เรื่องแนะนำ
Powered by
|
|
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
ชาวพุทธถูกกำจัดกวาดล้างข้างเดียว ไม่ว่าจะโดยชาวฮินดูหรือโดยชาวมุสลิม จึงมีแต่การทำ persecution (ห้ำหั่นบีฑา) แก่ชาวพุทธ ไม่มี religious war คือไม่มีสงครามศาสนากับชาวพุทธ
เรื่องนี้ตรงข้ามกับชาวฮินดู เมื่อกองทัพมุสลิมยกเข้ารุกรานในอินเดียนั้น มิใช่เฉพาะกำจัดกวาดล้างชาวพุทธเท่านั้น แต่ได้กำจัดฮินดูด้วย แต่ฮินดูมิได้หมดไปอย่างพุทธศาสนา ชาวฮินดูยังคงอยู่ และได้รบกับชาวมุสลิมที่ปกครองอินเดียตลอดมาอีกราว ๕๐๐ ปี จนตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษไปด้วยกัน...
…
ในจีน พระพุทธศาสนาเริ่มประดิษฐานตั้งแต่ค.ศ. ๗๗ (พ.ศ. ๖๑๐) แต่เมื่อเจริญรุ่งเรืองขึ้น ก็ถูกอิทธิพลของลัทธิขงจื๊อขัดขวาง และใช้กำลังทำลายเป็นครั้งคราว ที่เรียกว่าเป็น persecution คือกำจัดกวาดล้าง ได้แก่ ใน ค.ศ. ๔๔๖ (พ.ศ. ๙๘๙) และค.ศ. ๕๗๔-๕๗๗ (พ.ศ. ๑๑๑๗-๑๑๒๐) ในช่วงที่ ๒ นี้ มีการทำลายรุนแรง เช่นยึดวัด ๔๐,๐๐๐ วัด บังคับพระภิกษุให้ลาสิกขา ๒,๐๐๐,๐๐๐ รูป ทำลายพระพุทธรูปเอาทองคำและทองแดงไปทำทองแท่ง และเหรียญกษาปณ์
ต่อมาอีกครั้งหนึ่ง ในค.ศ. ๘๔๕ (พ.ศ. ๑๓๘๘) จักรพรรดิจีน (พระเจ้าบู่จง) ซึ่งทรงเลื่อมใสลัทธิเต๋า ทรงแต่งตั้งนักบวชเต๋าเป็นเสนาบดี แล้วดำเนินการทำลายพระพุทธศาสนา โดยทำลายวัดมากกว่า ๔,๖๐๐ แห่ง ทำลายเจดีย์วิหารกว่า ๔๐,๐๐๐ แห่ง ริบที่ดินวัด เผาคัมภีร์ หลอมพระพุทธรูป และบังคับภิกษุและภิกษุณีให้สึกมากกว่า ๒๖๐,๐๐๐ รูป
แต่ตลอดระยะเวลาที่เจริญรุ่งเรืองนั้น ทางฝ่ายพุทธศาสนาไม่เคยกำจัดเบียดเบียนลัทธิศาสนาอื่น ไม่ว่าจะเป็นขงจื๊อ เต๋า หรือลัทธิใด และเมื่อผ่านการถูกกำจัดไปแล้ว ก็มิได้ทำการแก้แค้น คงเป็นเพราะเหตุนี้ วงการพุทธศาสนาจึงไม่มีคู่กรณี หรือคู่เวรที่อาฆาตคั่งแค้นกับลัทธิศาสนาใดที่ต่อสู้กันมาในประวัติศาสตร์ เหมือนดังในที่อื่น ๆ (เพราะเป็นฝ่ายถูกกระทำข้างเดียว)
น่าสังเกตด้วยว่า ในจีนที่พุทธศาสนารุ่งเรืองต่อกันมายาวนานนี้ แม้เมื่อมีการกำจัดพุทธศาสนาอย่างรุนแรง ก็ไม่ถึงขั้นมุ่งทำลายชีวิต ส่วนมากทำเพียงในขั้นให้ภิกษุและภิกษุณีลาสิกขา (อาจเป็นเพราะคนมีลักษณะผ่อนคลายความรุนแรงลงไป หรืออาจเป็นเพราะรู้อยู่ว่า ถึงปล่อยให้มีชีวิตอยู่ ก็จะไม่ถูกชาวพุทธแก้แค้น)
ชาวตะวันตกมีภูมิหลังต่างจากเรานั่นเอง เขาจึงมองเห็นความแตกต่างที่เป็นคุณค่าของพระพุทธศาสนาข้อนี้ได้ชัดเจน คือการที่พุทธศาสนาไม่มีประวัติแห่งการบีบคั้นกำจัดผู้ไม่เชื่อ หรือผู้นับถือศาสนาอื่น (persecution) และไม่มีสงครามศาสนา (religious war) อันเป็นประวัติที่ตรงข้ามจากศาสนาของเขา
เมื่อเขาเห็นคุณค่าจากความแตกต่างนี้แล้ว เขาก็จะต้องถามต่อไปว่า เป็นอย่างนั้นเพราะเหตุใด ถึงตอนนี้ ก็เป็นวาระที่ชาวพุทธ โดยเฉพาะชาวพุทธไทย จะต้องให้คำตอบ
ถ้าชาวพุทธจะแสดงภูมิปัญญา และจะมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษยชาติ ชาวพุทธไทยควรจะต้องมีคำตอบในเรื่องนี้ที่จะให้แก่โลก
ถ้ามิฉะนั้น ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย หรือถึงกับน่าอับอายว่า ทั้งที่ตนเองอยู่กับพระพุทธศาสนา และคนข้างนอกเขามองเห็นคุณค่า ในขณะที่เขาต้องการสิ่งที่ตนมีที่จะให้แก่เขาได้ ก็ยังไม่รู้และไม่ใส่ใจ แล้วจะไปทำอะไรอื่นให้แก่ส่วนรวมของโลกได้อีก
การรู้เข้าใจเรื่องนี้ จะโยงไปเองถึงการที่เราจะรู้เข้าใจอารยธรรมตะวันตกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการที่จะดำรงอยู่อย่างผู้มีการศึกษา และเป็นส่วนร่วมอันมีค่าในอารยธรรมของโลก
การที่ต้องรู้จักเขาอย่างนี้ มิใช่เพื่อจะไปติเตียนต่อว่า แต่เพื่อเข้าใจเขาตามเป็นจริง และจะได้ว่างท่าที ตลอดจนปฏิบัติต่อปรากฏการณ์สืบเนื่องต่าง ๆ ที่เป็นไปอยู่ในโลก และมาเกี่ยวข้องกับเราด้วยได้อย่างฉลาดและมีผลดี
พุทธศาสนิกชนควรจะยอมรับจุดอ่อนในวงการชาวพุทธ โดยเฉพาะชาวพุทธไทยในปัจจุบัน ที่มองศาสนาของตนว่าเป็นศาสนาแห่งปัญญา และมีความใจกว้าง ให้เสรีภาพทางศาสนาเต็มที่ แต่ท่าทีนี้กลายเป็นความเรื่อยเปื่อย ไม่จริงจัง อย่างไรก็ได้ ไม่มีหลักการและข้อปฏิบัติชัดเจนที่จะแสดงถึงความเป็นชาวพุทธ เลยกลายเป็นกลุ่มคนที่อ่อนแอ กระจัดกระจาย รวมกันไม่ติด และตกอยู่ในความประมาท
ยิ่งได้มาอยู่ในท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สุขสบาย และมีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่ขาดแรงบีบคั้นเร่งรัดจากภาวะทุกข์บีบคั้นภัยคุกคาม ก็ยิ่งมีความโน้มเอียงที่จะเฉื่อยชา เพลิดเพลิน ติดจมในความประมาทยิ่งขึ้น
ปัญญานั้นคู่กับศรัทธา เรารู้กันดีว่า ศรัทธาทำให้มีกำลังที่เป็นแรงขับเคลื่อนและพุ่งไป ทำให้เข้มแข็งจริงจัง แต่ก็อาจจะเกินเลยไปโดยง่าย และกลายเป็นความรุนแรง ดังที่ได้เป็นเหตุสำคัญของการบีบคั้นเบียดเบียน ขัดแย้ง และสงครามศาสนามากมายในประวัติศาสตร์
ท่านจึงให้ศรัทธานั้นมาด้วยกันกับปัญญา และมีปัญญาคุม เพื่อไม่ให้เป็นความงมงาย กลายเป็นกำลังของคนตาบอด ถูกล่อหลอกชักจูงไป หรือต้องคอยพึ่งพา
แต่ในทำนองเดียวกัน ปัญญาก็ควรจะมีศรัทธามาช่วยเริ่มตั้งต้นจับจุดให้ และเสริมกำลังให้เจาะลึกจริงจัง เพื่อมิให้กลายเป็นคนชนิดที่ปัญญาแท้ก็ยังไม่มี ได้แต่จับจด ฉาบฉวย แตะอะไร ๆ อย่างผิวเผินแค่ผ่าน ๆ
จึงควรนำหลักความเสมอพอดีกันแห่งอินทรีย์ต่าง ๆ โดยเฉพาะศรัทธากับปัญญา มาปฏิบัติกันในชีวิตจริง ให้ชาวพุทธได้รับประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากพระพุทธศาสนา มิใช่เป็นเพียงผู้มีความภูมิใจที่เลื่อนลอย รู้จักพระพุทธศาสนาก็ไม่จริง มีแต่จะทำให้ทั้งพุทธศาสนาและสังคมเสื่อมโทรมลงไป ๆ
สงครามศาสนาจะมาเมืองไทยหรือไม่ ...?
เรื่องราวของสงครามศาสนา ..... เป็นเรื่องจริงที่เกิดมาแล้ว และ กำลังเกิดอยู่ในโลกมนุษย์ทุกวันนี้ ไม่ใช่เทพนิยายเพ้อฝัน บทบาททั้งหลายแหล่แสดงให้เห็นถึงฤทธิ์เดชที่ทำให้มนุษย์หน้ามืดจนแทบไม่น่าเชื่อว่า มนุษย์ที่ว่ากันว่าเป็นสัตว์โลกที่มีสติปัญญา จะบ้าคลั่งกันไปได้ถึงเพียงนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความจริงอันหนึ่งว่า ศาสนาประเภทนั้น มีวิสัยที่เป็นมูลแห่งสงครามจริงๆ และ เป็นได้เสมอ ไม่ว่าสมัยโน้นหรือสมัยนี้ เพราะเป็นศาสนาที่ เกิด ตั้งอยู่ และ เป็นไป ภายใต้อำนาจผลักดันของกิเลสตัณหา คิดแต่จะปราบผู้อื่นเพื่อตนเอง ไม่ใช่ศาสนาที่สอนให้ประหารกิเลส มุ่งปราบตัวเองเพื่อผู้อื่น จึงเป็นเรื่องที่เราและท่านทั้งหลายจะต้องแยกออกจากกันให้ได้อย่างเด็ดขาดว่า .....
ที่ยกป้ายไว้ด้วยคำเดียวกันว่า ..... "ศาสนา" นั้น
เนื้อหาคืออะไร ..... "ศาสนาพอกกิเลส" หรือ "ศาสนาตัดกิเลส"
ถ้าเผลอตัว ..... เข้าไปเป็นสาวกบริวารของศาสนาประเภทพอกกิเลสเข้าแล้ว จะด้วยความมักได้งับเหยื่อที่เขาโยนมาล่อ หรือ ด้วยความหูเบาเชื่อง่าย เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ก็ตามที นั้นก็ย่อมหมายถึง การถูกจูงจมูกเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงสงคราม เพื่อความวิบัติแห่งเชื้อสายเผ่าพันธุ์สืบไปในเบื้องหน้านั่นเอง เพราะเป็นการเข้าไปเป็นพลังมวลชนให้เขามีเรี่ยวแรงที่จะแผ่อาณาจักรศาสนา ที่เขาเรียกว่า ศาสนจักร ของเขาโดยไม่รู้ตัว
อนึ่ง ..... เรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นเรื่องจริงที่เกิดมาและกำลังเกิดอยู่ในแดนไกล คือในแดนอาหรับและยุโรปโน้น อาจจะมีความคิดขึ้นได้เหมือนกันว่า แม้จะเป็นภัยพิบัติก็อยู่ห่างไกล คงจะไม่เดือดร้อนล้มตายมาถึงเมืองไทยเราหรอก หรือไม่ก็วางใจเสียว่า เมืองไทยเป็นเมืองพระพุทธศาสนา สงครามศาสนาแบบนั้น คงจะไม่มาในเมืองไทยของเราได้
แน่นอน ความคิดเช่นนี้ .....
เป็นความคิดที่ถูกต้อง ตามความเป็นจริงที่เห็นอยู่เมื่อวันก่อนๆ โน้นและวันนี้
แต่ในวันข้างหน้านั้น ..... ไม่มีอะไรที่จะค้ำประกันได้ว่า สิ่งที่ไม่เคยมีแล้ว จะต้องไม่มีตลอดไป ยิ่งโลกนับวันจะคับแคบลงเช่นที่เห็นๆ กันอยู่นี้ด้วยแล้ว หลักค้ำประกัน ยิ่งหาไม่ได้ยิ่งขึ้น และ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศพระพุทธศาสนานั้น แน่นอนพระพุทธศาสนาจะไม่เป็นสาเหตุให้เราเข่นฆ่าล้างผลาญกันอย่างแน่นอน เพราะวิสัยของพระพุทธศาสนา ไม่เคยมีมาเช่นนั้น แต่ถ้าศาสนาอื่นเขาเอาเรื่องศาสนาเข้ามาตั้งเป็นหลักข่มเหงรังแกเราแล้ว คนไทยก็ยังมิได้เป็นพระอรหันต์กันไปหมดทั้งเมือง ย่อมไม่อาจที่จะเอามือซุกใส่กระเป๋าให้เขารังแกเล่นได้ตามอำเภอใจมิใช่หรือ ...?
และ อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ..... ขณะนี้ เค้าแห่งสงครามศาสนาได้ก่อตัวขึ้นแล้วเหนือแผ่นดินไทย ด้วยเล่ห์เภทุบายแห่งการชักนำเข้ามาของคนต่างศาสนา ด้วยทีท่าอันแสดงความมุ่งมั่นว่า จะทำสิ่งที่บรรพชนเขาทำไม่สำเร็จให้สำเร็จให้จงได้ เพียงแต่คนไทยยังคงหลับสบายอยู่ในความสงบสุข อันเป็นผลงานของบรรพชนไทยในอดีต ยังไม่ขยับเปลือกตาขึ้นมองดูพิษภัย ที่กำลังก่อตัวขึ้นและจะเคี่ยวขับเข่นฆ่าเอาอย่างสาหัสสากรรจ์ในวันข้างหน้าเท่านั้น
ปู่ ย่า ตา ยาย ท่านสอนไว้ด้วยคำอันเป็นสุภาษิตว่า .....
๏ ๏ ๏ เห็นภัยใหญ่ แต่ช้า ............... จักถึง ตนแล
ปราชญ์ย่อมผ่อน ผันพึง ............... หลบลี้
ภัยใดด่วน โดยตรึง ............... ตราติด ตัวนา
ปราชญ์ย่อมปราศ แสยงชี้ ............... เช่นหล้า แลไศล ๏ ๏ ๏
คือ ภยันตรายภัยพิบัตินั้น ผู้ใหญ่แต่โบราณท่านว่ามีอยู่ ๒ ชนิด คือ
ชนิดหนึ่ง ..... ค่อยๆ คืบ ค่อยๆ คลานเข้ามา
อีกชนิดหนึ่ง ..... เป็นภยันตรายชนิดปุบปับฉับพลัน
และ ท่านได้ชี้ในเชิงเปรียบเทียบถึงแบบอย่างการเผชิญอันตราย ๒ ชนิดนี้ไว้ว่า .....
ภยันตรายชนิดที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามานั้น .....
ผู้มีสติปัญญาจะมองเห็นแต่เนิ่น ๆ แล้วไม่นิ่งดูดาย แต่จะหาทางหลบหลีกป้องกันไว้จนพ้นภัยพ้นอันตรายได้ แต่ถ้าเป็นภัยอันตรายชนิดจู่โจมอย่างฉับพลันแล้ว ผู้มีสติปัญญาจะไม่ไหวหวั่นพรั่นพรึง แต่จะตั้งจิตอย่างแน่วแน่มั่นคง พร้อมที่จะเผชิญภยันตรายนั้น ไม่ว่าจะมาในรูปไหนอย่างใด
แต่ตรงกันข้าม ..... กับลักษณะของการเผชิญภัยแบบผู้มีสติปัญญานี้ ซึ่งพิจารณาเห็นได้ คือ คนเขลาเบาปัญญาจะมองไม่เห็นภยันตรายชนิดแอบแฝงซ่อนเร้นซึ่งค่อยๆ คืบคลานเข้ามา จึงคงมีแต่ประมาทมัวเมา ไม่คิดหาทางแก้ไขป้องกันแต่ประการใด
ส่วนภยันตรายชนิดจู่โจมทันทีนั้น .....
คนเขลาเบาปัญญาก็มีแต่อย่างเดียว คือขวัญหนีดีฝ่อ สับสนอลหม่าน จนล้มตายวายวอดไปอย่างน่าสังเวช
ด้วยเดชะแห่งกุศลผลบุญ ..... ที่แผ่นดินไทยผืนนี้ ได้ยกย่องเชิดชูพระศาสนาอันบริสุทธิ์คือ "พระพุทธศาสนา" ตลอดมาด้วยเวลาอันช้านาน ขอให้เชื่อได้ย่างมั่นใจเถิดว่า คนไทยทั้งปวงเป็นคนมีสติปัญญา มองเห็นได้ถึงภยันตรายซึ่งกำลังก่อตัวขึ้น และ จะเป็นพิษเป็นภัยใหญ่หลวงในภายหน้า ดังจะนำเอาพยานหลักฐานมาชี้ให้ดูต่อไป และ หันมาร่วมกันคิดหาทางแก้ไขป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ
มิฉะนั้นแล้ว .....
สงครามศาสนาจะมาถึงเมืองไทยอย่างแน่นอน ..!!
คัดลอกจากจากwww.budpahe.com
|
|
|
และนี่ปัญหาของประเทศไทยและของโลกก็มาจากพวกที่เป็นมุสลิมทั้งนั้นแหละครับ เบื่อครับที่มีศาสนาแบบที่คิดว่า ศาสนากุต้องเป็นหนึ่ง
ดูอย่างบรูไนประเทศเล็กนิดเดียวแต่รวยกว่าไทยอีก....เพราะประเทศเขามีแต่คนอิสลามไม่ไช่เหรอ...
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก