ล็อกอิน
|
สมัครสมาชิก
|
English
โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน
กระทงร้อน
กระทงล่าสุด
คะแนนสูงสุด
อ่านมากสุด
วิจารณ์มากสุด
เสนอกระทง [สมาชิก]
จาก สปอนเซอร์
ข่าว งานเปิดตัวเน็ตบุ๊ค BenQ Joybook Lite U101
ข่าว ประสบการณ์สุนทรีย์กับดนตรีกับ วอร์คแมน S730 ซีรี่ย์ ตัดสัญญาณรบกวนโสตด้วยเทคโนโลยี Noise Canceling
จาก หมูแดง
ลิ๊งค์ มาเล่นเกมส์กับหมูแดงดีกว่า!!!!
เรื่องแนะนำ
บทความ หกด นำเรื่องดีมาอ่านกันครับ
บทความ หกด นำเรื่องดีมาอ่านกันครับ
บทความ หกด นำเรื่องดีมาอ่านกันครับ
บทความ หกด นำเรื่องดีมาอ่านกันครับ
คลิป UFO ครับ
คลิป UFO ครับ
คลิป UFO ครับ
คลิป UFO ครับ
บทความ ภาคต่อ
บทความ ภาคต่อ
บทความ ภาคต่อ
บทความ ภาคต่อ
รูป จะเชื่อมั้ย..UFO
รูป จะเชื่อมั้ย..UFO
รูป จะเชื่อมั้ย..UFO
รูป จะเชื่อมั้ย..UFO
คลิป อากาศยาน 2
คลิป อากาศยาน 2
คลิป อากาศยาน 2
คลิป อากาศยาน 2
Powered by
กระทงล่าสุดโดย:
หกด
ลิ๊งค์ 6 สุดยอดหนังต้องสาปที่แสนน่ากลัว!!
คลิป The Godfather II Revenge Trailer
คลิป The Doors - Soul Kitchen
คลิป russian soldiers in Chechnya
คลิป End Of The Night- The Doors
คลิป Margo Entertainment เกาหลี ซุ่มพัฒนา W Project เกม FPS ในรูปแบบคนปะทะเอเลี่ยน!
คลิป เพลง007 ภาคเก่า ทันเดอร์บอล
คลิป from russia with love
บทความ เหลิงอำนาจ หรือสนุกมือ? SCAR 3D ถูกกระทรวงวัฒนธรรมสั่งแบนแล้ว
บทความ อาวุธพลังจิตในแดนหมีขาว
ขยาย
rss 2.0 feed
8
คะแนน
คลิป หกด นำเรื่องดีมาอ่านกันครับ
โดย
หกด
เป็นกระทงร้อน 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
ภาค2 คราว อากาศยานยุดโบราณ
คะแนน: 8 ชอบ, 0 ไม่ชอบ
tag:
UFO
บทความ
มนุษย์ต่างดาว
วิทยาศาสตร์
ประเภท:
วิทยาศาสตร์
29 บทวิจารณ์ |
1,336 คนอ่าน
คำสั่ง
Share เว็บฝรั่ง
คลิป หกด นำเรื่องดีมาอ่านกันครับ
ภาค2 คราว อากาศยานยุดโบราณ
Share เว็บไทย
Exteen
เรื่องแนะนำ:
บทความ หกด นำเรื่องดีมาอ่านกันครับ
บทความ หกด นำเรื่องดีมาอ่านกันครับ
บทความ หกด นำเรื่องดีมาอ่านกันครับ
บทความ หกด นำเรื่องดีมาอ่านกันครับ
คลิป UFO ครับ
คลิป UFO ครับ
คลิป UFO ครับ
คลิป UFO ครับ
บทความ ภาคต่อ
บทความ ภาคต่อ
บทความ ภาคต่อ
บทความ ภาคต่อ
รูป จะเชื่อมั้ย..UFO
รูป จะเชื่อมั้ย..UFO
รูป จะเชื่อมั้ย..UFO
รูป จะเชื่อมั้ย..UFO
คลิป อากาศยาน 2
คลิป อากาศยาน 2
คลิป อากาศยาน 2
คลิป อากาศยาน 2
บทวิจารณ์
ผลโหวต
คนชอบ
บทวิจารณ์
คำสั่ง
โหวต
0 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
อากาศยานยุคโบราณ
...จุดประสงค์การสร้างนาซก้าไลน์จะถูกไขกระจ่าง หากพิสูจน์ได้ว่าคนโบราณเคยใช้เครื่องบิน!!!
ฟังดูเหลวไหลดีใช่ไหมครับ แต่ก็อย่างที่จั่วหัวเอาไว้ สมมุติฐานเรื่องสนามบินโบราณนาซก้าจะสามารถไขได้กระจ่างหมดโดยไม่ต้องพึ่งคินดะอิจิยอดนักสืบ หากเราหาร่องรอยของยานอวกาศที่จะมาเชื่อมเข้ากับที่ราบนาซก้าได้
ปัญหาก็คือ บริเวณดังกล่าวไม่มีหลักฐานของอากาศยานแม้ซักกระผีกนี่สิครับ แต่ก็นั่นแหละ ใช่ว่าบนโลกอันกว้างใหญ่ของเราใบนี้ จะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับอากาศยานโบราณเอาเสียเลย ดูจากรูปที่ผมนำมาให้ท่านทัศนาดูนะครับ ว่าใช่หรือใกล้เคียงกับเครื่องบินในปัจจุบันหรือไม่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตอนนี้ก็ขออู้เล่าด้วยรูปไปซัก
คำสั่ง
โหวต
1 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
ภาพจากตำนานของชาวสุเมเรี่ยน/บาบิโลเนียน เทพเจ้าพร้อมกับยานของพระองค์
คำสั่ง
โหวต
2 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
ส่วนภาพเหล่านี้ มาจากส่วนหนึ่งในวิหารอาบิดอสของอียิปต์ ซึ่งดูยังไง๊ยังไงมันก็เหมือนอากาศยานยุคใหม่เอามากๆ
คำสั่ง
โหวต
1 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
อันนี้เป็นศิลปะเม็กซิกันโบราณ เป็นภาพยานพาหนะของเทพเจ้าครับ
คำสั่ง
โหวต
1 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
โมเดลเครื่องบินโบราณของอียิปต์
บบจำลองของอะไรบางอย่างที่เรียกกันว่าเครื่องร่อน ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ณ กรุงไคโร มันมีความยาวประมาณ 6 นิ้ว และความยาวปีกวัดได้เจ็ดนิ้วเศษ ทำจากไม้ไซคามอร์ที่มีน้ำหนักเบา มันสามารถร่อนได้จริงๆเป็นระยะทางพอสมควร เมื่อเราร่อนมันด้วยมือ เจ้าแบบจำลองนี้พบได้ในอียิปต์และบางส่วนของอเมริกาใต้ครับ
มันคือความบังเอิญ? มันเป็นเครื่องประดับ? ผมว่าไม่ใช่หรอก เพราะบางชิ้นที่พบในอเมริกาใต้มีลักษณะของเครื่องเจ็ทปีกสามเหลี่ยมอย่างชัดเจน โมเดลเหล่านี้ถูกค้นพบนานแล้วครับ คือตั้งแต่ปี 1898 แถบซัคคาราของอียิปต์ ประมาณว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นราว 200 ปีก่อน ค.ศ. หรือสองพันกว่าปีมาแล้ว ในช่วงที่ค้นพบมันนั้น เป็นสมัยที่โลกยังไม่รู้จักเครื่องบินเหมือนทุกวันนี้ ดังนั้นโมเดลดังกล่าวจึงถูกผนึกใส่กล่อง แปะสลากเอาไว้ว่า "เครื่องประดับลักษณะคล้ายนก" แล้วก็เก็บมันไว้ใต้ถุนพิพิธภัณฑ์อย่างไม่มีใครแยแส
Dr. Khalil Messiha เป็นคนแรกที่นำมันมาศึกษาอีกครั้ง เขาสนใจในรูปทรงของโมเดลเหล่านี้เป็นอย่างมาก Dr. Messiha ทำให้รัฐบาลอียิปต์สนใจกับสิ่งที่เขาพบและจัดคณะทำงานเพื่อศึกษาโมเดลเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษ ผลที่คณะทำงานแถลงออกมาก็คือ โมเดลที่ซัคคาราเป็นแบบจำลองของเครื่องบินอย่างจริงแท้แน่นอน และเมื่อทดลองสร้างเครื่องเล็กๆตามแบบแปลนของโมเดล วิศกรการบินบอกว่า มันบินได้แน่นอนไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะในลักษณะของเครื่องร่อนหรือว่าติดเครื่องยนต์
ครับ ก็เก็บเป็นการบ้านให้คิดกันเล่นๆละกัน ว่าเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ในสมัยที่ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่ามนุษย์ยังไม่รู้จักพื้นฐานของแอร์โรว์ไดนามิค แต่ดันมีโมเดลของเครื่องบินที่สร้างตามแบบของวิศวกรรมการแบบเด๊ะๆ มันมาจากไหน ชาวอียิปต์โบราณรู้จักมันได้อย่างไร สุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาที่ขบไม่แตกไปอีกข้อล่ะครับ
คำสั่ง
โหวต
1 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
บบจำลองของอะไรบางอย่างที่เรียกกันว่าเครื่องร่อน ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ณ กรุงไคโร มันมีความยาวประมาณ 6 นิ้ว และความยาวปีกวัดได้เจ็ดนิ้วเศษ ทำจากไม้ไซคามอร์ที่มีน้ำหนักเบา มันสามารถร่อนได้จริงๆเป็นระยะทางพอสมควร เมื่อเราร่อนมันด้วยมือ เจ้าแบบจำลองนี้พบได้ในอียิปต์และบางส่วนของอเมริกาใต้ครับ
มันคือความบังเอิญ? มันเป็นเครื่องประดับ? ผมว่าไม่ใช่หรอก เพราะบางชิ้นที่พบในอเมริกาใต้มีลักษณะของเครื่องเจ็ทปีกสามเหลี่ยมอย่างชัดเจน โมเดลเหล่านี้ถูกค้นพบนานแล้วครับ คือตั้งแต่ปี 1898 แถบซัคคาราของอียิปต์ ประมาณว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นราว 200 ปีก่อน ค.ศ. หรือสองพันกว่าปีมาแล้ว ในช่วงที่ค้นพบมันนั้น เป็นสมัยที่โลกยังไม่รู้จักเครื่องบินเหมือนทุกวันนี้ ดังนั้นโมเดลดังกล่าวจึงถูกผนึกใส่กล่อง แปะสลากเอาไว้ว่า "เครื่องประดับลักษณะคล้ายนก" แล้วก็เก็บมันไว้ใต้ถุนพิพิธภัณฑ์อย่างไม่มีใครแยแส
Dr. Khalil Messiha เป็นคนแรกที่นำมันมาศึกษาอีกครั้ง เขาสนใจในรูปทรงของโมเดลเหล่านี้เป็นอย่างมาก Dr. Messiha ทำให้รัฐบาลอียิปต์สนใจกับสิ่งที่เขาพบและจัดคณะทำงานเพื่อศึกษาโมเดลเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษ ผลที่คณะทำงานแถลงออกมาก็คือ โมเดลที่ซัคคาราเป็นแบบจำลองของเครื่องบินอย่างจริงแท้แน่นอน และเมื่อทดลองสร้างเครื่องเล็กๆตามแบบแปลนของโมเดล วิศกรการบินบอกว่า มันบินได้แน่นอนไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะในลักษณะของเครื่องร่อนหรือว่าติดเครื่องยนต์
ครับ ก็เก็บเป็นการบ้านให้คิดกันเล่นๆละกัน ว่าเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ในสมัยที่ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่ามนุษย์ยังไม่รู้จักพื้นฐานของแอร์โรว์ไดนามิค แต่ดันมีโมเดลของเครื่องบินที่สร้างตามแบบของวิศวกรรมการแบบเด๊ะๆ มันมาจากไหน ชาวอียิปต์โบราณรู้จักมันได้อย่างไร สุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาที่ขบไม่แตกไปอีกข้อล่ะครับ
คำสั่ง
โหวต
1 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
อันนี้พบในอเมริกาใต้ เป็นโมเดลเครื่องบินปีกสามเหลี่ยมทำด้วยทองคำ
คำสั่ง
โหวต
1 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
1
คำสั่ง
โหวต
1 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
2
คำสั่ง
โหวต
0 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
ผ่านมาก็หลายตอนแล้วนะครับสำหรับโบราณคดีต้องห้ามชุดนี้ แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกยาวขนาดไหนกว่าจะปิดฉากจบชุดลงได้ เพราะข้อมูลที่น่าสนใจยังจ่อคอรออยู่อีกอื้อ แถมชุดที่ยังทำไม่เสร็จอย่างไบเบิ้ล อย่าง Planet X ก็ยังอยู่ (ที่สำคัญคือ Super Robot จะออกอาทิตย์หน้านี้แล้ว จะแบ่งเวลายังไงน้อ..)
ทบทวนกันหน่อยสำหรับแฟนใหม่ที่เพิ่งแวะเวียนมาเยี่ยม อันว่าความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวและพระเจ้าจากอวกาศนั้น มีมานานนมแล้วครับผม โดยเฉพาะในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์และโบราณคดี(รวมผมเข้าไปด้วย)บางกลุ่ม ซึ่งบังเอิญไปเจอหลักฐานที่น่าสงสัยหลายประการที่ชวนให้คิดว่า ในอดีตเคยมีอาคันตุกะจากอวกาศลงมาเยี่ยมเยือนโลกมนุษย์เรา มาแล้วไม่มาเปล่า พวกเขายังได้สอนสั่งศิลปวิทยาการให้กับมนุษย์บนโลกเรา จนมนุษย์โลกสามารถสร้างถาวรวัตถุ อนุสาวรีย์หลายแห่งให้อนุชนรุ่นหลังได้ประจักษ์ด้วยสายตาที่ฉงนฉงายว่า บรพพบุรุษของพวกเราทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร
ลองย้อนไปดูในอดีตสิครับ มีร่องรอยมากมายที่เกี่ยวโยงอาคันตุกะจากอวกาศกับมนุษย์โลกของเราเข้าไว้ด้วยกัน เป็นต้นว่ามหาปิระมิดแห่งคีออปส์ สโตนเฮนจ์บนทุ่งซอลส์เบอร์รี่ เทวสถานของชนเผ่ามายา อินคา หรือลายเส้นปริศนาบนที่ราบนาซก้าที่เพิ่งผ่านตาท่านมากันหยกๆ สิ่งเหล่านี้ต้องอาสัยเทคโนโลยีและความรู้ชั้นสูงทั้งสิ้น และจากพื้นเพของชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในถิ่นๆนั้น ดูๆไปหากไม่ได้รับการชี้แนะจากครูที่เก่งกาจสักคน ชนพื้นเมืองเหล่านั้นก็ไม่น่าที่จะสรรค์สร้างสิ่งมหัศจรรย์พวกนี้ขึ้นมาได้
มีคนเชื่อก็ย่อมมีคนไม่เชื่อ ต่างกันที่คนเชื่อพยายามจะนำเสนอหลักฐานแต่พวกไม่เชื่อเค้าจะด่าเอาว่าบ้ามนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็เอเลี่ยนขึ้นสมอง(นายโซนิคก็เคยโดน แหะ แหะ..) เอาเถอะครับ กาลเวลานั่นแหละจะเป็นฝ่ายพิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่าง และปัจจุบันจากการศึกษาลึกลงไปในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มนุษย์ ก็นับว่าได้หลักฐานที่น่าเชื่อถือออกมามากมายแล้วว่า ในอดีตเคยมีมนุษย์ต่างดาวลงมาเยือนโลกของเราแล้วจริงๆ และบรรพบุรุษของเราก็คงมีปฏิกิริยาไม่ต่างจากคนป่าในนิวกีนี ที่เห็นนักบินก้าวลงมาจากเครื่องบินเพื่อแจกเวชภัณฑ์ นั่นก็คือทำการสักการะและยกย่องให้เป็นพระเจ้า พระเจ้า(GODS)ที่เป็นนามธรรม มีเลือดเนื้อ มีชีวิต และก็มีทายาทเหมือนมนุษย์เดินดินทุกประการ
คำสั่ง
โหวต
0 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
ผ่านมาก็หลายตอนแล้วนะครับสำหรับโบราณคดีต้องห้ามชุดนี้ แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกยาวขนาดไหนกว่าจะปิดฉากจบชุดลงได้ เพราะข้อมูลที่น่าสนใจยังจ่อคอรออยู่อีกอื้อ แถมชุดที่ยังทำไม่เสร็จอย่างไบเบิ้ล อย่าง Planet X ก็ยังอยู่ (ที่สำคัญคือ Super Robot จะออกอาทิตย์หน้านี้แล้ว จะแบ่งเวลายังไงน้อ..)
ทบทวนกันหน่อยสำหรับแฟนใหม่ที่เพิ่งแวะเวียนมาเยี่ยม อันว่าความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวและพระเจ้าจากอวกาศนั้น มีมานานนมแล้วครับผม โดยเฉพาะในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์และโบราณคดี(รวมผมเข้าไปด้วย)บางกลุ่ม ซึ่งบังเอิญไปเจอหลักฐานที่น่าสงสัยหลายประการที่ชวนให้คิดว่า ในอดีตเคยมีอาคันตุกะจากอวกาศลงมาเยี่ยมเยือนโลกมนุษย์เรา มาแล้วไม่มาเปล่า พวกเขายังได้สอนสั่งศิลปวิทยาการให้กับมนุษย์บนโลกเรา จนมนุษย์โลกสามารถสร้างถาวรวัตถุ อนุสาวรีย์หลายแห่งให้อนุชนรุ่นหลังได้ประจักษ์ด้วยสายตาที่ฉงนฉงายว่า บรพพบุรุษของพวกเราทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร
ลองย้อนไปดูในอดีตสิครับ มีร่องรอยมากมายที่เกี่ยวโยงอาคันตุกะจากอวกาศกับมนุษย์โลกของเราเข้าไว้ด้วยกัน เป็นต้นว่ามหาปิระมิดแห่งคีออปส์ สโตนเฮนจ์บนทุ่งซอลส์เบอร์รี่ เทวสถานของชนเผ่ามายา อินคา หรือลายเส้นปริศนาบนที่ราบนาซก้าที่เพิ่งผ่านตาท่านมากันหยกๆ สิ่งเหล่านี้ต้องอาสัยเทคโนโลยีและความรู้ชั้นสูงทั้งสิ้น และจากพื้นเพของชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในถิ่นๆนั้น ดูๆไปหากไม่ได้รับการชี้แนะจากครูที่เก่งกาจสักคน ชนพื้นเมืองเหล่านั้นก็ไม่น่าที่จะสรรค์สร้างสิ่งมหัศจรรย์พวกนี้ขึ้นมาได้
มีคนเชื่อก็ย่อมมีคนไม่เชื่อ ต่างกันที่คนเชื่อพยายามจะนำเสนอหลักฐานแต่พวกไม่เชื่อเค้าจะด่าเอาว่าบ้ามนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็เอเลี่ยนขึ้นสมอง(นายโซนิคก็เคยโดน แหะ แหะ..) เอาเถอะครับ กาลเวลานั่นแหละจะเป็นฝ่ายพิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่าง และปัจจุบันจากการศึกษาลึกลงไปในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มนุษย์ ก็นับว่าได้หลักฐานที่น่าเชื่อถือออกมามากมายแล้วว่า ในอดีตเคยมีมนุษย์ต่างดาวลงมาเยือนโลกของเราแล้วจริงๆ และบรรพบุรุษของเราก็คงมีปฏิกิริยาไม่ต่างจากคนป่าในนิวกีนี ที่เห็นนักบินก้าวลงมาจากเครื่องบินเพื่อแจกเวชภัณฑ์ นั่นก็คือทำการสักการะและยกย่องให้เป็นพระเจ้า พระเจ้า(GODS)ที่เป็นนามธรรม มีเลือดเนื้อ มีชีวิต และก็มีทายาทเหมือนมนุษย์เดินดินทุกประการ
คำสั่ง
โหวต
0 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
The Ancient Astronaut นักบินอวกาศยุคโบราณ II.
นอกจากภาพวาดแล้ว นักโบราณคดียังพบความน่าทึ่งเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณอีกมากมาย ยิ่งมีการศึกษาอารยธรรมของกลุ่มชนที่เจริญผิดยุคในสมัยก่อนมากขึ้นเท่าไหร่ วงการโบราณคดีก็ยิ่งได้ตระหนักถึงความสามารถของมนุษย์สมัยก่อนมากขึ้นเท่านั้น ใครเล่าจะคาดคิดว่า เมื่อหกพันปีก่อนชาวสุเมเรี่ยนรู้ว่าโลกใบนี้กลมดิกแถใยังรู้ลึกซึ้งเข้าไปอีกว่า ระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์ทั้งสิ้น 12 ดวง (พวกเขานับดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์รวมเข้าไปอีก) ถึงอย่างนั้นถ้าไม่นับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ที่ชาวสุเมเรี่ยนรู้จักก็ยังมากกว่าที่ปัจจุบันทราบกันอยู่ 1 ดวง เมื่อหกพันปีก่อนพวกเขารู้จักดาวยูเรนัส เนปจูน พลูโต ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งใช้กล่องดูดาวตรวจพบเมื่อหลังศตวรรษที่ 18 นี้เท่านั้นเอง
ชาวโลกปัจจุบันชอบมองบรรพชนของเราว่าป่าเถื่อนล้าหลัง งมงายในไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหาศาล จำได้ไหมครับว่า เมื่อปี 1543 นิโคลัส คอปเปอร์นิคัส เป็นคนแรกที่แย้งว่าโลกมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ก็ไม่มีใครเชื่อแถมโดนศาสนจักรหมายหัวเอาอีก จนกระทั่งปี 1610 ที่กาลิเลโอสร้างกล้องดูดาวได้สำเร็จนั่นแหละ โลกถึงได้ประจักษ์ความจริงข้อนี้ ทั้งๆที่ชาวสุเมเรียนรู้ก่อนหน้านี้มาหลายพันปี นี่ยังไม่นับชาวอียิปต์ที่รู้ว่าโลกกลมและหมุนรอบดวงอาทิตย์อีกด้วยนะ
คำสั่ง
โหวต
1 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
Fresco found in the Sahara Dated 6000 BC
ปี 1659 คริสเตียน ฮิวเกนส์ ค้นพบว่าดาวเสาร์มีวงแหวนล้อมรอบ ในขณะที่จากรึกแผ่นดินเหนียวของชาวสุเมเรียนเขียนภาพนี้เอาไว้อย่างชัดเจนเลย ลองมาดูแถบอาฟริกากันดูบ้าง คนป่าผิวดำเผ่าโดกอน ซึ่งอาศัยอยู่แถบละแวกถ้ำเมืองบันเดียการา ห่างจากทิมปักตูไปทางใต้ประมาณสามร้อยกิโลเมตร เป็นคนป่าที่แสนจะยากจนและมีมาตรฐานการดำรงชีวิตต่ำ แต่เชื่อไหมครับว่า พวกเขามีความรู้เกี่ยวกับด้านดาราศาสตร์อย่างลึกซึ้ง โดยสามารถบอกได้ว่ามีดาวเล็กๆดวงหนึ่งโคจรรอบดาวซิริอุส-เอ ใช้เวลารอบละห้าสิบปี ปัจจุบันเรารู้จักดาวดวงนี้ในนามของดาวซิริอุส-บี ดาวดวงนี้ไม่มีทางจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือกล้องโทรทัศน์ทั่วไป เพราะมันอยู่ห่างไกลไปจากโลกถึง 8.7 ปีแสง และเราเพิ่งถ่ายภาพดาวดวงนี้ได้ในปี 1970 ก็เมื่อเร็วๆนี้นี่เอง แล้วชาวโดกอนเมื่อหลายร้อยปีก่อนทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร?
ชาวโดกอนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พวกเขาถ่ยายทอดเรื่องราวเหล่านี้แบบปากต่อปาก ตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษและพูดล่วงหน้าว่า ยังมีดาวเหลืออยู่ในกลุ่มนี้อีกดวงหนึ่งโคจรอยู่ทางมุมขวาของดาวซิริอุส-บี ตอนนั้น นักดาราศาสตร์ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนกระทั่งเมื่อปี 1995 (ไม่กี่ปีนี้อีกนั่นแหละ) ก็เจอดาวดวงที่สามหรือซิริอุส-ซี ตรงตามที่ชาวโดกอนบอกเอาไว้จริงๆ โดยอยู่ห่างไกลจากโลกออกไป 325 ปีแสง (เอา 5,880,000,000,000 คูณเข้าไปนะครับ มีหน่วยเป็นไมล์) ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มดาวซิริอุสทั้งหมด ชาวโดกอนเปิดเผยว่าจดจำมาจากพระเจ้าผู้ลงมาจากห้วงอวกาศแห่งระบบดาวซิริอุส ซึ่งมีลักษณะของคนผสมปลา อาศัยอยู่ใต้บาดาลเรียกว่า Nommos
แม้ในปัจจุบัน พวกเขาก็ยังฉลองกันเพื่อระลึกการมาเยือนของ Nommos ในทุกๆ 60 ปี ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นระยะเวลาที่ดาวแม่ของพระเจ้าของพวกเขาโคจรครบหนึ่งรอบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ครับ)
เรื่องของมนุษย์มัจฉาผู้ถ่ายทอดวิทยาการให้แก่โลก ยังไปปรากฏอยู่ในตำนานของชนชาติอื่นที่เก่าแก่ เช่น บาบิโลเนีย ว่าทุกเช้าจะขึ้นมาจากน้ำเพื่อสั่งสอนความรู้ให้กับมนุษย์ เช่น กสิกรรม คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ระเบียบของสังคม ก่อนจะกลับลงสู่ทะเลในตอนเย็น ชาวบาบิโลเนียเทิดทูนพวกเขาเสมือนพระเจ้า และเรียกว่า Oannes ซึ่งไปตรงกับภาษาของชาวมายาในคำว่า Oaana อันหมายถึง "คนที่อาศัยอยู่ในน้ำ"
คำสั่ง
โหวต
0 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
ในประเทศญี่ปุ่นนักโบราณคดีขุดพบตุ๊กตาอายุหมื่นกว่าปี เรียกกันตามภาษาญี่ปุ่นว่าโดกุ สวมเสื้อผ้าเหมือนนักบินอวกาศมากแถมยังเกี่ยวข้องกับมนุษย์ที่อยู่ในน้ำด้วยสิ
โลกที่เราอาศัยอยู่นี้มีอายุประมาณ 4.5 พันล้านปี แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพิ่งวิวัฒนาการขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 25 ล้านปีก่อน จากซากฟอสซิลที่ขุดพบในอาฟริกา ทำให้เชื่อว่าบรรพบุรุษของตระกูลลิง Ape ได้เกิดขึ้นเมื่อ 13 ล้านปีก่อน และต่อมาอีก 3 ล้านปี จึงได้วิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์สายพันธุ์แรกหรือ Homo อย่างแท้จริง
ขอสรุปวิวัฒนาการของสายพันธุ์มนุษย์แบบย่อๆให้ฟังอีกครั้งหนึ่งนะครับ เมื่อสองล้านปีก่อน มนุษย์ดึกดำบรรพ์พวกแรกที่มีโครงสร้างกระโหลกและกระดูกคล้ายกับมนุษย์ปัจจุบันมากที่สุดแรกว่า แอดวานซ์ ออสตรัลโลพิทธิคัส เริ่มปรากฏในทวีอาฟริกา และต้องใช้เวลาอีกหลายล้านปีทีเดียว กว่าที่พวกเขาจะวิวัฒน์มาเป็นสายพันธุ์โฮโม อิเร็คตัส มนุษย์พวกแรกที่เริ่มมีภาษาใช้ในการสื่อสาร รู้จักใช้ไฟ และหินเป็นเครื่องมือในการล่าสัตว์ มีมันสมองที่โตขึ้นกว่าเดิมอีก 100 เปอร์เซ็นต์ และอีกเก้าแสนปีต่อมา พวกเขากลายเป็นมนุษย์นีแอนเดอร์ธัล (เรียกตามแหล่งที่ขุดพบครั้งแรกในประเทศเยอรมัน) มนุษย์พวกนี้จัดเป็นพวกแรกที่น่าจะเป็นวิวัฒนาการสายเดียวกับมนุษย์ปัจจุบัน และเป็นบรรพบุรุษสายตรงของมนุษย์ ที่รู้จักงานศิลปะ เชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์
วิวัฒนาการทางสมองของมนุษย์เป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก บรรพบุรุษของเราทำไมใช้เวลาร่วมๆสองล้านปีพัฒนาตัวเองจากสายพันธุ์แอดวานซ์ ออสตรัลโลพิทธิคัส สู่สายพันธุ์นีแอนเดอร์ธัล โดยใช้เครื่องมือหินที่มีลักษณะไม่ต่างกันเลย แต่แล้วจู่ๆเมื่อประมาณสองแสนสี่หมื่อนกว่าปีก่อน มนุษย์สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อโฮโม เซเปี้ยน ก็ดันปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่รู้รากเหง้า เพราะไม่ได้วิวัฒนาการมาจากมนุษย์ยุคหิน มันวมองใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีกครึ่งหนึ่ง รู้จักเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ไม่เดินโทงเทงเปล่าเปลือยเพราะรู้จักใช้หนังสัตว์เป็นเครื่องนุ่งห่ม และรู้จักการมีสังคมอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน
ทำไมครับ? ทำไม...
ทำไมมนุษย์ใช้เวลายาวนานร่วมสองล้านปีเพื่อพัฒนาเครื่องมือหินไปสู่วัสดุอื่น แต่ไม่ต้องใช้เวลาเป็นล้านๆปีเพื่อเรียนรู้วิทยาการที่ยุ่งยากซับซ้อนกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการก่อสร้าง การคำนวณ การดูดาว การเกษตร ฯลฯ เพราะมนุษย์กลับพัฒนาตัวเองได้เร็วเหลือเชื่อ จากเกวียนเทียมวัวอันเชื่องช้า สู่จรวดความเร็วสูง จากบูมเมอแรงสู่ดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบวงโคจรโลก การเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์ถ้ำไปสู่มนุษย์อวกาศทั้งหมดนี้บรรพบุรุษของเราใช้เวลาเพียง 35,000 ปี ที่มากระจุกตัวกันอยู่ในช่วงหลังนี้เอง
ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่า มนุษย์เราอาจจะได้รับการถ่ายทอด เปลี่ยนแปลง ทางเทคโนโลยีเฉกเช่นมนุษย์มัจฉาซึ่งมีอารยธรรมสูงกว่า?
ท่านที่ติดตามผลงานของนายโซนิคมานานก็คงพอจะให้คำตอได้นะครับ โดยเฉพาะกับผู้ที่นายโซนิคเป็นสาวกของเขา นั่นก็คือนาย Zecharia Sitchin ซึ่งนับเป็นนักวิชาการหนึ่งในไม่กี่คนของโลกที่สามารถอ่านอักษรลิ่มของภาษาสุเมเรี่ยนได้ เขาใช้เวลากว่าสามสิบปีศึกษาแผ่นจารึกสุเมเรียนร่วมสองพันแผ่น จนค้นพบกุญแจไขปริศนาสู่ดาวเคราะห์ที่ชื่อว่า Nibiru หรือ Marduk ในภาษาบาบิโลเนียน โดยสรุปการค้นคว้าของเขาว่า เมื่อครึ่งล้านปีก่อนมนุษย์จากดาวเคราะห์ดวงนี้ได้เดินทางมายังโลก และถ่ายทอดวิทยาการต่างๆให้กับมนุษย์จนมีอารยธรรมเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ชนิดชาวสุเมเรียนเรียกว่า "ของขวัญจากพระเจ้า" รวมทั้งได้แต่งงานกับผู้หญิงสายพันธุ์โฮโม อิเร็คตัส ก่อนแพร่ลูกแตกหลาน จนเป็นมนุษย์โฮโม เซเปียน อย่างทุกวันนี้ อ้อ.. ชาวสุเมเรียนเรียกพระเจ้าของพวกเขาว่า Anunnaki ครับ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ครับ
คำสั่ง
โหวต
0 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
พระเจ้าของชาวมายา ดูดีๆนะครับว่าพระองค์กำลังทำอะไร ขับยานอวกาศ? ]
คำสั่ง
โหวต
0 คะแนน โดย
หกด
เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
ประจวบร้อนเเล้ว
ภาพวาดก่อนประวัติศาสตร์ในถ้ำแถบคิมเบอร์ลี่ ออสเตรเลีย ชื่อรูปคือวอร์จิน่า เทพเจ้าไร้ปาก เป็นรูปวาดของชนเผ่าที่เก่าแก่กว่าชาวอะบอริจินส์มาก ]
คำสั่ง
โหวต
0
...จุดประสงค์การสร้างนาซก้าไลน์จะถูกไขกระจ่าง หากพิสูจน์ได้ว่าคนโบราณเคยใช้เครื่องบิน!!!
ฟังดูเหลวไหลดีใช่ไหมครับ แต่ก็อย่างที่จั่วหัวเอาไว้ สมมุติฐานเรื่องสนามบินโบราณนาซก้าจะสามารถไขได้กระจ่างหมดโดยไม่ต้องพึ่งคินดะอิจิยอดนักสืบ หากเราหาร่องรอยของยานอวกาศที่จะมาเชื่อมเข้ากับที่ราบนาซก้าได้
ปัญหาก็คือ บริเวณดังกล่าวไม่มีหลักฐานของอากาศยานแม้ซักกระผีกนี่สิครับ แต่ก็นั่นแหละ ใช่ว่าบนโลกอันกว้างใหญ่ของเราใบนี้ จะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับอากาศยานโบราณเอาเสียเลย ดูจากรูปที่ผมนำมาให้ท่านทัศนาดูนะครับ ว่าใช่หรือใกล้เคียงกับเครื่องบินในปัจจุบันหรือไม่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตอนนี้ก็ขออู้เล่าด้วยรูปไปซัก
ภาพจากตำนานของชาวสุเมเรี่ยน/บาบิโลเนียน เทพเจ้าพร้อมกับยานของพระองค์
ส่วนภาพเหล่านี้ มาจากส่วนหนึ่งในวิหารอาบิดอสของอียิปต์ ซึ่งดูยังไง๊ยังไงมันก็เหมือนอากาศยานยุคใหม่เอามากๆ
อันนี้เป็นศิลปะเม็กซิกันโบราณ เป็นภาพยานพาหนะของเทพเจ้าครับ
โมเดลเครื่องบินโบราณของอียิปต์
บบจำลองของอะไรบางอย่างที่เรียกกันว่าเครื่องร่อน ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ณ กรุงไคโร มันมีความยาวประมาณ 6 นิ้ว และความยาวปีกวัดได้เจ็ดนิ้วเศษ ทำจากไม้ไซคามอร์ที่มีน้ำหนักเบา มันสามารถร่อนได้จริงๆเป็นระยะทางพอสมควร เมื่อเราร่อนมันด้วยมือ เจ้าแบบจำลองนี้พบได้ในอียิปต์และบางส่วนของอเมริกาใต้ครับ
มันคือความบังเอิญ? มันเป็นเครื่องประดับ? ผมว่าไม่ใช่หรอก เพราะบางชิ้นที่พบในอเมริกาใต้มีลักษณะของเครื่องเจ็ทปีกสามเหลี่ยมอย่างชัดเจน โมเดลเหล่านี้ถูกค้นพบนานแล้วครับ คือตั้งแต่ปี 1898 แถบซัคคาราของอียิปต์ ประมาณว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นราว 200 ปีก่อน ค.ศ. หรือสองพันกว่าปีมาแล้ว ในช่วงที่ค้นพบมันนั้น เป็นสมัยที่โลกยังไม่รู้จักเครื่องบินเหมือนทุกวันนี้ ดังนั้นโมเดลดังกล่าวจึงถูกผนึกใส่กล่อง แปะสลากเอาไว้ว่า "เครื่องประดับลักษณะคล้ายนก" แล้วก็เก็บมันไว้ใต้ถุนพิพิธภัณฑ์อย่างไม่มีใครแยแส
Dr. Khalil Messiha เป็นคนแรกที่นำมันมาศึกษาอีกครั้ง เขาสนใจในรูปทรงของโมเดลเหล่านี้เป็นอย่างมาก Dr. Messiha ทำให้รัฐบาลอียิปต์สนใจกับสิ่งที่เขาพบและจัดคณะทำงานเพื่อศึกษาโมเดลเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษ ผลที่คณะทำงานแถลงออกมาก็คือ โมเดลที่ซัคคาราเป็นแบบจำลองของเครื่องบินอย่างจริงแท้แน่นอน และเมื่อทดลองสร้างเครื่องเล็กๆตามแบบแปลนของโมเดล วิศกรการบินบอกว่า มันบินได้แน่นอนไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะในลักษณะของเครื่องร่อนหรือว่าติดเครื่องยนต์
ครับ ก็เก็บเป็นการบ้านให้คิดกันเล่นๆละกัน ว่าเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ในสมัยที่ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่ามนุษย์ยังไม่รู้จักพื้นฐานของแอร์โรว์ไดนามิค แต่ดันมีโมเดลของเครื่องบินที่สร้างตามแบบของวิศวกรรมการแบบเด๊ะๆ มันมาจากไหน ชาวอียิปต์โบราณรู้จักมันได้อย่างไร สุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาที่ขบไม่แตกไปอีกข้อล่ะครับ
บบจำลองของอะไรบางอย่างที่เรียกกันว่าเครื่องร่อน ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ณ กรุงไคโร มันมีความยาวประมาณ 6 นิ้ว และความยาวปีกวัดได้เจ็ดนิ้วเศษ ทำจากไม้ไซคามอร์ที่มีน้ำหนักเบา มันสามารถร่อนได้จริงๆเป็นระยะทางพอสมควร เมื่อเราร่อนมันด้วยมือ เจ้าแบบจำลองนี้พบได้ในอียิปต์และบางส่วนของอเมริกาใต้ครับ
มันคือความบังเอิญ? มันเป็นเครื่องประดับ? ผมว่าไม่ใช่หรอก เพราะบางชิ้นที่พบในอเมริกาใต้มีลักษณะของเครื่องเจ็ทปีกสามเหลี่ยมอย่างชัดเจน โมเดลเหล่านี้ถูกค้นพบนานแล้วครับ คือตั้งแต่ปี 1898 แถบซัคคาราของอียิปต์ ประมาณว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นราว 200 ปีก่อน ค.ศ. หรือสองพันกว่าปีมาแล้ว ในช่วงที่ค้นพบมันนั้น เป็นสมัยที่โลกยังไม่รู้จักเครื่องบินเหมือนทุกวันนี้ ดังนั้นโมเดลดังกล่าวจึงถูกผนึกใส่กล่อง แปะสลากเอาไว้ว่า "เครื่องประดับลักษณะคล้ายนก" แล้วก็เก็บมันไว้ใต้ถุนพิพิธภัณฑ์อย่างไม่มีใครแยแส
Dr. Khalil Messiha เป็นคนแรกที่นำมันมาศึกษาอีกครั้ง เขาสนใจในรูปทรงของโมเดลเหล่านี้เป็นอย่างมาก Dr. Messiha ทำให้รัฐบาลอียิปต์สนใจกับสิ่งที่เขาพบและจัดคณะทำงานเพื่อศึกษาโมเดลเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษ ผลที่คณะทำงานแถลงออกมาก็คือ โมเดลที่ซัคคาราเป็นแบบจำลองของเครื่องบินอย่างจริงแท้แน่นอน และเมื่อทดลองสร้างเครื่องเล็กๆตามแบบแปลนของโมเดล วิศกรการบินบอกว่า มันบินได้แน่นอนไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะในลักษณะของเครื่องร่อนหรือว่าติดเครื่องยนต์
ครับ ก็เก็บเป็นการบ้านให้คิดกันเล่นๆละกัน ว่าเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ในสมัยที่ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่ามนุษย์ยังไม่รู้จักพื้นฐานของแอร์โรว์ไดนามิค แต่ดันมีโมเดลของเครื่องบินที่สร้างตามแบบของวิศวกรรมการแบบเด๊ะๆ มันมาจากไหน ชาวอียิปต์โบราณรู้จักมันได้อย่างไร สุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาที่ขบไม่แตกไปอีกข้อล่ะครับ
อันนี้พบในอเมริกาใต้ เป็นโมเดลเครื่องบินปีกสามเหลี่ยมทำด้วยทองคำ
1
2
ทบทวนกันหน่อยสำหรับแฟนใหม่ที่เพิ่งแวะเวียนมาเยี่ยม อันว่าความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวและพระเจ้าจากอวกาศนั้น มีมานานนมแล้วครับผม โดยเฉพาะในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์และโบราณคดี(รวมผมเข้าไปด้วย)บางกลุ่ม ซึ่งบังเอิญไปเจอหลักฐานที่น่าสงสัยหลายประการที่ชวนให้คิดว่า ในอดีตเคยมีอาคันตุกะจากอวกาศลงมาเยี่ยมเยือนโลกมนุษย์เรา มาแล้วไม่มาเปล่า พวกเขายังได้สอนสั่งศิลปวิทยาการให้กับมนุษย์บนโลกเรา จนมนุษย์โลกสามารถสร้างถาวรวัตถุ อนุสาวรีย์หลายแห่งให้อนุชนรุ่นหลังได้ประจักษ์ด้วยสายตาที่ฉงนฉงายว่า บรพพบุรุษของพวกเราทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร
ลองย้อนไปดูในอดีตสิครับ มีร่องรอยมากมายที่เกี่ยวโยงอาคันตุกะจากอวกาศกับมนุษย์โลกของเราเข้าไว้ด้วยกัน เป็นต้นว่ามหาปิระมิดแห่งคีออปส์ สโตนเฮนจ์บนทุ่งซอลส์เบอร์รี่ เทวสถานของชนเผ่ามายา อินคา หรือลายเส้นปริศนาบนที่ราบนาซก้าที่เพิ่งผ่านตาท่านมากันหยกๆ สิ่งเหล่านี้ต้องอาสัยเทคโนโลยีและความรู้ชั้นสูงทั้งสิ้น และจากพื้นเพของชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในถิ่นๆนั้น ดูๆไปหากไม่ได้รับการชี้แนะจากครูที่เก่งกาจสักคน ชนพื้นเมืองเหล่านั้นก็ไม่น่าที่จะสรรค์สร้างสิ่งมหัศจรรย์พวกนี้ขึ้นมาได้
มีคนเชื่อก็ย่อมมีคนไม่เชื่อ ต่างกันที่คนเชื่อพยายามจะนำเสนอหลักฐานแต่พวกไม่เชื่อเค้าจะด่าเอาว่าบ้ามนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็เอเลี่ยนขึ้นสมอง(นายโซนิคก็เคยโดน แหะ แหะ..) เอาเถอะครับ กาลเวลานั่นแหละจะเป็นฝ่ายพิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่าง และปัจจุบันจากการศึกษาลึกลงไปในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มนุษย์ ก็นับว่าได้หลักฐานที่น่าเชื่อถือออกมามากมายแล้วว่า ในอดีตเคยมีมนุษย์ต่างดาวลงมาเยือนโลกของเราแล้วจริงๆ และบรรพบุรุษของเราก็คงมีปฏิกิริยาไม่ต่างจากคนป่าในนิวกีนี ที่เห็นนักบินก้าวลงมาจากเครื่องบินเพื่อแจกเวชภัณฑ์ นั่นก็คือทำการสักการะและยกย่องให้เป็นพระเจ้า พระเจ้า(GODS)ที่เป็นนามธรรม มีเลือดเนื้อ มีชีวิต และก็มีทายาทเหมือนมนุษย์เดินดินทุกประการ
ผ่านมาก็หลายตอนแล้วนะครับสำหรับโบราณคดีต้องห้ามชุดนี้ แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกยาวขนาดไหนกว่าจะปิดฉากจบชุดลงได้ เพราะข้อมูลที่น่าสนใจยังจ่อคอรออยู่อีกอื้อ แถมชุดที่ยังทำไม่เสร็จอย่างไบเบิ้ล อย่าง Planet X ก็ยังอยู่ (ที่สำคัญคือ Super Robot จะออกอาทิตย์หน้านี้แล้ว จะแบ่งเวลายังไงน้อ..)
ทบทวนกันหน่อยสำหรับแฟนใหม่ที่เพิ่งแวะเวียนมาเยี่ยม อันว่าความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวและพระเจ้าจากอวกาศนั้น มีมานานนมแล้วครับผม โดยเฉพาะในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์และโบราณคดี(รวมผมเข้าไปด้วย)บางกลุ่ม ซึ่งบังเอิญไปเจอหลักฐานที่น่าสงสัยหลายประการที่ชวนให้คิดว่า ในอดีตเคยมีอาคันตุกะจากอวกาศลงมาเยี่ยมเยือนโลกมนุษย์เรา มาแล้วไม่มาเปล่า พวกเขายังได้สอนสั่งศิลปวิทยาการให้กับมนุษย์บนโลกเรา จนมนุษย์โลกสามารถสร้างถาวรวัตถุ อนุสาวรีย์หลายแห่งให้อนุชนรุ่นหลังได้ประจักษ์ด้วยสายตาที่ฉงนฉงายว่า บรพพบุรุษของพวกเราทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร
ลองย้อนไปดูในอดีตสิครับ มีร่องรอยมากมายที่เกี่ยวโยงอาคันตุกะจากอวกาศกับมนุษย์โลกของเราเข้าไว้ด้วยกัน เป็นต้นว่ามหาปิระมิดแห่งคีออปส์ สโตนเฮนจ์บนทุ่งซอลส์เบอร์รี่ เทวสถานของชนเผ่ามายา อินคา หรือลายเส้นปริศนาบนที่ราบนาซก้าที่เพิ่งผ่านตาท่านมากันหยกๆ สิ่งเหล่านี้ต้องอาสัยเทคโนโลยีและความรู้ชั้นสูงทั้งสิ้น และจากพื้นเพของชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในถิ่นๆนั้น ดูๆไปหากไม่ได้รับการชี้แนะจากครูที่เก่งกาจสักคน ชนพื้นเมืองเหล่านั้นก็ไม่น่าที่จะสรรค์สร้างสิ่งมหัศจรรย์พวกนี้ขึ้นมาได้
มีคนเชื่อก็ย่อมมีคนไม่เชื่อ ต่างกันที่คนเชื่อพยายามจะนำเสนอหลักฐานแต่พวกไม่เชื่อเค้าจะด่าเอาว่าบ้ามนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็เอเลี่ยนขึ้นสมอง(นายโซนิคก็เคยโดน แหะ แหะ..) เอาเถอะครับ กาลเวลานั่นแหละจะเป็นฝ่ายพิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่าง และปัจจุบันจากการศึกษาลึกลงไปในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มนุษย์ ก็นับว่าได้หลักฐานที่น่าเชื่อถือออกมามากมายแล้วว่า ในอดีตเคยมีมนุษย์ต่างดาวลงมาเยือนโลกของเราแล้วจริงๆ และบรรพบุรุษของเราก็คงมีปฏิกิริยาไม่ต่างจากคนป่าในนิวกีนี ที่เห็นนักบินก้าวลงมาจากเครื่องบินเพื่อแจกเวชภัณฑ์ นั่นก็คือทำการสักการะและยกย่องให้เป็นพระเจ้า พระเจ้า(GODS)ที่เป็นนามธรรม มีเลือดเนื้อ มีชีวิต และก็มีทายาทเหมือนมนุษย์เดินดินทุกประการ
นอกจากภาพวาดแล้ว นักโบราณคดียังพบความน่าทึ่งเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณอีกมากมาย ยิ่งมีการศึกษาอารยธรรมของกลุ่มชนที่เจริญผิดยุคในสมัยก่อนมากขึ้นเท่าไหร่ วงการโบราณคดีก็ยิ่งได้ตระหนักถึงความสามารถของมนุษย์สมัยก่อนมากขึ้นเท่านั้น ใครเล่าจะคาดคิดว่า เมื่อหกพันปีก่อนชาวสุเมเรี่ยนรู้ว่าโลกใบนี้กลมดิกแถใยังรู้ลึกซึ้งเข้าไปอีกว่า ระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์ทั้งสิ้น 12 ดวง (พวกเขานับดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์รวมเข้าไปอีก) ถึงอย่างนั้นถ้าไม่นับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ที่ชาวสุเมเรี่ยนรู้จักก็ยังมากกว่าที่ปัจจุบันทราบกันอยู่ 1 ดวง เมื่อหกพันปีก่อนพวกเขารู้จักดาวยูเรนัส เนปจูน พลูโต ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งใช้กล่องดูดาวตรวจพบเมื่อหลังศตวรรษที่ 18 นี้เท่านั้นเอง
ชาวโลกปัจจุบันชอบมองบรรพชนของเราว่าป่าเถื่อนล้าหลัง งมงายในไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหาศาล จำได้ไหมครับว่า เมื่อปี 1543 นิโคลัส คอปเปอร์นิคัส เป็นคนแรกที่แย้งว่าโลกมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ก็ไม่มีใครเชื่อแถมโดนศาสนจักรหมายหัวเอาอีก จนกระทั่งปี 1610 ที่กาลิเลโอสร้างกล้องดูดาวได้สำเร็จนั่นแหละ โลกถึงได้ประจักษ์ความจริงข้อนี้ ทั้งๆที่ชาวสุเมเรียนรู้ก่อนหน้านี้มาหลายพันปี นี่ยังไม่นับชาวอียิปต์ที่รู้ว่าโลกกลมและหมุนรอบดวงอาทิตย์อีกด้วยนะ
Fresco found in the Sahara Dated 6000 BC
ปี 1659 คริสเตียน ฮิวเกนส์ ค้นพบว่าดาวเสาร์มีวงแหวนล้อมรอบ ในขณะที่จากรึกแผ่นดินเหนียวของชาวสุเมเรียนเขียนภาพนี้เอาไว้อย่างชัดเจนเลย ลองมาดูแถบอาฟริกากันดูบ้าง คนป่าผิวดำเผ่าโดกอน ซึ่งอาศัยอยู่แถบละแวกถ้ำเมืองบันเดียการา ห่างจากทิมปักตูไปทางใต้ประมาณสามร้อยกิโลเมตร เป็นคนป่าที่แสนจะยากจนและมีมาตรฐานการดำรงชีวิตต่ำ แต่เชื่อไหมครับว่า พวกเขามีความรู้เกี่ยวกับด้านดาราศาสตร์อย่างลึกซึ้ง โดยสามารถบอกได้ว่ามีดาวเล็กๆดวงหนึ่งโคจรรอบดาวซิริอุส-เอ ใช้เวลารอบละห้าสิบปี ปัจจุบันเรารู้จักดาวดวงนี้ในนามของดาวซิริอุส-บี ดาวดวงนี้ไม่มีทางจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือกล้องโทรทัศน์ทั่วไป เพราะมันอยู่ห่างไกลไปจากโลกถึง 8.7 ปีแสง และเราเพิ่งถ่ายภาพดาวดวงนี้ได้ในปี 1970 ก็เมื่อเร็วๆนี้นี่เอง แล้วชาวโดกอนเมื่อหลายร้อยปีก่อนทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร?
ชาวโดกอนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พวกเขาถ่ยายทอดเรื่องราวเหล่านี้แบบปากต่อปาก ตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษและพูดล่วงหน้าว่า ยังมีดาวเหลืออยู่ในกลุ่มนี้อีกดวงหนึ่งโคจรอยู่ทางมุมขวาของดาวซิริอุส-บี ตอนนั้น นักดาราศาสตร์ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนกระทั่งเมื่อปี 1995 (ไม่กี่ปีนี้อีกนั่นแหละ) ก็เจอดาวดวงที่สามหรือซิริอุส-ซี ตรงตามที่ชาวโดกอนบอกเอาไว้จริงๆ โดยอยู่ห่างไกลจากโลกออกไป 325 ปีแสง (เอา 5,880,000,000,000 คูณเข้าไปนะครับ มีหน่วยเป็นไมล์) ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มดาวซิริอุสทั้งหมด ชาวโดกอนเปิดเผยว่าจดจำมาจากพระเจ้าผู้ลงมาจากห้วงอวกาศแห่งระบบดาวซิริอุส ซึ่งมีลักษณะของคนผสมปลา อาศัยอยู่ใต้บาดาลเรียกว่า Nommos
แม้ในปัจจุบัน พวกเขาก็ยังฉลองกันเพื่อระลึกการมาเยือนของ Nommos ในทุกๆ 60 ปี ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นระยะเวลาที่ดาวแม่ของพระเจ้าของพวกเขาโคจรครบหนึ่งรอบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ครับ)
เรื่องของมนุษย์มัจฉาผู้ถ่ายทอดวิทยาการให้แก่โลก ยังไปปรากฏอยู่ในตำนานของชนชาติอื่นที่เก่าแก่ เช่น บาบิโลเนีย ว่าทุกเช้าจะขึ้นมาจากน้ำเพื่อสั่งสอนความรู้ให้กับมนุษย์ เช่น กสิกรรม คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ระเบียบของสังคม ก่อนจะกลับลงสู่ทะเลในตอนเย็น ชาวบาบิโลเนียเทิดทูนพวกเขาเสมือนพระเจ้า และเรียกว่า Oannes ซึ่งไปตรงกับภาษาของชาวมายาในคำว่า Oaana อันหมายถึง "คนที่อาศัยอยู่ในน้ำ"
ในประเทศญี่ปุ่นนักโบราณคดีขุดพบตุ๊กตาอายุหมื่นกว่าปี เรียกกันตามภาษาญี่ปุ่นว่าโดกุ สวมเสื้อผ้าเหมือนนักบินอวกาศมากแถมยังเกี่ยวข้องกับมนุษย์ที่อยู่ในน้ำด้วยสิ
โลกที่เราอาศัยอยู่นี้มีอายุประมาณ 4.5 พันล้านปี แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพิ่งวิวัฒนาการขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 25 ล้านปีก่อน จากซากฟอสซิลที่ขุดพบในอาฟริกา ทำให้เชื่อว่าบรรพบุรุษของตระกูลลิง Ape ได้เกิดขึ้นเมื่อ 13 ล้านปีก่อน และต่อมาอีก 3 ล้านปี จึงได้วิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์สายพันธุ์แรกหรือ Homo อย่างแท้จริง
ขอสรุปวิวัฒนาการของสายพันธุ์มนุษย์แบบย่อๆให้ฟังอีกครั้งหนึ่งนะครับ เมื่อสองล้านปีก่อน มนุษย์ดึกดำบรรพ์พวกแรกที่มีโครงสร้างกระโหลกและกระดูกคล้ายกับมนุษย์ปัจจุบันมากที่สุดแรกว่า แอดวานซ์ ออสตรัลโลพิทธิคัส เริ่มปรากฏในทวีอาฟริกา และต้องใช้เวลาอีกหลายล้านปีทีเดียว กว่าที่พวกเขาจะวิวัฒน์มาเป็นสายพันธุ์โฮโม อิเร็คตัส มนุษย์พวกแรกที่เริ่มมีภาษาใช้ในการสื่อสาร รู้จักใช้ไฟ และหินเป็นเครื่องมือในการล่าสัตว์ มีมันสมองที่โตขึ้นกว่าเดิมอีก 100 เปอร์เซ็นต์ และอีกเก้าแสนปีต่อมา พวกเขากลายเป็นมนุษย์นีแอนเดอร์ธัล (เรียกตามแหล่งที่ขุดพบครั้งแรกในประเทศเยอรมัน) มนุษย์พวกนี้จัดเป็นพวกแรกที่น่าจะเป็นวิวัฒนาการสายเดียวกับมนุษย์ปัจจุบัน และเป็นบรรพบุรุษสายตรงของมนุษย์ ที่รู้จักงานศิลปะ เชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์
วิวัฒนาการทางสมองของมนุษย์เป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก บรรพบุรุษของเราทำไมใช้เวลาร่วมๆสองล้านปีพัฒนาตัวเองจากสายพันธุ์แอดวานซ์ ออสตรัลโลพิทธิคัส สู่สายพันธุ์นีแอนเดอร์ธัล โดยใช้เครื่องมือหินที่มีลักษณะไม่ต่างกันเลย แต่แล้วจู่ๆเมื่อประมาณสองแสนสี่หมื่อนกว่าปีก่อน มนุษย์สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อโฮโม เซเปี้ยน ก็ดันปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่รู้รากเหง้า เพราะไม่ได้วิวัฒนาการมาจากมนุษย์ยุคหิน มันวมองใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีกครึ่งหนึ่ง รู้จักเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ไม่เดินโทงเทงเปล่าเปลือยเพราะรู้จักใช้หนังสัตว์เป็นเครื่องนุ่งห่ม และรู้จักการมีสังคมอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน
ทำไมครับ? ทำไม...
ทำไมมนุษย์ใช้เวลายาวนานร่วมสองล้านปีเพื่อพัฒนาเครื่องมือหินไปสู่วัสดุอื่น แต่ไม่ต้องใช้เวลาเป็นล้านๆปีเพื่อเรียนรู้วิทยาการที่ยุ่งยากซับซ้อนกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการก่อสร้าง การคำนวณ การดูดาว การเกษตร ฯลฯ เพราะมนุษย์กลับพัฒนาตัวเองได้เร็วเหลือเชื่อ จากเกวียนเทียมวัวอันเชื่องช้า สู่จรวดความเร็วสูง จากบูมเมอแรงสู่ดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบวงโคจรโลก การเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์ถ้ำไปสู่มนุษย์อวกาศทั้งหมดนี้บรรพบุรุษของเราใช้เวลาเพียง 35,000 ปี ที่มากระจุกตัวกันอยู่ในช่วงหลังนี้เอง
ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่า มนุษย์เราอาจจะได้รับการถ่ายทอด เปลี่ยนแปลง ทางเทคโนโลยีเฉกเช่นมนุษย์มัจฉาซึ่งมีอารยธรรมสูงกว่า?
ท่านที่ติดตามผลงานของนายโซนิคมานานก็คงพอจะให้คำตอได้นะครับ โดยเฉพาะกับผู้ที่นายโซนิคเป็นสาวกของเขา นั่นก็คือนาย Zecharia Sitchin ซึ่งนับเป็นนักวิชาการหนึ่งในไม่กี่คนของโลกที่สามารถอ่านอักษรลิ่มของภาษาสุเมเรี่ยนได้ เขาใช้เวลากว่าสามสิบปีศึกษาแผ่นจารึกสุเมเรียนร่วมสองพันแผ่น จนค้นพบกุญแจไขปริศนาสู่ดาวเคราะห์ที่ชื่อว่า Nibiru หรือ Marduk ในภาษาบาบิโลเนียน โดยสรุปการค้นคว้าของเขาว่า เมื่อครึ่งล้านปีก่อนมนุษย์จากดาวเคราะห์ดวงนี้ได้เดินทางมายังโลก และถ่ายทอดวิทยาการต่างๆให้กับมนุษย์จนมีอารยธรรมเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ชนิดชาวสุเมเรียนเรียกว่า "ของขวัญจากพระเจ้า" รวมทั้งได้แต่งงานกับผู้หญิงสายพันธุ์โฮโม อิเร็คตัส ก่อนแพร่ลูกแตกหลาน จนเป็นมนุษย์โฮโม เซเปียน อย่างทุกวันนี้ อ้อ.. ชาวสุเมเรียนเรียกพระเจ้าของพวกเขาว่า Anunnaki ครับ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ครับ
พระเจ้าของชาวมายา ดูดีๆนะครับว่าพระองค์กำลังทำอะไร ขับยานอวกาศ? ]
ภาพวาดก่อนประวัติศาสตร์ในถ้ำแถบคิมเบอร์ลี่ ออสเตรเลีย ชื่อรูปคือวอร์จิน่า เทพเจ้าไร้ปาก เป็นรูปวาดของชนเผ่าที่เก่าแก่กว่าชาวอะบอริจินส์มาก ]