|
กระทงร้อน
เรื่องแนะนำ
Powered by
|
เรื่องแนะนำ:
|
เรื่องใหม่ๆ (คะแนนไม่ถึง 3)
บทวิจา |
บนแถบยอดเขาแอนดีสแห่งทวีปอเมริกาใต้ ณ ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในบริเวณที่แห้งแล้งที่สุดในโลก มีที่ราบขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของปริศนาชิ้นเบ้อเริ่มชิ้นหนึ่งของโลก ปริศนาที่ว่าเราๆท่านๆจะคุ้นเคยกันดีกับภาพอันมหึมาของลายเส้นบนพื้นโลก นาซก้า คือชื่อของที่ราบแห่งนั้น
ที่ราบนาซก้าปัจจุบันอยู่ในดินแดนของทวีปเปรู ซึ่งประเทศนี้ได้มีปริศนามากมายทิ้งเหลือไว้ให้โลกได้ขบคิด เช่นเรื่องของอารยธรรมอินคา ที่มีเทวสถานอันโอฬารและมั่งคั่งไปด้วยทองคำ ความเจริญก้าวหน้าทางอารยธรรมของชนเผ่านี้เรียกได้ว่าคือหนึ่งในความมหัศจรรย์ของอารยธรรมมนุษย์ ซึ่งนอกจากเมืองของชาวอินคาแล้ว ก็มีที่ราบนาซก้านี่แหละครับที่นักโบราณคดีพากันสนใจ เพราะที่ราบดังดังกล่าว ได้ปรากฏคลองหรืออะไรบางอย่างที่มีลักษณะเป็นเส้นตรงยาวเหยียด ลากไปมากลายเป็นรูปเรขาคณิตหน้าตาท่าทางประหลาด และที่สำคัญคือรูปพวกนี้ สามารถมองเห็นได้เฉพาะจากทางอากาศเท่านั้น เรียกว่าต้องอยู่บนเครื่องบินนั่นแหละครับ ถึงจะพอมองเห็นเป็นรูปร่าง ข้อนี้เองที่ทำให้หลายต่อหลายคนสงสัยกันว่า คนโบราณ(ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าใคร)ที่สร้างลายเส้นเหล่านี้ขึ้นมา เขามีจุดประสงค์ใดหนอ ถึงได้สร้างภาพลายเส้นที่มองเห็นได้จากเฉพาะทางอากาศนี้ขึ้นมา ทั้งที่สมัยนั้นพวกเขาก็ไม่น่าจะมีเครื่องบินใช้สักนิด นักโบราณคดีบางคนเรียกลายเส้นเหล่านี้ว่าสนามบินโบราณครับ เพราะมันคล้ายกับรันเวย์ของสนามบินเสียจริงๆ
เรื่องของลายเส้นนาซก้านี้ ผมจะเอาข้อมูลมาสาธยายให้ท่านฟังจนเอียนทีเดียวล่ะครับ แต่ขอยกยอดไปทำในอีกบทหนึ่ง สำหรับตอนนี้เรามาดูปริศนาเล็กๆที่พบในบริเวณนั้นกันดีไหมครับ แม้จะไม่ใหญ่โตกินพื้นที่มากอย่างที่ราบนาซก้า แต่ก็สร้างความปวดหัวให้กับนักโบราณคดีได้ไม่แพ้กันเลยทีเดียว
ดินแดนดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างกันดาร แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีฝนตกเอาเสียเลยนี่ครับ ในช่วงปี 1960 ได้เกิดอุทกภัยขึ้นบริเวณแม่น้ำแถบนั้น เป็นผลให้ตลิ่งและบริเวณริมฝั่งแม้น้ำ Ica ถูกกัดเซาะ ตอนนั้นเองแหละครับที่หินจำนวนหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดขึ้นมาบริเวณฝั่ง นักโบราณคดีคาดว่าหินเหล่านี้อาจถูกฝังอยู่เมื่อนานแสนนานมาแล้ว และโผล่หน้าออกมาเพราะแรงเซาะจากกระแสน้ำ พวกเขาเรียกมันว่า Ica Stones ตามแหล่งที่ค้นพบครับ
แล้วหินพวกนี้มันน่าสนใจยังไงเหรอ? อืมห์... จะว่าไปมันก็ไม่น่าสนใจเท่าไหร่หรอกครับ ก็แค่หินก้อนกลมเกลี้ยงที่มีภาพสลักของคนโบราณสลักเอาไว้อย่างที่ท่านเห็นในรูปเท่านั้นแหละ แต่ว่านะครับ เจ้ารูปที่อยู่บนก้อนหินพวกนี้ มันก็พิลึกกึกกือผิดยุคอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เพราะส่วนหนึ่งเป็นรูปของกิจกรรมทางการแพทย์ เช่นผ่าตัด มีรูปของคนขี่ไดโนเสาร์ รูปกล้องโทรทัศน์ แล้วก็แผนที่โลกที่มองลงมาจากทางอากาศเมื่อ 13,000,000 ปีก่อนเท่านั้นเอง หา? ให้ผมทวนตัวเลขของปีเหรอครับ ได้สิ 13 ล้านปีไงครับ ก่อนหน้ายุคหินในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติตั้งนานนมเลยคุณ เห็นไหมล่ะ ว่าก้อนหินพวกนี้มันพิลึกอย่างที่ผมบอกจริงๆ
(ซ้าย)คนขี่ Pterodactyl กำลังล่าไดโนเสาร์ (กลาง)ภาพทวีปต่างๆของแผนที่โลก (ขวา)ภาพการผ่าตัดศัลยกรรมอะไรบางอย่าง
ภาพเล็กเป็นรูปของดาวหาง และคนที่คงจะเป็นนักวิทยาศาตร์กำลังใช้อุปกรณ์ประเภทกล้องดูดาวอยู่ ส่วนสองภาพด้านซ้ายขยายให้ดูกันจะๆครับ ว่าเหมือนหรือไม่
ปัจจุบันยังไม่มีนักโบราณคดีคนใดอธิบายเรื่องนี้ได้ Ica Stone นับเป็นก้อนหินที่น่าพิศวงอย่างมาก ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนแกะสลักมันเอาไว้เมื่อไหร่ และแกะเอาไว้ทำไม โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นทฤษฎีการเคลื่อนตัวของทวีป ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งยอมรับแล้ว ว่าเมื่อหลายล้านปีก่อน ทวีปแอฟริกา เอเชีย อเมริกา ไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น และการที่มันไปปรากฏในมรดกของคนโบราณเช่น แผนที่ปีเรรีส หรือ ไอก้า สโตน ก็แสดงให้เห็นว่า เมื่อก่อน ยังมีมนุษย์ส่วนหนึ่งที่อาจจะอาศัยอยู่ก่อนหรือ รอดจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ในครั้งกระโน้น แต่ว่า ครั้งกระโน้นมันตั้งหลายล้านปีที่ผ่านมาแล้วเชียวนา...
ดร.Javier Cabrera นักฟิสิกข์ชาวเปรูผู้เป็นหนึ่งในทีมศึกษาไอก้าสโตนได้พบภาพของปลาที่สูญพันธุ์ไปแล้วบนหินก้อนหนึ่ง เขาสนใจมันเอามากๆ จนชาวเมืองในแถบนั้นคนหนึ่งรู้เข้า ก็เลยเชิญ ดร.Cabrera ไปดูสิ่งที่เขาสะสมเอาไว้ Javier Cabrera เรียกสิ่งนั้นว่าพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดครับ เพราะมันเป็นคอเล็คชั่นสะสมก้อนหินและรูปปั้นโบราณนับหมื่นชิ้น มีขนาดนับตั้งแต่มะเขือเทศลูกเล็กๆไปจนถึงลูกบาสเก็ตบอลนั่นเชียว
ในบรรดาคอลเล็คชั่นที่ Javier Cabrera ได้ไปศึกษาส่วนหนึ่งเป็นรูปปั้นของสัตว์หน้าตาประหลาดๆอย่างที่เห็นในภาพ เขาคิดว่าสัตว์พวกนี้ น่าจะเป็นรูปของสัตว์ที่เคยมีตัวตนมากกว่าจะทำออกมาในรูปของงานศิลปะ มันเหมือนไดโนเสาร์เอามากๆ นอกจากรูปปั้นดินเผาแล้ว หินแกะสลักลักษณะเดียวกับไอก้าสโตน ก็มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แล้วก็มีลวดลายที่เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเสียด้วยสิครับ
Dr. Cabrera ได้ร่วมมือกับนักธรณีวิทยาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ของแผนที่ที่เขาพบในส่วนหนึ่งของหินดังกล่าว เพราะเขาต้องการพิสูจน์ว่า ภาพแผนที่โลกที่อยู่บนหินไอก้าแห่งเปรูนั้น เป็นของจริงแท้แน่นอนหรือไม่ Dr. Don Patton นักธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยกรุงลิมา ประเทศเปรู ได้ร่วมมือกับ Cabrera ในการศึกษาแผนที่ดังกล่าว เขารู้สึกประหลาดใจกับทวีปต่างๆที่แสดงบนแผนที่ มันเป็นส่วนของแผ่นดินที่คุ้นเคยเอามากๆ แต่ตำแหน่งผิดไปจากปัจจุบันอยู่บ้าง แน่นอนครับ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้จึงลงความเห็นหลังจากที่ค้นคว้าอยู่นานว่า เป็นปรกฏการณ์ที่อธิบายได้ยาก เขาให้คำอธิบายไม่ได้ รู้แต่ว่าภาพแผนที่นั้น คือสภาพของโลกเมื่อ 13 ล้านปีก่อนอย่งแน่นอน
จากการศึกษาอย่างยาวนานของ Dr.Cabrera เกี่ยวกับไอก้าสโตนและรูปปั้นดินเผา เขาได้ข้อสรุปออกมาโดยสังเขปดังนี้
- คอลเล็คชั่นที่เขาเรียกว่าห้องสมุดนั้น สะสมไปด้วยบันทึกบนก้อนหินที่แตกต่างกันไป มีหลากหลายหัวเรื่องและสาขาวิชา เช่น การแพทย์ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์โบราณ เป็นต้น
- มันมาจากอารยธรรมโบราณที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการอย่างเหลือเชื่อ ความรู้ของอารยธรรมนี้สร้างหลายๆสิ่งที่ใกฃ้เคียงกับปัจจุบัน เช่น พาหนะที่เป็นนกเหล็ก ซึ่งน่าจะหมายถึงเครื่องบินหรืออากาศยาน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ มีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ การศัลยกรรมสมอง พวกเขามีความรู้ทางดาราศาสตร์ที่ก้าวหน้า รวมไปวิชาธรณีวิทยาที่รวบรวมเอาแผนที่ สภาพทางภูมิศาสตร์โลกและการเกษตรกรรมบางประการ
- อย่างเหลือเชื่อ โลกในคำบรรยายจากคอลเล็คชั่นเหล่านั้นมีดวงจันทร์สองดวง ดวงหนึ่งมีลักษณะเหมือนดาวเทียมมากครับ มีหินอยู่สี่ก้อนที่แสดงสภาพภูมิประเทศของทวีปต่างๆที่มองลงมาจากที่สูง(หรืออาจจะเป็นชั้นบรรยากาศ) น่าแปลกใจมากครับเพราะนอกจากทวีปที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันแล้ว ยังมีส่วนของทวีปที่ไม่มีใครรู้จักรวมอยู่ด้วย เป็นไปได้ไหมว่ามันคือทวีปแอตแลนติส หรือ มู ที่เรากำลังตามรอยอยู่ในปัจจุบัน
- ผู้คนในอารยธรรมดังกล่าวรู้ถึงหายนะที่จะมาถึงโลก (ไม่แน่ใจว่าจะมาจากสาเหตุอะไรครับ เพราะท่านด็อกได้คอลเล็คชั่นไม่ครบพอที่จะทราบเรื่องราวอย่างสมบูรณ์ได้ อาจจะเป็นดาวหางหรือน้ำท่วมโลก แผ่นดินไหว อะไรประมาณนั้น) พวกเขาอาจจะทั้งหมดหรือชนชั้นปกครองบางส่วนได้อพยพไปจากโลกนี้ มีส่วนหนึ่งของบันทึกที่กล่าวถึงกลุ่มดาวที่ปัจจุบันเรารู้จักกันในนามของดาว Pleiades ดร.Cabrera ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ภาพแกะสลักบนไอก้า สโตน อาจเป็นตัวอย่างที่ดีของหลักฐานที่ว่า เมื่อหลายล้านปีก่อนมีอารยธรรมอันรุ่งเรืองตั้งอยู่บนโลกนี้ พวกเขาได้ทิ้งหลักฐานให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบว่า สมัยก่อนมนุษยชาติดำรงชีวิตอยู่อย่างไร มีอารยธรรมที่รุ่งเรืองขนาดไหนและสุดท้ายล่มจมลงด้วยวิธีใด
- รูปปั้นดินเผาบางส่วน มีลักษณะคล้ายมนุษย์ สันนิษฐานว่าอาจเป็นผู้ปกครองหรือเทพเจ้าที่คนในดินแดนนี้เคารพนับถือ และรูปร่างของรูปปั้นมีลักษณะของกระโหลกที่ยาวผิดปกติ จนทำให้นักโบราณคดีอดที่จะเอาไปเชื่อโยงกับหัวกระโหลกแบบ Cone Head ที่กล่าวถึงมาแล้วด้วย
ข้อสรุปของท่านด็อกเตอร์อาจจะฟังดูเหลือเชื่อสักหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะหลักฐานทางวัตถุก็ยืนยันอยู่ มีบางคนแย้งว่า ไอก้าสโตนอาจจะเป็นฝีมือของอนุชนรุ่นหลัง ซึ่งแกะสลักขึ้นมาจากความทรงจำ ภาพบางภาพมีรายละเอียดที่ไม่ชัดเจนและชวนให้เข้าใจผิดๆ เช่น ภาพของการศัลยกรรมสมองเป็นต้น มันอาจเป็นพิธีกรรมทางศาสนาสักอย่างหนึ่ง เช่น การทำมัมมี่หรือพิธีศพ ซึ่งก็ไม่เหมาะนักที่เราจะสรุปอะไรลงไปตรงนี้ก่อนได้หลักฐานที่ละเอียดกว่าที่เป็นอยู่ ถึงกระนั้น หากเอาอารยธรรมนาซก้า ไอก้าสโตน และความรุ่งเรืองทางด้านอารยธรรมของชาวอินคา(เช่นความรู้ทางดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสถาปัตยกรรม) มาเชื่อมโยงกันเข้าแล้ว ไม่ต้องให้ถึงมือนักวิทยาศาสตร์ห-ย่-า-ยหรอก คนธรรมดาอย่างพวกเราก็พอจะมองเห็นรอยต่อของสิ่งเหล่านี้อยู่รางๆเหมือนกัน ใช่ไหมล่ะครับ?
Dr. Cabrera ได้ร่วมมือกับนักธรณีวิทยาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ของแผนที่ที่เขาพบในส่วนหนึ่งของหินดังกล่าว เพราะเขาต้องการพิสูจน์ว่า ภาพแผนที่โลกที่อยู่บนหินไอก้าแห่งเปรูนั้น เป็นของจริงแท้แน่นอนหรือไม่ Dr. Don Patton นักธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยกรุงลิมา ประเทศเปรู ได้ร่วมมือกับ Cabrera ในการศึกษาแผนที่ดังกล่าว เขารู้สึกประหลาดใจกับทวีปต่างๆที่แสดงบนแผนที่ มันเป็นส่วนของแผ่นดินที่คุ้นเคยเอามากๆ แต่ตำแหน่งผิดไปจากปัจจุบันอยู่บ้าง แน่นอนครับ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้จึงลงความเห็นหลังจากที่ค้นคว้าอยู่นานว่า เป็นปรกฏการณ์ที่อธิบายได้ยาก เขาให้คำอธิบายไม่ได้ รู้แต่ว่าภาพแผนที่นั้น คือสภาพของโลกเมื่อ 13 ล้านปีก่อนอย่งแน่นอน
จากการศึกษาอย่างยาวนานของ Dr.Cabrera เกี่ยวกับไอก้าสโตนและรูปปั้นดินเผา เขาได้ข้อสรุปออกมาโดยสังเขปดังนี้
- คอลเล็คชั่นที่เขาเรียกว่าห้องสมุดนั้น สะสมไปด้วยบันทึกบนก้อนหินที่แตกต่างกันไป มีหลากหลายหัวเรื่องและสาขาวิชา เช่น การแพทย์ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์โบราณ เป็นต้น
- มันมาจากอารยธรรมโบราณที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการอย่างเหลือเชื่อ ความรู้ของอารยธรรมนี้สร้างหลายๆสิ่งที่ใกฃ้เคียงกับปัจจุบัน เช่น พาหนะที่เป็นนกเหล็ก ซึ่งน่าจะหมายถึงเครื่องบินหรืออากาศยาน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ มีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ การศัลยกรรมสมอง พวกเขามีความรู้ทางดาราศาสตร์ที่ก้าวหน้า รวมไปวิชาธรณีวิทยาที่รวบรวมเอาแผนที่ สภาพทางภูมิศาสตร์โลกและการเกษตรกรรมบางประการ
- อย่างเหลือเชื่อ โลกในคำบรรยายจากคอลเล็คชั่นเหล่านั้นมีดวงจันทร์สองดวง ดวงหนึ่งมีลักษณะเหมือนดาวเทียมมากครับ มีหินอยู่สี่ก้อนที่แสดงสภาพภูมิประเทศของทวีปต่างๆที่มองลงมาจากที่สูง(หรืออาจจะเป็นชั้นบรรยากาศ) น่าแปลกใจมากครับเพราะนอกจากทวีปที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันแล้ว ยังมีส่วนของทวีปที่ไม่มีใครรู้จักรวมอยู่ด้วย เป็นไปได้ไหมว่ามันคือทวีปแอตแลนติส หรือ มู ที่เรากำลังตามรอยอยู่ในปัจจุบัน
- ผู้คนในอารยธรรมดังกล่าวรู้ถึงหายนะที่จะมาถึงโลก (ไม่แน่ใจว่าจะมาจากสาเหตุอะไรครับ เพราะท่านด็อกได้คอลเล็คชั่นไม่ครบพอที่จะทราบเรื่องราวอย่างสมบูรณ์ได้ อาจจะเป็นดาวหางหรือน้ำท่วมโลก แผ่นดินไหว อะไรประมาณนั้น) พวกเขาอาจจะทั้งหมดหรือชนชั้นปกครองบางส่วนได้อพยพไปจากโลกนี้ มีส่วนหนึ่งของบันทึกที่กล่าวถึงกลุ่มดาวที่ปัจจุบันเรารู้จักกันในนามของดาว Pleiades ดร.Cabrera ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ภาพแกะสลักบนไอก้า สโตน อาจเป็นตัวอย่างที่ดีของหลักฐานที่ว่า เมื่อหลายล้านปีก่อนมีอารยธรรมอันรุ่งเรืองตั้งอยู่บนโลกนี้ พวกเขาได้ทิ้งหลักฐานให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบว่า สมัยก่อนมนุษยชาติดำรงชีวิตอยู่อย่างไร มีอารยธรรมที่รุ่งเรืองขนาดไหนและสุดท้ายล่มจมลงด้วยวิธีใด
- รูปปั้นดินเผาบางส่วน มีลักษณะคล้ายมนุษย์ สันนิษฐานว่าอาจเป็นผู้ปกครองหรือเทพเจ้าที่คนในดินแดนนี้เคารพนับถือ และรูปร่างของรูปปั้นมีลักษณะของกระโหลกที่ยาวผิดปกติ จนทำให้นักโบราณคดีอดที่จะเอาไปเชื่อโยงกับหัวกระโหลกแบบ Cone Head ที่กล่าวถึงมาแล้วด้วย
ข้อสรุปของท่านด็อกเตอร์อาจจะฟังดูเหลือเชื่อสักหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะหลักฐานทางวัตถุก็ยืนยันอยู่ มีบางคนแย้งว่า ไอก้าสโตนอาจจะเป็นฝีมือของอนุชนรุ่นหลัง ซึ่งแกะสลักขึ้นมาจากความทรงจำ ภาพบางภาพมีรายละเอียดที่ไม่ชัดเจนและชวนให้เข้าใจผิดๆ เช่น ภาพของการศัลยกรรมสมองเป็นต้น มันอาจเป็นพิธีกรรมทางศาสนาสักอย่างหนึ่ง เช่น การทำมัมมี่หรือพิธีศพ ซึ่งก็ไม่เหมาะนักที่เราจะสรุปอะไรลงไปตรงนี้ก่อนได้หลักฐานที่ละเอียดกว่าที่เป็นอยู่ ถึงกระนั้น หากเอาอารยธรรมนาซก้า ไอก้าสโตน และความรุ่งเรืองทางด้านอารยธรรมของชาวอินคา(เช่นความรู้ทางดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสถาปัตยกรรม) มาเชื่อมโยงกันเข้าแล้ว ไม่ต้องให้ถึงมือนักวิทยาศาสตร์ห-ย่-า-ยหรอก คนธรรมดาอย่างพวกเราก็พอจะมองเห็นรอยต่อของสิ่งเหล่านี้อยู่รางๆเหมือนกัน ใช่ไหมล่ะครับ?
ภาพนี้เค้ากำลังผ่าตัดสมอง
ถ้าเป็นชาวพุทธที่พอศึกษาหลักคำสอนมาบ้าง จะไม่ค่อยเเปลกใจครับ
ก้อฝรั่งโบราณๆ เชื่อว่า โลกอายุเเค่ 6000 ปี ตามจุด จุด จุดครับ
ยิ่งฝรั่งปัจุบัน ไม่ค่อยมีโอกาส ได้รู้ถึง ธรรม
ของพระพุทธเจ้าเลย ก้อต้องเเปลกใจเป็นธรรมดา เพราะ ความเชื่อเก่าๆ ดั้งเดิมเลยคือ
โลกอายุ 6000 ปี...
ถูกต้องครับ
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก