิสระภาพได้ใหม่ๆ คงไม่เข้มแข็งนัก เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ที่จะยุยงให้ผู้ที่นับถือคริสต์โรมันคาทอลิค ก่อการกบฏ โดยอ้างว่า เป็นบัญชาของพระเจ้า ไม่ให้ไปร่วมทำ “พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาสาบานตน กับพระเจ้าตากสินมหาราช” ปรากฏเป็นหลักฐานในประวัติศาสตร์ดังนี้
“........ใน พ.ศ. ๒๓๑๘ ได้มีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ศาสนิกในศาสนาอื่นเข้าร่วมทุกศาสนา แต่พวกบาทหลวงศาสนาคริสต์ ไม่ยอมเข้าร่วม และไม่ยอมให้คนสยามนับถือคริสต์เข้าร่วม ทางราชการจึงได้จับบาทหลวงกูเต และ บาทหลวงการ์โนลด์ ไปเผ้าพระเจ้าตากสินมหาราช รับสั่งให้จองจำด้วยการขังคุก คนละ ๑ ปี และให้สมุหนายกทำทัณฑ์บนไว้ ให้ถือปฏิบัติตามกฎหมาย ประเพณีของไทย แต่บาทหลวงไม่ยอมรับทัณฑ์บน จึงต้องขังต่อไปอีกระยะหนึ่ง ที่ร้ายคือ ห้ามมิให้ชาวสยามที่นับถือคริสต์ เข้าร่วมพิธีที่เป็นราชพิธีของไทย โดยให้เหตุผลว่า
๑. คนทำกิจของพระเจ้า จึงมีหน้าที่ห้ามมิให้คริสต์ชน ปฏิบัติผิดประเพณีของศาสนาคริสต์
๒. การปฏิบัติพิธีกรรมและประเพณีไทย ถือว่าเป็นการอ่อนข้อให้กับศาสนพิธีของพวก มิจฉาทิฏฐิ”
พร้อมกันนั้น บาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิค ได้จดหมายไปขอกำลังทหารจากฝรั่งเศสมาช่วย และให้ชาวไทยที่เข้ารีตนับถือคริสต์ ก่อการแข็งข้อขึ้น โดยจะนำเอากองทัพเรือ และอาวุธจากทางใต้ของไทยมาช่วยเหลือ แต่ความทราบถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เสียก่อน ดังความปรากฏในประวัติศาสตร์กรุงธนบุรี ว่า
“..........ในปี พ.ศ.๒๓๒๑ พระเจ้าตากสินมหาราช รับ สั่งให้มีพระราชพิธีทางชลมาตร ให้ประชาชนที่อยู่ในเมืองหลวงทุกชาติ ทุกศาสนาเข้าร่วมพิธี
แต่พวกคริสเตียนโรมันคาทอลิคไม่ยอมร่วมมือ เพราะบาทหลวงคอยขัดขวางไว้ไม่ยอมให้เข้าร่วม โดยออกประกาศท้าทายอำนาจ ของพระมหากษัตริย์สยามว่า ทางราชการไทยจะทำอย่างใดก็ได้ แต่ชาวคริสเตียนจะไม่ยอมก้มหัวให้ จนในที่สุด พระเจ้าตากสินมหาราช เห็นว่า บาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะเป็นภัยต่อบ้านเมือง จะประหารเสียก็ใช่ที่ รังแต่จะเกิดบาปกรรม พระองค์จึงทรงให้เนรเทศ บาทหลวงออกจากอาณาเขตเมืองสยาม โดยฝากไปกับสำเภาจีน แต่ใต้ก๋งสำเภาจีน ก็ไม่ยอมรับบาทหลวงคริสเตียนเหล่านั้น เพราะกษัตริย์รัฐบาลจีน มีคำสั่งเด็ดขาด ห้ามเรือสำเภาที่มีพวกบาทหลวงคริสเตียน เข้าเทียบท่าแผ่นดินจีน.....”
“............. ถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๒๒ พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงรับสั่งให้เจ้าพระยาพระคลัง ขับบาทหลวง โรมันคาทอลิค ออกนอกประเทศอีก แต่บาทหลวงทั้งนั้น ก็ดื้อดึงไม่ยอมออกไป ในที่สุดทรงชี้ความผิดของพวกบาทหลวงว่า
๑. บาทหลวงชอบรังแกชาวสยามที่เข้ารีต โดยห้ามพวกเข้ารีต เข้าร่วมพระราชพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวด้วยพระพุทธศาสนา
๒. ถ้าพวกสยามเข้ารีตคนใดขืนมาช่วยงานของชาวสยาม พวกบาทหลวงก็คอยรังแกข่มเหงอยู่เสมอ
พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีพระกรุณาต่อบาทหลวงโรมันคาทอลิค โดยภาคทัณฑ์ว่า ต่อไปพวกบาทหลวงจะให้สัญญาว่า จะไม่รังแกชาวสยามที่เข้ารีตอีก จึงจะให้อยู่ในแผ่นดินสยามต่อไป พวกบาทหลวงเหล่านี้ ก็ไม่ยินยอม ดังนั้นพระองค์จึงทรงขับพวกบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิค ออกจากเมืองสยามไป ทั้งบาทหลวงเลอบอง และคนอื่นๆ...”
ยุคกรุงรัตนโกสินทร์
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า รัชกาลที่๕ ทรงเล็งเห็นอันตรายจากการรุกของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิคนั้นเอง ทำให้สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเร่งปรับปรุงและสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระพุทธศาสนาโดยพระองค์ได้ทรงให้จัดสร้างพระไตรปิฎกขึ้น ๒ ฉบับคือ ฉบับทองกีบ ซึ่งเป็นคัมภีร์ใบลานปิดทองเช่นเดียวกับที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ และฉบับพิมพ์เป็นอักษรไทย ซึ่งจัดทำขึ้นครั้งแรก โดยโปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงผนวชและพระราชาคณะฐานานุกรม และผู้รู้พระปริยัติธรรม เช่นสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ประชุมจัดทำอย่างละเอียดถี่ถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด แล้วจึงดำเนินการจัดพิมพ์ (พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๔๓๖) ได้หนังสือ ๓๙๐๐๐ เล่ม โปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ตามวัดหลวงและหอสมุดต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
การบีบโดยใช้กองทัพประเทศมหาอำนาจเป็นเครื่องข่มขู่ เพื่อให้เผยแพร่คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค ในประเทศไทย เป็นไปอย่างต่อเนื่อง พระองค์ทรงทราบดีว่าการล่าอาณานิคมโดยใช้ศาสนาเช่นนี้ จะทำให้ประชาชนสยาม กลายเป็นทาสที่ต้องส่งส่วยให้พระเจ้าของคริสเตียน ไปทั้งชั่วโคตร ชั่ววงศ์ตระกูลตามคำสั่งสอนในคัมภีร์ไบเบิ้ล รวมทั้งแนวคำสอนของคริสเตียนโรมันคาทอลิคก็ขัดแย้งและตรงข้ามกับความเป็นอยู่ในสังคมครอบครัวของไทยเป็นอย่างยิ่ง หากปล่อยให้มีการเผยแพร่ออกไปได้มาก ก็จะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ ซึ่งพื้นฐานขนบธรรมเนียมประเพณีมาจากพระพุทธศาสนา ดังนั้นพระองค์จึงเล็งเห็นการณ์ข้างหน้าในการป้องกันพระพุทธศาสนา ต้องเพิ่มหลักพระสัทธรรมความรู้ให้กับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา โดยการการเพิ่มการศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณร จึงโปรดให้ตั้งมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยขึ้น ในปี พ.ศ.๒๔๓๒ ที่วัดมหาธาตุ นับเป็นสถาบันการศึกษาของสงฆ์แห่งแรกโดยพระราชทานนามว่า “มหาธาตุวิทยาลัย” ต่อเมื่อถึง พ.ศ.๒๔๓๙ ทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย”
มหามกุฎราชวิทยาลัยเป็นสถาบันสงฆ์ที่ตั้งขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๓๖ สมัยเดียวกันนี้ โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสใน วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อเป็นที่ศึกษาของพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ปัจจุบันทั้งสองมหาวิทยาลัยนี้สอนถึงระดับปริญญาเอก
ในสมัยของพระปิยมหาราชเจ้า ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ เป็นยุคของการล่าเมืองขึ้นของโรมันคาทอลิคร่วมกับมหาอำนาจฝรั่งเศส ซึ่งใช้กองทัพบุกยึดมลฑลบูรพา ทำลายวัดวาอารามในพุทธศาสนา(เหมือนในเวียตนาม) บนดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง นี่เป็นตัวอย่างของการเข้ายึดครองโดยโรมันคาทอลิค ทำให้ประเทศไทยถูกแบ่งแยก กลายเป็นสองประเทศ คือส่วนฝั่งขวาแม่น้ำโขงเป็นประเทศไทย ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเป็นประเทศลาวในปัจจุบัน วีรบุรุษไทยและทหารหาญผู้ต่อสู้เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องแผ่นดินและอธิปไตย ให้พ้นจากการเป็นอาณานิคมของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิคฝรั่งเศส ได้เสียสละชีวิตไปมากมาย และที่เด่นชัดถึงความเลวร้ายในความเห็นแก่ตัวและไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ก็คือกรณี “พระยอดเมืองขวาง” ซึ่งเป็นแม่ทัพควบคุมป้องกันเมืองคำม่วน และเมืองคำเกิด ได้ปะทะกับกองทัพคริสเตียนฝรั่งเศส ที่รุกเข้าประชิดด้วยอาวุธอันทันสมัยกว่า และกำลังพลมากกว่าถึง ๔๐ ต่อหนึ่ง กองทัพไทยสู้รบอย่างสามารถด้วยอำนาจพุทธานุภาพ ทำให้กองทัพฝรั่งเศสไม่สามารถยึดเมืองทั้งสองได้ ดังนั้นกองทัพล่าอาณานิคมคริสเตียนโรมันคาทอลิคฝรั่งเศส จึงได้ส่งเรือรบมาปิดปากอ่าวไทยที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา คือเรือแองคองสตังส์ และเรือโกเมส จึงเกิดยุทธนาวีขึ้นอีก โดยนักรบผู้กล้าแห่งราชนาวีไทย ซึ่งฝ่าย ไทยมีเรือรบมงกุฏราชกุมาร เรือรบมูรธาวสิตสวัสดิ์ เป็นต้น ต่อสู้กันเป็นสามารถฝ่ายเรือรบฝรั่งเศสสู้ไม่ได้ถูกยิงไฟไหม้ถอยร่นไป ฝ่ายลูกประดู่ไทยสละชีพและเสียหายไม่น้อย กองทัพเรือฝรั่งเศสเห็นทีจะสู้ไม่ได้ จึงลอบส่งคนเข้ามาติดต่อกับบาทหลวงโรมันคาทอลิคซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองไทย เพื่อวางแผนเข้ายึดพระนคร ความเจ้าเล่ห์ฉ้อฉลของกลุ่มบาทหลวงโรมันคาทอลิคจึงใช้กลอุบายเข้าพบกับข้าราชการฝ่ายใน และแจ้งว่าเรือทูตของประเทศฝรั่งเศสจะขอเข้าเฝ้าถวายสาร ซึ่งข้าราชการคนไทยซึ่งนับถือพระพุทธศาสนานั้น เป็นผู้มีความซื่อสัตย์และมีศีลธรรมจึงอนุญาต เพราะคิดไม่ถึงว่าผู้ที่เป็นบาทหลวง(ซึ่งคนไทยสมัยนั้นคิดว่าเป็นผู้ถือศีลคงไม่โกหก) จะเป็นจารชนไส้ศึกให้กับกองทัพฝรั่งเศส ทำให้เรือรบฝรั่งเศสที่บรรทุกกองทัพทหารพร้อมอาวุธเต็มลำเรือ สามารถผ่านเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ และจอดทอดสมอที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสใกล้กับพระบรมมหาราชวัง พร้อมกับยื่นคำขาดให้ไทยยกฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส มิฉะนั้นจะยิงถล่มวัดพระแก้ว และพระบรมมหาราชวังทันที นี่คือสิ่งที่พึงสังวรในความอกตัญญูไม่รู้คุณของบุคคลพวกนี้ไว้ ซึ่งเขาพร้อมที่จะนำแผ่นดิน ไปมอบให้สันตะปาปา ประมุขศาสนาโรมันคาทอลิค ที่วาติกัน แม้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยจะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พวกเขาสักปานใด ข้าวไทยก็ไร้ยาง ที่จะทำให้บุคคลเหล่านี้มีความซื่อสัตย์สุจริตได้
พระยอดเมืองขวาง ซึ่งต่อสู้ป้องกันฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงคือเมืองคำเกิด และเมืองคำม่วน ได้รับคำบอกจากทางกรุงเทพให้หยุดต่อต้านกองทัพฝรั่งเศสก่อนเพราะกำลังเจรจาการทูต ทำให้กองทัพไทยหยุดการสู้รบนั้น แต่กองทัพฝรั่งเศสได้วางกลอุบายจับพระยอดเมืองขวางขังคุกไว้ อ้างว่ามีความผิดฐานทำร้ายบาทหลวงโรมันคาทอลิค ให้ดำเนินคดีพระยอดเมืองขวาง ซึ่งตามความจริงก็คือกองทัพฝรั่งเศสสู้กองทัพทหารไทยที่นำโดยพระยอดเมืองขวางไม่ได้ จึงใช้กลอุบาย ทุกอย่างที่จะฆ่าพระยอดเมืองขวางเสีย ทางกรุงเทพฯ จึงส่งคณะผู้พิพากษาขึ้นไปพิจารณาคดีโดยยุติธรรม ตามหลักฐานร่วมกับแม่ทัพฝรั่งเศสในมลฑลบูรพา เมื่อพิสูจน์แล้วปรากฏว่าผู้ที่กระทำความผิดคือบาทหลวงโรมันคาทอลิค ซึ่งร่วมกับทหารฝรั่งเศสนั่นเองเมื่อเป็นดังนั้นพระยอดเมืองขวางจึงถูกตัดสินไม่ผิดให้พ้นโทษ ทางฝ่ายกองทัพฝรั่งเศสยอมรับ แต่ทางคณะบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิค ไม่ยอมรับอ้างว่าทำร้ายผู้เป็นตัวแทนของพระเจ้าไม่ได้ จะต้องดำเนินการพิจารณาคดีเอง และต้องมีคณะบาทหลวงโรมันคาทอลิคร่วมเป็นผู้พิพากษาด้วย จึงส่งข้อความลับมายังแม่ทัพเรือของตนที่จอดอยู่หน้าพระราชวังหลวง ให้ยื่นคำขาด หากไม่ให้มีการตัดสินความผิดพระยอดเมืองขวางใหม่โดยบาทหลวง จะยิงถล่มพระราชวัง นี่คือความกักขฬะ และไร้สัจจะที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ปรากฏ และนี่คือสาเหตุของการเสียอธิปไตยและบูรณภาพทางศาลเป็นครั้งแรก (เหมือนในประเทศไทยซึ่งกลุ่ม BOSTON ออกกฎหมายให้ต่างชาติมีสิทธิทางกฎหมายเหนือกว่าประชาชนไทยในปี พ.ศ.๒๕๔๒)พระยอดเมืองขวางเป็นบุคคลตัวอย่างที่มีอุดมการณ์ปกป้องสถาบันชาติ สถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพียงชีวิตเดียวของชายชาติทหารอันน้อยนิด แต่กลับมีค่าเทียบเท่ากับแผ่นดินไทยอันเป็นมาตุภูมิเกิด เมื่อชีวิตของท่าน กลายเป็นเครื่องต่อรองของมหาอำนาจศาสนาล่าอาณานิคมเพื่อพระเจ้าของคริสเตียนโรมันคาทอลิค ท่านจึงเสียสละชีวิตเป็นชาติพลีเพื่อแผ่นดินไทย นี่คือวีรบุรุษผู้กล้าซึ่งมีนามว่า “พระยอดเมืองขวาง” ที่ถูกบันทึกสู่ประวัติศาสตร์ชาติไทยชั่วนิรันดรในความเสียสละ และขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องประกาศความชั่วของบาทหลวงโรมันคาทอลิคไปชั่วกาลปาวสานเช่นกัน แต่ปัจจุบัน (ประวัติศาสตร์ที่กล่าวนี้ได้ถูกนักวิชาการคริสเตียนโรมันคาทอลิค ที่แฝงตัวอยู่ในกระทรวงศึกษาตัดออกไปจากหลักสูตรการเรียนเสียแล้ว ไม่มีประวัติศาสตร์ไทย เรื่องราวของวีรบุรุษไทย ที่ต่อสู้กู้ชาติให้เยาวชนได้เล่าเรียนอีกต่อไป เพื่อการสะดวกในการกลืนชาติ นี่คือความจริง และปี พ.ศ.๒๕๔๒ คือยุคที่อยู่ระหว่างทางเลือกว่าจะเป็น “ลัทธิชาตินิยม” หรือ “ลัทธิทาสนิยม” กันแน่) แม้พระยอดเมืองขวางวีรบุรุษผู้กล้า จะเสียสละชีวิตไปแล้วก็ตาม กองทัพมหาอำนาจฝรั่งเศสก็ยึดเมืองจันทบุรีและตราด บีบบังตับให้ไทยยกดินแดนให้อีก พร้อมทั้งบาทหลวงโรมันคาธอลิคก็ได้ยื่นข้อเสนอร่วมเข้ามาให้ ทรงอนุญาตให้ตั้งโรงเรียนคริสเตียนเพื่อสอนเด็กไทย ๒ โรงเรียน และออกพระราชบัญญัติพระราชทานที่ดินให้อีกมากมายตามมา นี่คือสิ่งเคลือบแฝง และปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาตร์
ที่ยิ่งไปกว่านั้น ตัวแทนของคริสเตียนได้อาศัยทูตของประเทศมหาอำนาจส่งหนังสือขึ้นทูลเกล้า ให้ล้นเกล้า ร.๕ ทรงเปลี่ยนจากศาสนาพุทธมาเข้ารีตเป็นคริสเตียนเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นเมืองขึ้น ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชหัตถเลขา ว่า
“..... พระราชบิดาของฉัน ได้ทรงสละเวลาเป็นส่วนใหญ่ในการศึกษา และคุ้มครองพระพุทธศาสนาของชาติ ส่วนฉันได้ขึ้นครองราชย์ในขณะอายุยังน้อย จึงไม่มีเวลาที่จะเป็นนักศึกษาอย่างพ่อ ฉันเองมีความสนใจในการศึกษาหนังสือหลักธรรมต่างๆ สนใจที่จะคุ้มครองพระพุทธศาสนาของเรา และต้องการที่จะให้มหาชนทั่วไปมีความเข้าใจถูกต้อง
ดูเหมือนว่า ถ้าชาวยุโรปเชื่อในคำสอนของมิชชันนารีว่า ศาสนาพุทธของเราโง่งมงาย และชั่วทราม คนทั้งหลายต้องเชื่อว่าพวกเราเป็นตนโง่งมงายและชั่วทรามไปด้วย.....”
(พระราชหัตถเลขาถึง เซอร์ เอ็ดวิน อาร์โนลด์)
จากการรุกรานของมิชชันนารีคริสเตียน โดยผ่านทางประเทศมหา อำนาจยุโรปนี้เอง ทำให้พระองค์ต้องทรงเดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าไกรเซอร์แห่งประเทศรัสเซีย และเป็นมูลเหตุของการเสด็จประพาสยุโรป การบีบบังคับโดยอาศัยอำนาจทางการเมือง การค้า และกองทัพของประเทศนักล่าอาณานิคม
ซึ่งทำงานร่วมกับคณะมิชชันนารีคริสเตียนโรมันคาทอลิคนี้เอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงต้องทรงบัญญัติพระพุทธศาสนาอย่างเป็น การถาวรโดยมิให้ใคร หรือชนชาติใดสามารถลดฐานะความสำคัญแห่งสถาบันพระพุทธศาสนาได้ในอนาคตต่อไป ด้วยพระปรีชาอันเฉียบแหลมอย่างยิ่งจึงได้ทรงเปลี่ยนสีธงชาติไทยเสียใหม่ และประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้กันโดยทั่วไปว่า “ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ” อาศัยโอกาสส่งทหารไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ ๑ บอกชาวโลกและชาวคริสเตียนให้ได้รับรู้ว่า พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบัญญัติพระพุทธศาสนาประดิษฐานไว้คู่กับชาติ โดยมีประกาศความหมายของ สีขาว บนธงไตรรงค์ไว้ดังนี้
“สีขาว ศรีสวัสดิ์ หมายพระไตรรัตน์ และธรรมคุ้มจิตไทย”
ล้นเกล้า รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงมีพระราชดำรัสไว้ในพระราชนิพนธ์ “เทศนาเสือป่า” ต่อหน้าเหล่าทหารหาญของกองทัพไทยว่า
“เมืองเรา เกือบจะเป็นเมืองเดียวแล้วในโลก ที่ได้มีบุคคลนับถือพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของเราทั้งหลายที่จะต้องช่วยกัน ทำนุบำรุงรักษา พระพุทธศาสนา อย่าให้เสื่อมสูญไป เราต้องรักษาความเป็นไทยของเราให้ยั่งยืน เราจะต้องรักษาพระพุทธศาสนาให้ถาวรวัฒนาการ อย่างที่เป็นมาแล้วหลายชั่วโคตรของ เราทั้งหลาย”
นี่คือความเสียสละของพระมหากษัตริย์ บรรพบุรุษทหารหาญชาวไทย และคณะสงฆ์ไทยในสังฆมลทล ที่อุทิศเลือดเนื้อและชีวิตปกป้องพระพุทธศาสนาอันเป็นสถาบันหลักแห่งความมั่นคงของชาติให้ยืนยงสถาพร ส่งผลให้ประเทศมีเอกราชอธิปไตย ประชาชนไทยมีความสงบสุขเต็มไปด้วยรอบยิ้มด้วยความปรีดา จนเป็นที่ขนานนามไปทั่วโลกว่า “สยามเมืองยิ้ม”
|
แล้วบังคับให้นับถือพุทธเลย
อ่านแล้วคิดตามกันด้วยนะครับ
คนพวกนั้น .. บุญไม่ถึงพอเเม้กระทั่งจะได้เรียนรู้แค่ หลัก คำสอนของพระพุทธเจ้าเลย
ชีวิตเกิดมาไม่พบพุทธศาสนา เเละต้องอับเฉา
กับสิ่งที่คน สมมุติ ขึ้นมา ตลอดชีวิต น่าสงสาร จริงๆ
"....แลไม่เห็นเลยว่าจะจบลงเพียงใดกว่าจะได้ตัดหัวพระยอด..."
เมื่อคดีของพระยอดขวางมาถึงที่สุดเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๔๓๗ โดยคำตัดสินของศาลผสมแล้ว พระยอดเมืองขวางต้องจำคุก ๒๐ ปี
ปรากฏว่า ทางฝรั่งเศสก็ได้เรียกร้องให้ไทยส่งตัวพระยอดเมืองขวางไปกักขังบนเรือรบฝรั่งเศสเพื่อจะส่งตัวพระยอดเมืองขวางไปยังหัวเมืองในสังกัดของฝรั่งเศสทันที ทางไทยเราได้มีการเจรจาปฏิเสธ เพราะหากยอมกระทำการดังกล่าวก็ท่ากับว่า เป็นการลงโทษ "เนรเทศ" พระยอดเมืองขวางทันที
พระยอดเมืองขวางก็มิได้แสดงความวิตกอย่างใดกับการติดคุกในไทย แต่ถ้าหากถูกส่งตัวไปติดคุกต่างประเทศนั้นพระยอดเมืองขวางบอกว่า "ขอยอมถูกประหารชีวิตเสียในกรุงเทพฯดีกว่า"
ทางฝรั่งเศสก็ไม่ยอมลดละเรื่องนี้ แต่ ครั้งนั้น สมเด็จพรเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววะวงศ์วโรปการทรงยืนกรานมั่น ตามหนังสือที่ทรงมีไปกราบทูลกรมหมื่นสมมติอมรพันธ์ ความตอนหนึ่ง ว่า " ถ้าเขาจะขืนเอาตัวไปให้ได้ ....มีทางเดียวที่ข้าพเจ้าจำเปนต้องกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งหน้าที่รับผิดแลชอบนี้.."
ภายหลังการเจรจาตกลงกัน ฝรั่งเศสจึงวางเงื่อนไขให้ไทยกำกับควบคุมพระยอดเมืองขวางในเหมือนกันนักโทษธรรมดาทั่วไป และเงื่อนไขว่าไทยต้องส่งมอบสิ่งหนึ่งให้แก่ฝรั่งเศส แต่ตอนนั้น ฝรั่ง